ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 552 ข้าเองก็มีของวิเศษ
บทที่ 552 ข้าเองก็มีของวิเศษ
………………..
“บรรดาท่านปรมาจารย์กล่าวล้อเล่นแล้ว ตัวข้าเป็นเพียงนักพรตยากไร้ ท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้า หามีสิ่งใดติดตัวไม่ กระทั่งเงินทองยังมีติดกายเพียงน้อยนิด ทั้งยังมิได้มีใจฝักใฝ่สะสมของล้ำค่าหายาก แล้วจะมีของวิเศษอันใดกัน”
ซ่งโหยวกล่าวยิ้มๆ พลางตบลงบนชุดนักพรตตัวเก่าของตนที่สวมใส่มานานนับสิบปีจนเก่าคร่ำคร่า
ทว่าบรรดาพระภิกษุทั้งหลายกลับมิยอมเชื่อ ต่างพากันเอ่ยโน้มน้าวด้วยสำเนียงแปร่งหู
“โธ่ สหาย อย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลย! พวกเรายังเอาของวิเศษออกมาให้ท่านชม แล้วท่านจะไม่เอาของวิเศษของท่านออกมาให้พวกเราเปิดหูเปิดตาบ้างหรือ…”
“ท่านนักพรตเดินผ่านภูเขาปีศาจนั่นมาได้ เห็นชัดว่ามีความสามารถจะหยิบฉวยทรัพย์สมบัติเพียงใดก็ได้ แต่กลับหยิบมาเพียงเหรียญทองเหรียญเดียว ย่อมต้องเป็นเพราะท่านมิเห็นทรัพย์สินเหล่านั้นอยู่ในสายตาเป็นแน่ อย่าปิดบังกันเลย!”
“เหตุใดท่านนักพรตต้องหลอกลวงพวกเราด้วย มิพักต้องกล่าวถึงสิ่งอื่น เพียงไม้เท้าไผ่ที่ท่านถืออยู่นั่นก็เป็นของวิเศษที่ไม่เลวแล้ว! ยังมีของวิเศษอื่นที่ร้ายกาจกว่านี้อีกหรือไม่ เอาออกมาให้พวกเราชมเถิด!”
“พูดได้ถูกต้องแล้ว ท่านนักพรตมาจากเมืองฉางจิงแห่งต้าเยี่ยน จะไม่มีของวิเศษติดตัวสักชิ้นได้อย่างไร อีกทั้งท่านเดินทางผ่านขุนเขาสลับซับซ้อนและปีศาจนานัปการมาตลอดทาง หากไม่มีของวิเศษคุ้มกายจะมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
“…”
ซ่งโหยวก้มหน้าลงสบตากับเจ้าแมว ก่อนจะเผยสีหน้าจนใจ
พระภิกษุกลุ่มนี้ช่างมีสายตาแหลมคมนัก ในเมื่อผู้อื่นมีน้ำใจให้พักค้างแรม ทั้งยังเลี้ยงดูปูเสื่อด้วยอาหารคาวหวานอย่างดี กระทั่งของวิเศษในวัดก็มิได้หวงแหนที่จะนำออกมาแสดง หากตนยังคงปกปิดเอาไว้ก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป
“หากจะกล่าวถึงของวิเศษ ข้ามิแน่ใจว่านับได้หรือไม่ แต่หากเรียกว่าเครื่องรางก็นับว่าสมควรอยู่” ซ่งโหยวเอ่ยปากพลางหยิบไม้เท้าไผ่ของตนขึ้นมา “ไม้เท้าเล่มนี้ติดตามข้าท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้ามาสิบสองปีแล้ว บัดนี้มีพลังกำราบปีศาจปราบภูตผี หากเป็นจอมมารคงมิอาจปราบได้ได้ แต่หากเป็นภูตผีปีศาจชั้นต่ำ ย่อมพอจะสยบได้บ้าง”
ขณะที่กล่าว เขาก็กวาดสายตามองไปยังกลุ่มพระภิกษุเหล่านั้น
บรรดาพระภิกษุต่างรู้สึกเพียงแปลกใหม่มิได้มีอาการผิดปกติใดๆ แม้แต่ภิกษุรับใช้ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องก็เพียงแต่ทอดสายตามองไม้เท้าด้วยความใคร่รู้ มิได้มีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็น
