ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 551 แม่นางสามสีถูกใจสมบัติชิ้นนี้ยิ่งนัก
บทที่ 551 แม่นางสามสีถูกใจสมบัติชิ้นนี้ยิ่งนัก
………………..
แม่นางสามสีเอียงคอพิศมองวิหารใหญ่แห่งนี้ พลางลอบสังเกตเหล่าภิกษุใต้แสงตะเกียง ภายในใจเริ่มบังเกิดความฉงนสงสัยบางประการ ทว่าก็นึกมิออกว่าคือสิ่งใด
หากเยี่ยนอันอยู่ที่นี่ด้วยก็คงจะดี
เจ้านกนั่นแม้จะดูเซ่อซ่าในบางครา ทว่าบางครั้งก็ฉลาดหลักแหลมนัก
โดยเฉพาะยามที่แม่นางสามสีไม่รู้จักสิ่งใด เขามักจะกลายเป็นผู้รู้ขึ้นมาทันที
หากเยี่ยนอันอยู่ ย่อมต้องรู้แน่ว่าเพราะเหตุใด
ยามนี้แมวสามสีจึงได้แต่เหลียวหน้า กลับไปส่งสายตาอันเต็มไปด้วยความสงสัยให้แก่นักพรตหนุ่มเบื้องหลัง จ้องมองเขาตาเขม็ง
ทว่านักพรตเพียงก้มหน้าลงส่งยิ้มให้นาง
“คอยจับตาดูเรื่องประหลาดเถิด…”
เสียงของเขาเบาหวิวเสียจนมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน
ใจที่ว้าวุ่นของเจ้าแมวพลันสงบลงทันที
ในจังหวะนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าดังมาจากภายนอก
เงาร่างสองสายเดินเข้ามา ผู้ที่เดินนำคือพระรูปเดิมที่เพิ่งออกไป ในมือประคองถาดที่คลุมด้วยผ้าแดงไว้ มิทราบได้ว่าข้างใต้คือสิ่งใด ส่วนพระอีกรูปที่มีอาวุโสกว่าเดินตามติดไม่ห่าง แสดงให้เห็นว่าของชิ้นนี้มีความสำคัญยิ่งยวด
พระทั้งสองรูปเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนแท่นสูงของวิหาร วางถาดลงบนโต๊ะเบื้องหน้าพระภิกษุอาวุโสที่เป็นประธาน ก่อนจะเลิกผ้าแดงออก
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นมอง
แม่นางสามสีเองก็ชูคอขึ้นมองเช่นกัน
ภายใต้แสงเทียนวาววับ เห็นเพียงบนถาดนั้นมีกรวยทองคำวางอยู่ ตัวกรวยหล่อจากทองคำแท้ทั้งเล่ม งานประณีตบรรจง ผิวสัมผัสสะท้อนแสงเทียนระยิบระยับ
เป็นทองคำนี่นา…
“วัดของเรามีสมบัติล้ำค่ามากมาย ทว่าสมบัติชิ้นนี้ก็นับว่าพิสดารยิ่งนัก ได้มาโดยบังเอิญจากดินแดนที่ไกลออกไปทางทิศตะวันตก พวกเรามิทราบว่ามันมีชื่อเรียกว่าอย่างไร” พระภิกษุอาวุโสมิได้เกรงกลัวเลยว่าเขาจะคิดอกุศล ท่านหยิบกรวยทองคำขึ้นมาจากถาดพลางแนะนำด้วยสำเนียงแปร่งหู “กรวยทองนี้สามารถบันดาลให้สมปรารถนาได้ ขอเพียงเป็นของที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ เพียงใช้เคาะมันลงกับโต๊ะ พร้อมกับเอ่ยบอกสิ่งที่ต้องการ สิ่งนั้นย่อมปรากฏขึ้นมาในพริบตา”
ซ่งโหยวฟังออกว่าท่านหมายถึงสิ่งใด เขาจ้องมองกรวยทองคำเล่มนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการครุ่นคิด
ส่วนเจ้าแมวสามสีนั้นเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน
ขณะเดียวกัน เหล่าพระภิกษุอาวุโสต่างลอบสังเกตปฏิกิริยาของเขา เมื่อเห็นว่าแม้เขาจะดูสนใจทว่าหาได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกจนเกินควร ต่างก็หันไปสบตากัน พลางคิดอ่านบางประการในใจ
“พอดีกับที่ยามนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เป็นเวลาที่องุ่นกำลังสุกปลั่ง องุ่นของเมืองอวี้เฉิงนั้นมีชื่อเสียงที่สุด เหมาะสำหรับใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง องุ่นในวังหลวงเมืองอวี้เฉิงจะสุกงอมก่อนใครเพื่อน ทั้งยังมีรสชาติดีที่สุด โยมเดินทางมาจากนครฉางจิงแห่งต้าเยี่ยน ระยะทางไกลแสนไกล ย่อมต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พวกอาตมาหมายจะต้อนรับโยมด้วยองุ่นจากวังหลวงเมืองอวี้เฉิง”
พระภิกษุอาวุโสตำแหน่งประธานประหนึ่งต้องการแสดงอานุภาพให้ซ่งโหยวชม ท่านเอ่ยพลางใช้กรวยทองคำเคาะลงบนพื้นโต๊ะ
“ข้าต้องการองุ่นสุกงอมจากวังหลวงเมืองอวี้เฉิง!”
