ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 550 ขอพักพิงกลางลมฝน
บทที่ 550 ขอพักพิงกลางลมฝน
………………..
“ฟึ่บ…”
ในที่สุดนกนางแอ่นก็โฉบกายลงมาประดุจลูกศรแกร่ง ครั้นใกล้ถึงพื้นดินก็กางปีกออก ร่างทั้งร่างวาดวงโค้งอันสุนทรีย์กลางอากาศ ก่อนจะร่อนลงเกาะบนหลังม้าได้อย่างพอดิบพอดี
“คุณชาย เบื้องหน้ามีเมืองใหญ่ ห่างไปราวสี่สิบหลี้ เห็นทีคงจะเป็นเมืองอวี้เฉิงขอรับ” เยี่ยนอันเอ่ยท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด เขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้ดึกดื่นนัก อีกทั้งฝนยังตกหนักหน่วงปานนี้ การจะเดินเท้าไปให้ถึงเมืองอวี้เฉิงย่อมเป็นไปไม่ได้เลย เขาจึงรีบกล่าวต่อว่า “ทว่าถัดจากตรงนี้ไป มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ดูภูมิฐานยิ่งนัก ไม่รู้ว่าพอจะไปขอหลบฝนได้หรือไม่”
“ตกลง”
ซ่งโหยวพยักหน้าตอบรับ
เมืองอวี้เฉิงคือเมืองหลวงของอาณาจักรปี้อวี้มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนัก เปรียบเสมือนไข่มุกเม็ดงามบนผืนแผ่นดินตะวันตกอันไกลโพ้น และยังเป็นเมืองที่ใหญ่และรุ่งเรืองที่สุดหลังจากเข้าสู่แดนตะวันตกมา ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่ากับเมืองซาตูแห่งแคว้นซาโจว
นับตั้งแต่จากเมืองซาตูมาเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีกลาย ก็ล่วงเลยมาปีครึ่งแล้ว ระหว่างทางเขาแทบมิได้หยุดพักนานนัก แม้จะเข้าเมืองไปพักผ่อน ก็อยู่เพียงสามวันห้าวัน หรือเจ็ดวันเท่านั้น เนื่องจากกำแพงทางภาษาทำให้ยากแก่การศึกษาขนบธรรมเนียมท้องถิ่น อีกทั้งหลายแห่งภูมิอากาศมิสู้ดี ไม่มีความรุ่งเรืองและสะดวกสบายนัก การพำนักอยู่นานๆ จึงดูไม่น่ารื่นรมย์เท่าใด
เห็นทีควรหาที่พักพิงเพื่อหยุดพักผ่อนยาวๆ สักช่วงเวลาหนึ่งเสียแล้ว
เมื่อสองวันก่อนที่ล้อมวงคุยกับใต้เท้าจางยามวิกาล ใต้เท้าจางก็เคยกล่าวไว้ว่า เมืองอวี้เฉิงนั้นรุ่งเรืองยิ่งนัก มีพ่อค้าชาวต้าเยี่ยนมากมาย ทั้งยังมีชาวต้าเยี่ยนตั้งรกรากอยู่ที่นั่นไม่น้อย คนท้องถิ่นที่พูดภาษาต้าเยี่ยนได้ก็มีอยู่มาก อย่างน้อยพวกเศรษฐี ผู้ดี หรือชนชั้นปกครอง ต่างก็พอจะพูดภาษาต้าเยี่ยนได้บ้างไม่มากก็น้อย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวมานั้น คือสภาพการณ์เมื่อร้อยปีก่อน หรือเป็นเช่นนั้นอยู่ในปัจจุบัน
“ถ้าเช่นนั้น คุณชายยังจะตามหาจอมมารตนนั้นต่อหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องรีบร้อนไป ปล่อยให้เป็นไปตามวิถีแห่งธรรมเถิด” ซ่งโหยวคลี่ยิ้มบางๆ แหงนมองท้องฟ้า “บางที มันอาจจะอยู่เบื้องหน้านี่เอง”
“…”
นกนางแอ่นได้ฟังก็อดมิได้ที่จะฉงนใจ
เจ้าแมวเองก็งงงวยไม่ต่างกัน