“ของสิ่งหนึ่งหากใช้มาเนิ่นนานจนกำราบปีศาจผีสางได้ ก็นับเป็นเครื่องรางได้จริงๆ นั่นแหละ แสดงว่าท่านนักพรตเป็นผู้มีวิชาอาคมโดยแท้” พระภิกษุที่นั่งอยู่ด้านบนของซ่งโหยวหันหน้ามากล่าวอย่างรื่นเริง “ทว่าเครื่องรางที่ปราบได้เพียงปีศาจชั้นต่ำมิใช่นับว่าประหลาดล้ำอันใด ขนาดไม้เคาะปลาไม้ของวัดเรา หากวางไว้หน้าองค์พระได้อาบพุทธานุภาพและอาคมขององค์พระมานานเข้า ก็ยังทำให้ปีศาจชั้นต่ำหวาดกลัวได้ ท่านนักพรต…เอาของวิเศษที่ท่านเก็บสะสมไว้ออกมาให้พวกเราชมเป็นขวัญตาจริงๆ เถิด”
“ใช่แล้ว พวกเราชอบชมของล้ำค่าหายากที่สุด” พระภิกษุอีกรูปที่นั่งฝั่งตรงข้ามกล่าวสมทบ
ทุกคนต่างจับจ้องมาที่ซ่งโหยว แสงเทียนส่องสะท้อนให้เห็นแววตาที่ร้อนแรงเป็นพิเศษ
“ข้าเดินทางไปทั่วใต้หล้า มีเพียงไม้เท้าไผ่นี้เท่านั้น นอกจากนี้ก็หามีสิ่งใดอื่นอีกไม่ ทว่าเจ้าแมวของข้ายังมีเครื่องรางอยู่อีกชิ้นหนึ่ง” ซ่งโหยวมองพวกเขาอย่างจนใจ สุดท้ายจึงหยิบธงผืนเล็กออกมาจากย่าม “ก็คือธงผืนนี้”
“ของชิ้นนี้ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา!”
“นี่คือของวิเศษสิ่งใดกัน”
“ท่านนักพรต รีบให้พวกเราดูเป็นขวัญตาเถิด”
ทุกคนต่างแย่งกันพูดคนละประโยคสองประโยค กิริยาท่าทางเริ่มมิคล้ายสงฆ์เข้าไปทุกที
“เดิมทีสิ่งนี้เรียกว่าธงเรียกหมาป่า ภายในมีหมาป่าหลายร้อยตัวเชียว เพียงโบกธงก็เรียกพวกมันออกมาได้ ต่อมาได้ผนึกเสือร้ายที่บำเพ็ญตบะจนใกล้เป็นปีศาจลงไปอีกสิบกว่าตัว จึงเปลี่ยนชื่อเป็นธงพยัคฆ์หมาป่า หลังจากนั้นก็มีปีศาจที่มีตบะแก่กล้าอีกหลายสิบตนเข้าร่วมอาศัยอยู่ภายใน บัดนี้จึงเรียกว่าธงเรียกปีศาจ” ซ่งโหยวกล่าวกับพวกเขาด้วยท่าทีไม่เร่งร้อน “เพียงโบกธง ก็สามารถเรียกพยัคฆ์ หมาป่า และปีศาจร้ายออกมาได้ ปีศาจที่เก่งกาจที่สุดในธงนี้หากคืนร่างเดิม จะตัวใหญ่เสียจนดันหลังคาวัดแห่งนี้ให้แตกพังได้เลยทีเดียว”
กล่าวจบซ่งโหยวก็ทำท่าจะโบกธง
“ช้าก่อนๆ…”
พระภิกษุที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานรีบโบกมือห้ามปรามทันควัน “เช่นนั้นอย่าเลยดีกว่า พวกเราน่ะขี้ขลาดกลัวปีศาจนัก ทั้งยังกลัวว่าหลังคาจะพังทลายลงมาด้วย”
ยามนี้ ดวงตาของเหล่าภิกษุทั้งหลายกลับทอประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม
“เช่นนั้นก็ได้” ซ่งโหยวยิ้มพลางชักมือกลับ
“มิน่าเล่าท่านนักพรตถึงกล้าเดินผ่านเขาปีศาจนั่น ที่แท้ก็มีของวิเศษเช่นนี้ติดตัว”
“ใช่แล้ว ต้องขอบคุณมันแท้ๆ”
“ปีศาจในของวิเศษของท่านนักพรต หากเทียบกับปีศาจบนเขาแห่งนั้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” พระภิกษุฝั่งตรงข้ามอดถามไม่ได้
“ไม่นับเสือและหมาป่า กล่าวเฉพาะปีศาจที่มีตบะแก่กล้าในธง ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดที่พบตามขุนเขา ยังเทียบได้แค่ปีศาจที่อ่อนแอที่สุดในธงนี้เท่านั้น”
“นั่นนับว่าเป็นของวิเศษยอดเยี่ยมโดยแท้!”