ปึก!
กรวยทองกระทบลงกับโต๊ะ
ชั่วพริบตาเดียว บนโต๊ะพลันปรากฏองุ่นพวงหนึ่งขึ้นมา
“เมี๊ยว!”
ม่านตาของเจ้าแมวพลันขยายกว้าง
พระที่ยืนเฝ้าอยู่รีบเดินเข้ามาหยิบพวงองุ่นนั้น นำไปวางลงบนโต๊ะของซ่งโหยว
ซ่งโหยวยังไม่ทันได้ก้มดูให้ชัดเจน เจ้าแมวของเขาก็ชิงตะปบขอบโต๊ะ ชูคอเข้าไปดมฟุดฟิดดูใกล้ๆ ประหนึ่งจะพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่
เห็นเพียงองุ่นพวงนั้นมีขนาดใหญ่ยักษ์ คาดว่าหนักไม่ต่ำกว่าหลายชั่ง แต่ละลูกกลมโตเต่งตึง ผิวเคลือบด้วยนวลสีขาวประดุจน้ำตาล เพียงวางอยู่เบื้องหน้า กลิ่นหอมหวานเข้มข้นก็ลอยมาแตะจมูกทันที
“เชิญชิมดูเถิด!”
“ขอบพระคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวเด็ดมาลูกหนึ่ง
องุ่นนั้นสุกงอมเต็มที่ เพียงลอกเปลือกออกเบาๆ ก็หลุดลอกโดยง่าย เผยให้เห็นเนื้อในที่ฉ่ำน้ำ ส่งกลิ่นหอมหวนขจรขจาย
แม่นางสามสีจ้องมองด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
ซ่งโหยวพิจารณาองุ่นในมือพลางคลี่ยิ้ม ประโยคแรกที่เขาเอ่ยคือ “ดูท่าเมืองอวี้เฉิงจะไม่มีฝนกระมัง”
องุ่นพวงนี้แห้งสนิท ไม่ได้ผ่านการชะล้างแต่อย่างใด
บนผิวไร้ซึ่งหยาดน้ำค้าง
“ไอ้หยา โยมอย่าได้แปลกใจไปเลย ฝนหน้าร้อนมักจะตกเป็นแห่งๆ ไป” พระภิกษุอาวุโสข้างกายหัวเราะร่า “ฝนแถบนี้ บางทีมันยังเล็งตกเฉพาะบนหัวเราที่เดียวเลยก็มี”
“มีเหตุผล…”
ซ่งโหยวส่งองุ่นลูกนั้นเข้าปาก
เนื้อนุ่มละมุน น้ำชุ่มฉ่ำ รสชาติหวานล้ำและหอมยิ่งนัก
องุ่นหาใช่ของแปลกประหลาดอันใด ในแดนจงหยวนก็มีให้ทานอยู่บ่อยครั้ง ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ กลับรู้สึกว่าองุ่นของที่นี่กับที่แดนจงหยวนช่างดูเหมือนเป็นผลไม้คนละชนิดกันเลยทีเดียว
มิใช่เพียงองุ่น ทว่าผลไม้หลายชนิดก็เป็นเช่นนี้
ซ่งโหยวทานเสร็จก็คลี่ยิ้มบางๆ แล้วปอกอีกลูกหนึ่งป้อนเข้าปากเจ้าแมวของตน
ของดีเช่นนี้ย่อมต้องแบ่งให้แม่นางสามสีชิมด้วย
เมื่อแม่นางสามสีได้ทานเข้าไป ก็ยิ่งทวีความตื่นตะลึง
ยามนั้น เสียงจากเบื้องบนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง ท่านนักพรต”
“ฮ่าๆ…”
เหล่าภิกษุในวิหารต่างพากันหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
“แม้องุ่นจะรสชาติดี ทว่ามันก็เป็นเพียงของต้อนรับทั่วไปท่านั้น ท่านนักพรตเป็นแขกผู้มีเกียรติ เดินทางมาไกลแสนไกล จะกินแต่องุ่นได้อย่างไร!” พระภิกษุอาวุโสประธานกล่าว พลางโน้มตัวถามพระภิกษุรูปอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้านล่าง “พวกเราจะต้อนรับแขกด้วยอาหารอะไรดีหนอ”
“มีกับข้าวอย่างหนึ่ง ทางต้าเยี่ยนเรียกว่าไก่ทะลุรั้ว” พระภิกษุรูปหนึ่งข้างล่างตอบ “นำมาต้อนรับแขกเถิด”
“ดี!”