ทว่าสิ่งที่นกนางแอ่นสงสัยคือ พวกเขาเพิ่งจะเดินออกมาจากขุนเขาใหญ่ยาวนับร้อยลี้นั่น ที่ซึ่งทหารสี่หมื่นนายถูกแช่แข็งไว้ ตามหลักเหตุผลแล้วหากจะตามหาจอมมาร ขุนเขาแห่งนั้นย่อมน่าสงสัยที่สุด ทว่านักพรตกลับเพียงแค่ค้นหาอย่างง่ายๆ หาได้ตรวจตราอย่างละเอียด แล้วก็มุ่งหน้าต่อ ไม่ทราบว่าเขาแน่ใจได้อย่างไรว่าจอมมารมิได้อยู่ในป่าเขานั่น และไฉนจึงมั่นใจนักว่ามันอยู่เบื้องหน้า เหตุใดจึงดูสุขุมเยือกเย็นปานนั้น
ส่วนสิ่งที่เจ้าแมวสงสัยคือ จอมมารที่ไหนกัน เพิ่งจัดการกับปีศาจในป่ามาสองวันเต็มๆ แท้ๆ ยังจะมีจอมมารโผล่มาอีกหรือ
ทั้งสามฝ่าสายฝนรุดหน้าไป เลี้ยวผ่านโค้งเขาลูกหนึ่ง
ยามนี้ฟ้ามืดจนแทบมองไม่เห็นทางเดินเสียแล้ว
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาเบื้องหน้าขบวนเดินทางพอดี
แสงวาบจากอสนีบาตส่องสว่างให้เห็นทิวเขาที่ซ้อนสลับ ป่าสนเข็มที่ดูราวกับขนสัตว์ตั้งชัน และที่ยอดเขาเบื้องหน้ามีวัดวาอารามสีทองอร่ามหลังหนึ่งตั้งตระหง่าน แสงนั้นวาบขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วดับไป
คนทั้งกลุ่มมุ่งหน้าไปสู่วัดแห่งนั้นท่ามกลางราตรีที่ฝนกระหน่ำ
เปรี้ยง!
แสงอัสนีช่วยนำทางอีกครา
วัดแห่งนี้แทบจะยึดครองพื้นที่ทั้งภูเขาเอาไว้
เชิงเขามีบันไดหินสร้างจากวัสดุชั้นเลิศ ทอดยาวไปจนถึงประตูวัด สองข้างทางประดับด้วยสถูปสีขาวขนาดย่อม เว้นห่างกันเพียงไม่กี่ขั้นบันได ยอดเป็นสีทองทำจากหินหยกขาวสะท้อนแสงสายฟ้า เมื่อแสงดับลง ก็ยังพอเห็นแสงตะเกียงรำไรในวัดบนเขา ห้องหับต่างๆ ล้วนมืดสว่างแตกต่างกันไป
พิรุณไหลรินลงมาตามขั้นบันไดดุจน้ำตกขนาดย่อม
นักพรตหนุ่มและบริวารก้าวขึ้นบันไดไป ไม่นานนักก็มาถึงหน้าประตูวัด
รูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้ดูแปลกตาอยู่บ้าง โดยรวมคล้ายคลึงกับวัดในแดนจงหยวน ทว่าก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ดูเหมือนจะผสมผสานรูปแบบอาคารท้องถิ่นเข้าไป การตกแต่งก็เช่นกัน มีการใช้ทองปิดล้อมไว้อย่างประณีต หน้าประตูแขวนผ้าหลากสีสัน ให้กลิ่นอายประหลาดล้ำแบบต่างแดน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
นักพรตยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคา พลางเคาะประตูเรียก
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างใน
เอี๊ยด…
ประตูใหญ่ของวัดถูกเปิดออก
เบื้องหลังประตูคือเณรน้อยห่มจีวรสีแดงสลับเหลืองรูปหนึ่ง เขามองซ่งโหยวด้วยสายตาฉงน ก่อนจะพนมมือไหว้แล้วเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย
เป็นภาษาท้องถิ่น
แม้จะฟังไม่ออก แต่ก็พอเดาได้ว่าเขาถามสิ่งใด
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นนักพรตจากต้าเยี่ยน เดินทางผ่านมาทางนี้แล้วเจอฝนกระหน่ำ จำต้องมารบกวนขอยืมสถานที่หลบฝนพักพิงสักคืน” ซ่งโหยวหาได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะฟังออกหรือไม่ เขายังคงรักษาจารีตประสานมือคารวะอย่างสุภาพ “ไม่ทราบว่าทางวัดจะอนุญาตหรือไม่”
เณรน้อยย่อมฟังไม่ออก จึงได้แต่ยืนนิ่งตะลึง ใบหน้าเริ่มแดงซ่านด้วยความขัดเขิน เขาพิจารณานักพรตหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพนมมือไหว้แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งเบาๆ จากนั้นจึงหมุนตัววิ่งหายเข้าไปข้างใน