ดวงตาของเหล่าสงฆ์ยิ่งเปล่งประกายร้อนแรงขึ้นอีกหลายส่วน
แม้แต่แมวสามสีที่นั่งดื่มนมอยู่ข้างนักพรตยังพลอยพองขนด้วยความลำพอง หยดนมที่กระเซ็นเปื้อนเต็มใบหน้าทำให้นางดูเซ่อซ่าน่าขันยิ่งนัก
“ของวิเศษชิ้นนี้ท่านนักพรตได้มาจากที่ใดหรือ”
“ได้มาจากสมรภูมิชายแดนเหนือ”
“สมรภูมิชายแดนเหนือรึ”
“ครานั้นมีราชันหมาป่าตนหนึ่งเป็นเจ้าของสิ่งนี้ ราชันหมาป่าตนนั้นแม้เป็นเผ่าปีศาจแต่กลับเข้าแทรกแซงสงครามในโลกมนุษย์ จึงถูกข้าสังหาร ของวิเศษนี้จึงตกมาอยู่ในมือข้า” ซ่งโหยวกล่าวอย่างสงบ “หลังจากนั้นข้าได้ใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยงมันมาหลายปี มันจึงกลายเป็นของร้ายกาจเช่นในปัจจุบัน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ความละโมบในดวงตาของบรรดาสงฆ์ถูกกดทับลงไปเล็กน้อย
จากนั้นพระภิกษุที่นั่งตำแหน่งบนสุดก็โน้มตัวลงมา กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทว่าแม้ของวิเศษชิ้นนี้จะร้ายกาจ แต่หากเทียบกับกรวยทองคำของวัดเราแล้ว ดูเหมือนจะขาดความลี้ลับและจิตวิญญาณไปบ้าง”
“เทียบกับของล้ำค่าของทางวัดมิได้จริงๆ นั่นแล”
ซ่งโหยวกล่าวพลางเก็บธงกลับเข้าย่าม
เจ้าแมวมองตามมือของเขาพลางยื่นอุ้งเท้าออกมาแตะธงเล็กน้อย คล้ายอยากจะช่วยเก็บให้เรียบร้อย และคล้ายจะไม่พอใจในคำพูดของพระภิกษุและนักพรตอยู่บ้าง
ด้วยสิ่งนี้คือของรักของหวงของนาง
“ท่านนักพรตพอจะมีของวิเศษที่พอจะเปรียบเทียบกับกรวยทองคำของวัดเราได้บ้างหรือไม่” พระภิกษุถามต่อ
“อาจจะมีอยู่ชิ้นหนึ่ง”
ซ่งโหยวตอบพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่ข้างโต๊ะ ดึงตัวแมวมาเช็ดหยดนมที่กระเซ็นเต็มหน้าให้สะอาดอย่างใส่ใจ
“โอ้ คือสิ่งใดกัน”
“ก็คือสิ่งนี้”
เมื่อวางผ้าเช็ดหน้าลง ซ่งโหยวก็หยิบกริชเล่มหนึ่งออกมาจากย่าม
บรรดาพระภิกษุเหล่านี้มิใช่สามัญชนโดยแท้ ต่างกริชวงตาที่เฉียบคมยิ่งนัก ทันทีที่กริชเล่มนั้นถูกหยิบออกมา หลายรูปถึงกับตาค้าง บ้างก็ลืมหายใจ
“นี่คือ…” พระภิกษุรูปหนึ่งยื่นมือออกมาถาม
“สิ่งนี้มีนามว่า ดาบสะบั้นวารี เดิมเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมของเทพเจ้าผู้ปกครองแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดใจกลางแคว้นต้าเยี่ยนเมื่อพันปีก่อน ภายในบรรจุอำนาจแห่งเทพวารีเอาไว้ ภายหลังศาสตราวุธสูญหาย เทพวารีจึงถูกตำหนักสวรรค์กำจัดไป ตั้งแต่นั้นมาแคว้นต้าเยี่ยนก็มิเคยมีเทพองค์ใดสามารถปกครองผืนน้ำที่กว้างขวางปานนั้นได้อีกเลย” ซ่งโหยวอธิบายอย่างใจเย็น “ผู้ที่ครอบครองสิ่งนี้ แม้เป็นเพียงปุถุชนก็สามารถแคล้วคลาดจากภัยทางน้ำ ตกน้ำมิพาสังขารจมดิ่ง ล่องเรือมิมีวันล่ม และหากเป็นผู้มีตบะอาคมแล้วละก็…”