พระภิกษุอาวุโสยกกรวยทองขึ้น “ข้าต้องการไก่ทะลุรั้ว!”
ปึก!
พลันมีไก่ย่างจานหนึ่งปรากฏขึ้นมากลางโต๊ะ
จัดวางบนจานกระเบื้องสีขาวนวล
“มีไก่ย่างแล้ว ไฉนเลยจะขาดปลาสานวารีไปได้” พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเอ่ยเสริม
“ปลาสานวารีหนึ่งจาน!”
ปึก!
บนโต๊ะปรากฏปลาเผาขึ้นมาอีกหนึ่งจาน
คราวนี้มาในจานโลหะ
พระผู้รับใช้รีบนำไปวางถวายเบื้องหน้าซ่งโหยวทีละอย่าง
“มีกับข้าวและองุ่นแล้ว ย่อมต้องมีน้ำแกงสักชาม เช่นนั้นก็ขอน้ำแกงปรัชญาสักกาเถิด”
ปึก!
บนโต๊ะปรากฏสุราเลิศรสขึ้นมาอีกหนึ่งกา
ถาดไม้ใบหนึ่งรองรับกาสีเงินทอประกาย บนกาสุราสลักลวดลายบุปผาสีทองวิจิตร บรรจงวาดลวดลายอันงดงามพร้อมประดับประดาด้วยทับทิมและมรกตเรียงราย ถ้วยทั้งสามใบที่วางเคียงกันก็มีรูปแบบเดียวกัน เพียงแค่มองดูกาและจอกสุรา ก็ชวนให้รู้สึกว่าสุราที่อยู่ข้างในนั้นย่อมมีรสชาติเลิศล้ำไม่ธรรมดา
“แขกพาสัตว์เลี้ยงอย่างแมวมาด้วย เช่นนั้นก็ขอนมสดให้เจ้าแมวด้วยเถิด!”
ปึก!
บนโต๊ะพลันมีชามบรรจุนมปรากฏขึ้นอีกอย่าง ครานี้เป็นชามดินเผาเนื้อหยาบ
พระผู้รับใช้เดินไปมาอยู่หลายรอบ นำเอากับข้าว สุราและนมมาวางเรียงรายต่อหน้าซ่งโหยว
ไก่ย่างยังคงส่งควันกรุ่น กระจายกลิ่นหอมของเนื้อหนังที่เพิ่งผ่านไฟมาอย่างชัดเจน ส่วนปลาเผานั้นยิ่งแล้วใหญ่ มันเพิ่งจะเผาเสร็จใหม่ๆ ราวกับเพิ่งยกลงจากกองไฟเมื่อครู่ บนตัวปลาที่บากไว้โรยด้วยเครื่องเทศนานาชนิด น้ำมันในถาดเหล็กและบนตัวปลาส่งเสียงเดือดเป็นระยะ ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
สุราเลิศรสส่งกลิ่นหอมขององุ่นลอยละล่อง น้ำนมมีฝ้าหนานุ่มจับตัวอยู่ด้านบน
ล้วนเป็นอาหารชั้นดีทั้งสิ้น
แม้กระทั่งพระภิกษุอาวุโสเบื้องบนยังใช้กรวยทองคำเสกตะเกียบมาให้เขาด้วย
ยามนี้เจ้าแมวเบิกตาโตกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่ปากก็อ้าค้างน้อยๆ ตกตะลึงจนเหนือคำบรรยาย
“เชิญทานอาหารเถิด!”