ซ่งโหยวอาศัยแสงสลัวสุดท้ายของวัน สบตากับเจ้าแมวและเจ้านกนางแอ่น แล้วยืนรออยู่อย่างใจเย็น
ครู่ต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
เณรน้อยพาพระภิกษุรูปหนึ่งออกมา
พระภิกษุรูปนั้นทันทีที่เห็นเขาก็ประนมมือไหว้ แล้วเอ่ยขึ้นเป็นภาษาต้าเยี่ยน “โยมมาจากต้าเยี่ยนหรือ”
ซ่งโหยวจึงกล่าวประโยคเดิมซ้ำอีกครา เพื่อขอพักค้างแรม
อาจเป็นเพราะชาวต้าเยี่ยนในแถบนี้มีฐานะทางสังคมค่อนข้างสูง หรืออาจเป็นเพราะเมตตาธรรมของผู้ครองกาสาวพัสตร์ พระภิกษุรูปนั้นมิได้ปฏิเสธ กลับแสดงความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง เขารีบเชื้อเชิญซ่งโหยวเข้ามา และจะช่วยจูงม้าให้ ทว่าเมื่อพบว่าม้าตัวนี้มิได้สวมบังเหียนให้จูง จึงต้องถดมือกลับไป
ภายในวัดนั้น ทุกห้องหับล้วนจุดตะเกียงโชติช่วง บ้างใช้เทียนไข บ้างใช้ตะเกียงน้ำมัน ทั่วทุกแห่งหนล้วนมีเสียงสวดมนต์ดังแว่วประสานกันเป็นระยะ บ่งบอกถึงความพากเพียรของเหล่าพระภิกษุสงฆ์ในที่แห่งนี้
คืนนั้นที่สนทนากับใต้เท้าจาง ก็เคยคุยกันถึงเรื่องอิทธิพลของฝ่ายพุทธในแถบนี้
อิทธิพลของศาสนาพุทธแผ่มาจากทิศตะวันตก ผ่านเส้นทางสายนี้พอดี ยามนี้จึงนับว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด วัดวาอารามจึงตั้งตระหง่านอยู่ทั่วทุกหนแห่งในแดนตะวันตก
ใต้เท้าจางนั้นมีดวงตาแหลมคมนัก
คนทั่วไปอาจมองเห็นเพียงพระภิกษุสงฆ์ที่มีจริยวัตรงดงามและตบะแก่กล้า จึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธา เดินทางมีรถม้าพรั่งพร้อม อาหารการกินเลิศรส ทว่าใต้เท้าจางกลับมองเห็นถึงสถานะทางสังคมและโภคทรัพย์ที่สูงส่งเกินควรของเหล่านักบวช ซึ่งส่งผลให้คนท้องถิ่นจำนวนมากต่างปรารถนาจะออกบวช ด้วยเหตุนี้วัดต่างๆ จึงเริ่มตั้งข้อกำหนดในการบวชที่เข้มงวดขึ้น เหล่านักบวชจึงจำต้องละทิ้งการพักผ่อน ศึกษาพระธรรมและสร้างความรอบรู้ทั้งวันคืน เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในดินแดนแห่งนี้
เช่นเดียวกับวัดแห่งนี้
ตลอดทางที่เดินตามพระภิกษุเข้าไป มีพระสงฆ์หลายรูปที่ได้ยินว่ามีนักพรตจากต้าเยี่ยนมาขอพักพิง ต่างพากันเดินออกมาดูด้วยความแปลกตา บางคนเห็นท่วงท่าอันไม่ธรรมดาของเขาก็รีบวิ่งไปรายงานผู้อื่น หรือชักชวนกันมาดูให้เห็นกับตา
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะรู้สึกราวกับเป็นสัตว์ประหลาดที่ถูกมุงดู ทว่าเขาก็ยังคงสบตากับทุกคนด้วยรอยยิ้ม
วัดแห่งนี้กว้างขวางนัก
พวกเขาเดินผ่านลานวัดหลายชั้น และต้องเดินขึ้นบันไดอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขา จนกระทั่งพระภิกษุนำทางมาถึงหน้าวิหารหลังใหญ่ที่วิจิตรตระการตาและหรูหรามิแพ้พระราชวัง ที่นั่นมีพระภิกษุระดับอาวุโสหลายรูปยืนรอรับอยู่แล้ว
“แขกผู้มีเกียรติ! แขกผู้มีเกียรติ!”