ซ่งโหยวกล่าวพลางเว้นจังหวะเล็กน้อย
เขากวาดสายตามองไปยังเหล่าภิกษุ
เป็นไปตามคาด ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือภิกษุรับใช้ ต่างมีแววตาที่กระหายใคร่รู้และจดจ้องอย่างแรงกล้า
“แล้วจะเป็นอย่างไรหรือ” ใครบางคนถามขึ้นอย่างอดใจรอมิไหว
“ขึ้นอยู่กับระดับตบะและความชำนาญของผู้นั้น หากใช้จนคล่องแคล่ว จะสามารถสั่งการมวลน้ำทั่วหล้า เปลี่ยนทิศทางแม่น้ำ ทำให้ลำน้ำเดือดพล่าน ปลุกคลื่นยักษ์โถมซัดในมหาสมุทร หรือแม้แต่ตวัดกริชเพียงครั้งเดียวเพื่อแยกน้ำทะเลออกจากกันก็ย่อมได้”
“ซี้ด…”
แววตาของทุกคนในที่นั้นร้อนแรงกว่าตอนที่ชมธงเรียกปีศาจอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนแม่นางสามสีนั้นก็นั่งตัวตรงแน่ว มิแม้แต่จะดื่มนม นางตั้งอกตั้งใจฟังนักพรตของตนแนะนำของวิเศษด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในใจนั้นแสนสำราญยิ่งนักทว่ามิแสดงออกทางสีหน้าแม้เพียงนิด แต่พอฟังไปฟังมาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล จึงเงยหน้าขึ้น จ้องมองพระภิกษุเหล่านั้นด้วยสายตาระแวดระวัง
“อะแฮ่ม…”
พระภิกษุรูปหนึ่งโน้มตัวมากระซิบถามซ่งโหยว “ของวิเศษร้ายกาจถึงเพียงนี้ ท่านนักพรตได้มันมาอย่างไรหรือ”
“เทพวารีทำศาสตราวุธสูญหาย ถูกตำหนักสวรรค์ลงทัณฑ์จนดับสูญไปนานแล้ว ของวิเศษจึงตกหล่นอยู่ในโลกมนุษย์ ข้าเพียงบังเอิญได้มันมาเท่านั้น” ซ่งโหยวกล่าวพลางกวาดสายตามองสีหน้าของแต่ละคน ราวกับมองทะลุถึงสิ่งที่พวกเขาคิดจนรู้สึกขบขัน “ตัวข้ามิได้มีความสามารถถึงขั้นสังหารเทพวารีเพื่อชิงของมาหรอก”
“เฮ้อ…”
ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้กระนั้น แววตาของพวกเขาก็ยังคงเปี่ยมด้วยความปรารถนา และเริ่มซักไซ้ต่อ
“ในเมื่อเป็นถึงศาสตราวุธของมหาเทพแห่งแคว้นต้าเยี่ยน ทั้งยังมีฤทธานุภาพประดุจเทพเจ้า เช่นนั้นแม้จะเทียบกับกรวยทองคำของวัดเรา ก็นับว่ามิได้ด้อยกว่าเลย ท่านนักพรตช่างสมเป็นยอดคนผู้บำเพ็ญจากแคว้นต้าเยี่ยนโดยแท้” พระภิกษุที่นั่งตำแหน่งประธานกล่าวเยินยอ “เพียงแต่เมื่อครู่ข้าเห็นท่านนักพรตเผชิญหน้ากับความมหัศจรรย์ของกรวยทองคำด้วยท่าทีเรียบเฉยยิ่งนัก คาดว่าท่านคงจักมีของที่ร้ายกาจกว่ากรวยทองคำและดาบสะบั้นวารีนี่อีกกระมัง”