พระภิกษุเบื้องบนเอ่ยเชื้อเชิญอีกครา
เจ้าแมวเหลียวหน้ากลับมามองเขา เพื่อขอความเห็น
“…”
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปาก เขาหาได้แสดงท่าทีประหลาดใจที่เหล่าภิกษุนำเนื้อหนังมังสามาต้อนรับ ทว่าเขาก็ยังไม่ได้จับตะเกียบ กลับเอ่ยขึ้นว่า “อาหารและสุราเลิศรสเหล่านี้ล้วนถูกชิงมาจากที่อื่น หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของเดิม ผู้น้อยไม่กล้าแตะต้องตามอำเภอใจ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่นางสามสีที่เดิมทีน้ำลายสอเตรียมจะลงมือ และยื่นหน้าเข้าไปดมกลิ่นปลาเผาใกล้ๆ ก็พลันเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมทันควัน นางรีบหดหัวกลับมานั่งตัวตรง
“เอ๋”
เหล่าภิกษุทั้งหลายต่างพากันประหลาดใจ
“ท่านนักพรตรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้มาจากที่อื่น มิใช่ว่าสมบัติชิ้นนี้บันดาลให้มันเกิดขึ้นมาเองหรอกหรือ”
“ท่านปรมาจารย์ก็กล่าวเองว่าองุ่นนี้มาจากวังหลวงเมืองอวี้เฉิง” ซ่งโหยวคลี่ยิ้ม พลางปรายตามองกับข้าวและน้ำนม “ในใต้หล้านี้จะมีสมบัติสักกี่ชิ้นที่บันดาลสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้จากความว่างเปล่า”
“ท่านนักพรตช่างเก่งกาจนัก…”
“สมกับเป็นนักพรตจากต้าเยี่ยน!”
“ผู้บำเพ็ญตบะจากอาณาจักรต้าเยี่ยน ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ดวงตาเห็นแจ้งโดยแท้…”
พระภิกษุอาวุโสหลายรูปต่างกระซิบกระซาบกัน หากมิใช่การยกยอปอปั้น ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความทึ่ง
“อะแฮ่ม…”
พระภิกษุอาวุโสข้างกายกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวลงมาเอ่ยปนรอยยิ้มว่า “ท่านนักพรตเข้าใจผิดไปแล้ว สิ่งเหล่านี้แม้พวกเราจะเอามาจากที่อื่น แต่ก็หาได้หยิบฉวยมาส่งเดช นอกจากองุ่นพวงนี้ที่นำมาจากในวังเมืองอวี้เฉิงแล้ว สิ่งของอย่างอื่นล้วนต้องบอกกล่าวเจ้าของบ้านก่อนทั้งนั้น มิหนำซ้ำพวกเรายังทิ้งเงินเอาไว้อีกด้วย”
ซ่งโหยวฟังแล้วเพียงแต่ยิ้มละไมไม่ได้กล่าวคำใด
“ท่านนักพรตยังมีความกังวลอันใดอีกหรือ” พระภิกษุอาวุโสตำแหน่งประธานถามขึ้น “วัดของเรากว้างขวางปานนี้ ชาวเมืองอวี้เฉิงต่างก็รู้กันทั่ว หากมีสิ่งใดหายไปย่อมรู้ว่าพวกเราเป็นผู้เอามา ชาวเมืองอวี้เฉิงล้วนยินดีให้พวกเราหยิบไป ทั้งยังมีความสุขเสียด้วยซ้ำ เพราะพวกเราจะทิ้งเงินทองซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าของเหล่านั้นไว้ให้มากมาย ไม่มีสิ่งใดที่ทานมิได้หรอก”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวดูเหมือนจะเห็นว่าคำอธิบายนี้พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง เขาจึงพยักหน้า ทว่าเมื่อยื่นมือออกไป เขากลับเพียงแต่เด็ดองุ่นมาทานอีกหนึ่งลูก