“รีบเชิญเข้ามาข้างในเถิด!”
“ข้างนอกลมแรงฝนหนักนัก ฝนตกจนตัวเอียงไปหมดแล้ว รีบเข้ามาเถิด…”
สำเนียงภาษาต้าเยี่ยนของพวกเขาล้วนฟังดูแปร่งหูตามแบบฉบับชาวตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบพระคุณปรมาจารย์ทุกท่าน”
ในวิหารประดับด้วยเชิงเทียนมากมาย ดูหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งนัก
เจ้าแมวที่เปียกปอนซุกตัวอยู่ข้างกายเขา
ทุกคนในวิหารต่างแนะนำตัวและสนทนากันอย่างเรียบง่าย
เมื่อทราบว่าซ่งโหยวมาจากต้าเยี่ยนจริง ทั้งยังเคยพำนักอยู่ที่ฉางจิง พระภิกษุอาวุโสหลายรูปต่างแสดงความเลื่อมใสศรัทธา พระสงฆ์ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานจึงลุกขึ้นสั่งให้พระและเณรข้างนอกไปจัดหาน้ำผึ้งมาต้อนรับ กระชับไมตรีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พลางเอียงกายถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสงสัย
“ท่านนักพรตซ่งเดินทางมาจากทิศตะวันตก มิทราบว่าเคยได้ยินเรื่องราวในหุบเขาปีศาจแห่งนั้นบ้างหรือไม่”
“ข้าเพิ่งเดินทางผ่านมาจากที่นั่นพอดี”
“มิใช่ มิใช่ เดินทางมาจากทางนั้น ยามนี้ย่อมต้องใช้เส้นทางใหม่แล้ว” พระภิกษุอาวุโสกล่าวกับเขา “ในอดีตเคยมีเส้นทางเก่าสายหนึ่ง ตัดผ่านขุนเขาที่มีจอมมารสถิตอยู่ ครั้งหนึ่งเคยมีกองทัพจากต้าเยี่ยนผ่านทางนั้น พร้อมขนทองเงินที่ปล้นชิงมามากมาย สุดท้ายกลับถูกปีศาจแช่แข็งไว้ที่นั่นจนมอดม้วยไปสิ้น ยามนี้พวกเขาก็ยังคงอยู่ที่นั่น ไม่มีใครกล้าเข้าไปดูเลย”
พระรูปอื่นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็ช่วยกันสำทับขยายความ
ดูเหมือนทุกคนจะสนุกสนานกับการสนทนาเรื่องนี้ยิ่งนัก
บางทีนี่อาจเป็นเรื่องที่ลี้ลับพิสดารที่สุดของท้องถิ่นนี้ เมื่อมีคนต่างถิ่นมาเยือน ย่อมต้องหยิบยกเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดขึ้นมาเล่าให้ฟังก่อนเป็นธรรมดา
ทว่าครานี้ซ่งโหยวไม่ได้ถ่อมตัว เขาตอบไปตามตรงว่า
“ข้าก็เดินผ่านทางนั้นมานั่นแล”
“หืม”
เหล่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ยินดังนั้นต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริด
“ท่านนักพรตใช้ทางสายเก่าหรือ”
“บนเขานั่นมีปีศาจชุกชุมนัก! แม้แต่พวกอาตมา หากจำเป็นต้องเข้าป่า ก็มิกล้าถลำลึกเข้าไปเลย!”