“หามีไม่”
“เอ๊ะ! จะไม่มีได้อย่างไร ท่านนักพรตอย่าได้ตระหนี่ไปหน่อยเลย!”
“เมื่อครู่ท่านยังกล่าวอยู่เลยว่าในโลกนี้จะมีของวิเศษสักกี่ชิ้นที่เสกสิ่งเหล่านี้ออกมาได้จากความว่างเปล่า แสดงว่าท่านย่อมต้องเคยเห็นของวิเศษที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากรวยทองคำนี้เป็นแน่”
“ท่านปรมาจารย์ เหตุใดต้องซักไซ้ถึงเพียงนี้”
“ท่านนักพรตคงมิรู้ พวกข้าเหล่าสงฆ์บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ทั้งวันช่างน่าเบื่อหน่ายนัก นอกจากการสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ก็มิมีงานอดิเรกอื่นใด นอกจากชอบวิพากษ์วิจารณ์และสะสมของล้ำค่าหายากมาเชยชม” พระภิกษุที่นั่งข้างซ่งโหยวขยับกายเข้ามากล่าว “อีกทั้งพวกข้าอยู่ไกลถึงดินแดนตะวันตกอันแห้งแล้งทุรกันดาร เป็นแว่นแคว้นนอกเขตห่างไกลอารยธรรม ลุ่มหลงศรัทธาในวัฒนธรรมจงหยวนมาโดยตลอด แต่น่าเสียดายที่อยู่ห่างไกลจากฉางจิงเกินไปจนมิอาจไปเปิดหูเปิดตา จึงหวังเพียงจะได้ชมของวิเศษจากแผ่นดินสวรรค์เพื่อให้เป็นบุญตาสักครา”
“วัดของท่านสร้างได้วิจิตรตระการตายิ่งนัก ขุนเขาก็ยิ่งใหญ่ไพศาล ตำหนักแห่งนี้ก็โอ่อ่ามิแพ้วังหลวงของต้าเยี่ยน แม้ข้ามิอาจล่วงรู้ถึงทรัพย์สินของทางวัด แต่คาดว่าย่อมต้องมีเงินทองกองท่วมท้น” ซ่งโหยวหยิบองุ่นขึ้นมาลูกหนึ่ง “ประกอบกับทางวัดก็มีของวิเศษล้ำค่าสะสมไว้มากมาย เหตุใดจึงยังละโมบถึงเพียงนี้เล่า”
“เพียงแค่ชมเท่านั้น แค่ชมเท่านั้น”
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวถอนหายใจยาว พลางแกะองุ่นอีกลูกป้อนให้เจ้าแมว แต่มันมิยอมกิน เขาจึงส่งเข้าปากตนเองก่อนจะกล่าวอย่างจนใจ “หากจะกล่าวถึงของวิเศษที่ร้ายกาจและลี้ลับยิ่งกว่าดาบสะบั้นวารีและกรวยทองคำนี้ ตัวข้าก็มีติดตัวอยู่ชิ้นหนึ่งจริงๆ เพียงแต่สิ่งนั้นมิใช่ของของข้า ทว่ามีไว้เพื่อจุดประสงค์อื่น จึงมิได้นำออกมาให้บรรดาท่านปรมาจารย์ได้ชมกัน”
“โอ้”
เหล่าสงฆ์ได้ฟังก็พากันตกตะลึง
ถึงขั้นมีบางคนมิอยากจะเชื่อ
“มีของเช่นนั้นจริงรึ”
“มิทราบว่าเป็นสิ่งใด”
“ยอดเยี่ยมกว่าดาบสะบั้นวารีและกรวยทองคำจริงหรือ”
“อยู่ที่ใดกัน”
“ท่านนักพรต รีบนำออกมาให้พวกเราเปิดหูเปิดตาเถิด!”