องุ่นนั้นสุกจนผิวลอกล่อน เพียงแค่จับไว้แล้วฉีกเบาๆ ผิวองุ่นเส้นเล็กๆ ก็หลุดออกมา จากนั้นเพียงยกขึ้นมาจรดปากแล้วออกแรงบีบเบาๆ เนื้อข้างในก็จะพุ่งผ่านรอยแยกเข้าสู่ปาก
ทานเช่นนี้ไม่ต้องล้าง อีกทั้งมือยังไม่เปื้อนด้วย
กลิ่นหอมของไก่ย่างและปลาเผายังคงลอยมาเตะจมูกมิขาดสาย
เจ้าแมวนั่งตัวตรง แม้จะอยากกินจนใจจะขาดทว่าก็ยังหนักแน่นมั่นคง นางฝืนข่มตาไม่ยอมปรายมองไปทางนั้นแม้แต่นิดเดียว
จนกระทั่งพระภิกษุอาวุโสหลายรูปพากันคะยั้นคะยออีกหลายครา ซ่งโหยวเห็นว่าเริ่มจะน่ารำคาญ และเห็นว่าเจ้าแมวของตนที่ต้องอดทนช่างน่าเวทนานัก เขาจึงค่อยขยับตะเกียบ เพื่อให้แม่นางสามสีได้ลิ้มลองปลาและน้ำนม อย่างไรเสียก็มาอาศัยหลบฝนที่วัดของผู้อื่น กับข้าวก็ยกมาวางถึงตรงหน้าแล้ว หากปฏิเสธอยู่ร่ำไปคงมิสู้ดีนัก ไม่ว่าสิ่งที่พระภิกษุเหล่านี้กล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ ชาวเมืองอวี้เฉิงจะรับรู้และยินดีหรือไม่ หรือจะมีการทิ้งเงินทองไว้จริงหรือไม่ พวกเขาก็คงมิอาจส่งของเหล่านี้กลับคืนไปได้แล้ว มิสู้ให้เจ้าแมวได้อิ่มท้องเสียจะดีกว่า
เห็นได้ชัดว่า แม่นางสามสีทานอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
มิใช่เพียงเพราะปลาและไก่นั้นรสชาติดี หรือน้ำนมนั้นหอมหวาน ทว่าอาจเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ถูกเนรมิตออกมาจากกรวยทองคำ จึงทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษขึ้นมา สำหรับเด็กน้อยแล้ว สิ่งนี้ย่อมมีแรงดึงดูดที่วิเศษยิ่งนัก
เมื่อทานไปได้สักพัก เหล่าภิกษุจึงเริ่มเอ่ยถามขึ้นอีกว่า
“ได้ยินมาว่าบนภูเขาปีศาจแห่งนั้น กองทัพต้าเยี่ยนเคยปล้นชิงทรัพย์สมบัติล้ำค่ามาจากทั่วทั้งเมืองหลวงของอาณาจักรเหว่ยหลัน แล้วถูกแช่แข็งทิ้งไว้บนเขา ในเมื่อท่านนักพรตเดินทางมาจากที่นั่น มิทราบว่าได้เดินผ่านรูปปั้นน้ำแข็งเหล่านั้น และได้หยิบฉวยของวิเศษอันใดติดมือมาบ้างหรือไม่ เผื่อจะนำออกมาให้พวกอาตมาได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
“บนภูเขามีสมบัติล้ำค่าอยู่มากมายจริง ทว่าข้ากลับไม่ได้หยิบของวิเศษใดมาเลย” ซ่งโหยวตอบตามจริง “จะมีก็เพียงเจ้าแมวที่นึกสนุก หยิบเหรียญทองต่างแดนมาเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น”
“หยิบมาเพียงเหรียญทองเหรียญเดียวหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
“เดินทางผ่านภูเขาลูกนั้นที่เต็มไปด้วยเงินทองเพชรนิลจินดา ท่านนักพรตกลับหยิบมาเพียงเหรียญทองเหรียญเดียวเองหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร…”
ทุกคนอดมิได้ที่จะหันไปสบตากัน
พระภิกษุอาวุโรรูปหนึ่งหัวเราะร่า เผยจุดประสงค์ที่แท้ออกมา “ท่านนักพรตไม่เห็นเงินทองเหล่านั้นอยู่ในสายตา แสดงว่าท่านต้องพกพาสิ่งของที่ล้ำค่ายิ่งกว่าติดตัวมาด้วยเป็นแน่!”
………………..