“ท่านนักพรตไม่พบเจออันตรายบ้างหรือ”
“ก็พบเจอปีศาจอยู่บ้าง ทว่าหาได้มีอันตรายอันใด” ซ่งโหยวกล่าวตามจริง “หากข้าไร้ซึ่งวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้าง คงมิอาจเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ได้”
“กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก!”
“ท่านนักพรตช่างเป็นผู้มีตบะบารมี…”
ยามนั้นเอง พระภิกษุที่นั่งตำแหน่งประธานคล้ายจะเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบก้มตัวถามเขาด้วยสำเนียงแปร่งหู“ท่านนักพรตทานมื้อเย็นมาหรือยัง”
“ยังเลย ทว่าข้าพกเสบียงแห้งติดตัวมาด้วย เพียงอาศัยพักพิงในวัดของท่านก็เกรงใจยิ่งแล้ว กลับไปทานเสบียงที่มีก็เพียงพอแล้ว”
“จะต้อนรับแขกเช่นนั้นมิได้…”
พระภิกษุอาวุโสรีบเรียกพระเณรข้างนอกเข้ามา สั่งความด้วยภาษาท้องถิ่นไปสองสามคำ คาดว่าคงสั่งให้ไปเตรียมอาหารมา
ทว่าพระรูปนั้นกลับชะงักไป พลางตอบด้วยท่าทางลำบากใจ
“หืม”
พระภิกษุอาวุโสขมวดคิ้ว ถามซ้ำไปอีกประโยค สีหน้าของพระรูปนั้นกลับยิ่งดูเคร่งเครียดและลำบากใจยิ่งกว่าเดิม
“โยมเอ๋ย ต้องขออภัยจริงๆ” พระภิกษุอาวุโสกล่าวกับนักพรตหนุ่ม เนื่องจากติดขัดเรื่องภาษา คำที่ใช้จึงเรียบง่ายตรงไปตรงมา “อาหารเย็นหมดลงแล้ว ในวัดไม่มีเสบียงอาหารหลงเหลือเลย เดิมทีตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปซื้อหาในเมือง”
กล่าวจบมิทันให้ซ่งโหยวได้โต้ตอบ อีกฝ่ายก็เสริมขึ้นทันที
“ทว่าโยมไม่ต้องกังวลไป วัดของเรายังมีสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง สามารถบันดาลให้สมปรารถนาได้ ปกติแล้วใช่ว่าจะนำออกมาให้ผู้ใดชมง่ายๆ”
“โอ้”
ซ่งโหยวกลับเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมาเสียแล้ว
ยามนั้นพระรูปเดิมยังคงยืนรอรับคำสั่งอยู่ในวิหาร
เจ้าอาวาสสั่งความกำชับไปอีกไม่กี่คำ ใบหน้าของพระรูปนั้นเผยแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังหันมามองซ่งโหยวด้วยความฉงน ก่อนจะก้มศีรษะรับคำแล้วถอยออกไป
ส่วนซ่งโหยวก็คอยลูบไล้เส้นขนบนหลังเจ้าแมวไปพลาง รอคอยอย่างใจเย็นไปพลาง ขณะเดียวกันก็อาศัยแสงจากเปลวเทียน พิจารณาดูอารามแห่งนี้และเหล่าสงฆ์ชาวตะวันตกด้วยแววตาสงบนิ่ง
ที่แห่งนี้ห่างไกลจากต้าเยี่ยนมากนัก รูปร่างหน้าตาของผู้คนจึงแตกต่างจากชาวต้าเยี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณขาวกว่า เครื่องหน้าคมสันชัดเจน พระภิกษุเกือบทุกรูปล้วนไว้หนวดเคราเข้ม สวมหมวกสงฆ์ ดูไปแล้วการแต่งกายก็คล้ายคลึงกับพระภิกษุในแดนจงหยวนอยู่บ้าง
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปากแน่น ภายในใจเริ่มครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
………………..