“ขอท่านนักพรตโปรดให้พวกเราได้ชมด้วยเถิด”
เสียงเร่งเร้าที่ดังขึ้นเป็นระลอกแสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายใจของพวกเขา
“อยู่ในห่อสัมภาระบนหลังม้าน่ะ”
“ของล้ำค่าถึงเพียงนี้! เหตุใดจึงวางไว้ข้างนอกส่งเดช ควรจะนำติดตัวไว้สิ! ท่านนักพรตทำเช่นนี้ มิกลัวว่าจะสูญหายหรือ” พระภิกษุตำแหน่งประธานกลับเป็นฝ่ายร้อนใจแทนซ่งโหยว เขารีบโบกมือสั่งให้ภิกษุรับใช้ออกไปยกห่อสัมภาระของนักพรตเข้ามาข้างใน ทั้งยังมิลืมกำชับให้ระมัดระวังเป็นที่สุด
แม่นางสามสีหันขวับไปจ้องมองข้างนอกด้วยสายตาหวาดระแวงและกังวล
แม้ซ่งโหยวจะยื่นมือไปลูบหัวปลอบโยน นางก็มิยอมละสายตา เพียงแต่หรี่ตาลงตามสัญชาตญาณยามที่มือของเขาลูบผ่านเท่านั้น
มินานนัก ภิกษุสองรูปก็แบกห่อสัมภาระเข้ามา
พวกเขาวางมันลงตรงหน้านักพรตอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แม่นางสามสีรีบปราดเข้าไปตรวจดูทันทีว่าเงินทองสูญหายไปหรือไม่ ทว่ากลับถูกนักพรตดึงตัวกลับมา
แม้ความรู้สึกของแม่นางสามสีจะถูกต้อง หรืออย่างน้อยเขาก็คิดเช่นนั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังมิได้แสดงกิริยาที่มิควรออกมา การจะไปสงสัยผู้อื่นอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้ก็นับว่ามิถูกนัก ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้พวกเขายังรับประทานไก่ ปลา และองุ่นของผู้อื่น ดื่มเหล้าดื่มนมของเขา ทั้งยังต้องขออาศัยพักพิงหลับนอนในที่ของเขาอีกด้วย
ซ่งโหยวเอื้อมมือเข้าไปคลำในย่าม
ถุงเงินยังอยู่ครบ
ดินวิเศษทั้งสี่ทิศก็ยังอยู่ครบเช่นกัน
ซ่งโหยวหยิบดินวิเศษชิ้นหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
ยามที่เขาชูมือขึ้นจากย่าม ราวกับกำลังประคองดวงแสงสีแดงไว้ในอุ้งมือ
ช่างน่ามหัศจรรย์นัก
ทั้งที่ของสิ่งนี้วางอยู่ในย่ามรวมกับสัมภาระอื่นๆ ทว่าเมื่อถูกนำออกมา บรรดาพระภิกษุในที่นั้นกลับสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุ
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หากพิจารณาให้ดี ร่างกายมิได้รู้สึกร้อนวูบวาบ และอุณหภูมิในอากาศก็มิได้พุ่งสูงขึ้นจริงๆ ทว่าความรู้สึกกลับบอกว่าร้อนเหลือเกิน
นอกจากความร้อนแรงแล้ว แสงสีแดงดวงนั้นยังแผ่ซ่านความรู้สึกที่ลี้ลับและซับซ้อนเกินพรรณนาออกมาอีกด้วย
“ซี้ด…”
ทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ จ้องมองดวงแสงสีแดงนั้น
นี่คือของวิเศษที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต
“สิ่งนี้คือพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน มีทั้งหมดห้าทิศ กำเนิดขึ้นจากผืนพิภพ จึงมีนามว่า ดินห้าทิศ ข้าได้รวบรวมมาได้สี่ทิศแล้ว และนี่คือหนึ่งในนั้น” วันนี้ซ่งโหยวดูเหมือนจะมีความอดทนเป็นพิเศษ “ดินวิเศษชิ้นนี้คือตัวแทนความร้อนแรง เป็นขุมพลังแห่งการเคลื่อนไหว หากหยิบยืมพลังจากภายในมาใช้แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถหลอมละลายน้ำแข็งและหิมะ หากใช้พลังในระดับปานกลางก็สามารถเปลี่ยนฤดูหนาวให้กลายเป็นฤดูร้อน ทำให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้งไปสามพันลี้ และหากใช้พลังถึงขีดสุด ก็สามารถทำลายล้างฟ้าดิน สังหารทวยเทพบันดาลพสุธาให้ดับสูญ”
ประโยคที่ว่า ‘สังหารทวยเทพบันดาลพสุธาให้ดับสูญ’ ทำเอาทุกคนอึ้งตะลึงไปตามๆ กัน
พวกเขาก็ช่างมีสายตาที่เป็นเอกลักษณ์โดยแท้
ยามนี้ดวงตาทุกคู่ต่างจับจ้องแสงสีแดงในมือนักพรตเขม็ง ราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลตรึงไว้จนมิอาจละสายตาได้ นี่คือสิ่งที่แม้แต่ดาบสะบั้นวารีอันเป็นศาสตราวุธของมหาเทพก็มิอาจได้รับความสนใจถึงเพียงนี้
นักพรตผู้นี้มิได้กล่าววาจาเท็จ
นี่คือของวิเศษแห่งฟ้าดิน และเป็นผลึกแห่งมรรคาโดยแท้
แม้แต่แม่นางสามสีเองก็ฟังจนงงงัน ดูเหมือนก่อนหน้านี้นางเองก็คาดมิถึงว่าของสิ่งนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้
จะมีก็เพียงนกนางแอ่นบนหลังคาเท่านั้นที่มีสีหน้าพิลึกพิลั่น
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อครู่หยุดไปรวดเร็วพอกับตอนที่มา นกนางแอ่นยืนขยับขนที่เปียกชุ่มอยู่บนหลังคา พลางเงี่ยหูฟังเสียงพระสวดไกลๆ ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหวในขุนเขา และฟังบทสนทนาของกลุ่มคนเบื้องล่าง
วันนี้คุณชายดูจะทำตัวผิดปกติไปบ้าง
โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายนั้น
‘สามารถหลอมละลายน้ำแข็งและหิมะ’
ไอทิพย์ธาตุไฟมีอิทธิฤทธิ์เช่นนั้นจริงมิผิดแน่ ทว่าเจ้านกนางแอ่นรู้ดีว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนยามที่อยู่ในหุบเขา คุณชายเพียงก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์ ก็สามารถหลอมละลายน้ำแข็งพันปีที่จอมมารทิ้งเอาไว้รวมถึงอาคมที่หลงเหลือได้สิ้น มิได้พึ่งพาดินวิเศษเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เขากล่าวออกมาเช่นนี้ กลับดูเหมือนกำลังบอกว่า เรื่องราวใหญ่โตในหุบเขาครั้งนั้นเป็นเพียงผลจากของวิเศษ หยิบยืมฤทธาจากสมบัติ มิได้เกี่ยวข้องกับความสามารถของตนเองเลย
เจ้านกนางแอ่นอดไม่ได้ที่จะหันไปสำรวจวัดแห่งนี้อีกครั้ง
ทว่ากลับแทบมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เลย
………………..