ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 553 แลกเปลี่ยนมิได้
บทที่ 553 แลกเปลี่ยนมิได้
…………………………
“ท่านนักพรตเก็บรวบรวมดินวิเศษมาได้สี่ทิศ แล้วอีกสามทิศเล่า” พระภิกษุตำแหน่งประธานเบิกตาขวัก ไขว่คว้าหาความคาดหวังและตื่นเต้น ราวกับมีความยึดติดอันแปลกประหลาดต่อของวิเศษในใต้หล้า “เหตุใดมิเอาออกมาให้พวกเราเปิดหูเปิดตาให้ครบ จะได้เป็นบุญตาเสริมสร้างวาสนาบ้าง”
“ใช่แล้ว ให้พวกเราได้เห็นเป็นขวัญตาเถิด”
“รีบนำออกมาเถิด”
“สหาย อย่าได้ซ่อนเร้นไว้อีกเลย…”
วิหารใหญ่ของวัดที่ควรจะสงบสงัด ยามนี้กลับเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงรบกวน
“…”
ซ่งโหยวเผยสีหน้าจนใจ เขาเพียงวางดินวิเศษธาตุไฟลงบนโต๊ะ แล้วจึงยื่นมือเข้าไปในย่ามที่พองโตอีกครั้ง
สายตาของเหล่าสงฆ์ต่างเคลื่อนตามมือของเขา เคลื่อนตามดวงแสงสีแดงที่บรรจุความลี้ลับเหนือพรรณนาและแผ่ซ่านดินวิเศษไร้ขอบเขตดวงนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ มิยอมละสายตาไปแม้ชั่วอึดใจ จนกระทั่งนักพรตถอนมือออกมาอีกครา ท่ามกลางวิหารที่มีเพียงแสงเทียนวูบไหว ก็พลันมีประกายแสงไร้สีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย บรรดาพระภิกษุต่างละสายตาจากดินวิเศษธาตุไฟในทันที แล้วหันไปจ้องมองดินวิเศษธาตุน้ำชิ้นนี้แทน
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวดเร็วเสียจนราวกับว่าพวกเขาสะบัดสายตาไปตามแสงนั้น แม้แต่แม่นางสามสีเองก็ยังมองจนตะลึงงัน
ยามนี้ดินวิเศษในมือนักพรตดูราวกับหยาดน้ำ ลอยตัวอยู่บนฝ่ามือของเขา เปลี่ยนแปลงรูปทรงไปมามิหยุดหย่อน ทว่ากลับรวมตัวกันมิกะจัดกระจาย เหนือขึ้นไปมีไอหมอกจางๆ ลอยกรุ่น พร้อมประกายวาววับ
ชั่วพริบตา ทั้งพื้นวิหารและฝาผนังต่างถูกสะท้อนด้วยเงาน้ำ
เงาสะท้อนนั้นทำให้แววตาของทุกคนยิ่งดูเลื่อนลอย
“นี่คือ…” พระภิกษุตำแหน่งประธานเอ่ยถาม
“สิ่งนี้คือดินวิเศษธาตุน้ำ ได้มาจากสถานที่ไร้รากฐานแน่นอนบนมหาสมุทรทางทิศตะวันออกเฉียงใต้” ซ่งโหยวเอ่ยปาก “ดินวิเศษชิ้นนี้เป็นธาตุน้ำในเบญจธาตุ ไหลเวียนยากจักหยั่งถึง ลี้ลับสุดคะเน มิเพียงมีคุณสมบัติของน้ำ ทว่ายังลึกซึ้งยิ่งกว่าน้ำนัก ทั้งยังเปี่ยมด้วยพลังชีวิต โอบอุ้มสรรพสิ่ง และเปลี่ยนแปลงได้นับหมื่นพัน”
ยิ่งมิพักต้องกล่าวถึงความอยากชมดินวิเศษอีกสองชิ้นที่เหลือ
ในดวงตามีเพียงดวงแสงแห่งวารีนี้เท่านั้น แม้ประกายน้ำจะดูมิเจิดจ้าเท่าแสงสีแดง ทว่าพวกเขากลับสัมผัสได้ถึงความลี้ลับแห่งดินวิเศษและการเปลี่ยนแปลงอันไร้ที่สิ้นสุดอย่างชัดแจ้ง
นี่คือเศษเสี้ยวแห่งมรรคาที่สอดประสานกับพวกเขาอย่างที่สุด
“ท่านนัก…ท่านผู้สูงส่ง!”
พระภิกษุตำแหน่งประธานอดรนทนมิไหวจนต้องลุกขึ้นยืน แววตาเปี่ยมด้วยความร้อนแรงถึงขีดสุด เขาเดินโซเซไปข้างหน้าสองก้าว ทั้งจ้องมองนักพรตและจ้องมองดินวิเศษในมือ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
“พวกข้าขอนำกรวยทองคำมาแลกกับพลังวิญญาณฟ้าดินของท่าน มิทราบว่าจะตกลงหรือไม่”
พอสิ้นคำ เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที
“หามิได้! กรวยทองคำแม้ล้ำค่า แต่หากเทียบกับพลังวิญญาณฟ้าดินของท่านแล้ว ยังห่างชั้นกันไกลนัก พวกเรายินดีนำของวิเศษหายากทั้งหมดในวัด กระทั่งเงินทองทรัพย์สินที่มี มาแลกกับดินวิเศษชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียว!” พระภิกษุกล่าวจบก็จ้องซ่งโหยวเขม็ง “ท่านจะยอมแลกหรือไม่”
“มิแลก”
เสียงของนักพรตดั่งก้องในวิหาร
บรรยากาศในวิหารพลันเงียบสงัดลงทันที
“ท่านมีถึงสี่ชิ้น จะแบ่งให้พวกเราสักชิ้นมิได้เชียวหรือ”
“ท่านช่างใจแคบนนัก”
“พวกเราต้องการเพียงชิ้นเดียวนี้เท่านั้น!”
“ท่านนักพรตรู้หรือไม่ว่าในวัดของเรามีของวิเศษมากมายเพียงใด กรวยทองคำนี้แม้เป็นของล้ำค่าประจำวัด ทว่าของวิเศษที่มีอานุภาพใกล้เคียงกันก็ยังมีอีกหลายชิ้น ทั้งยังมีอีกชิ้นที่ร้ายกาจยิ่งกว่านี้ ส่วนของวิเศษที่ด้อยลงมาหน่อยนั้นยิ่งมีมินับถ้วน ตลอดจนรัตนชาติหายากอย่างหยกห้าสี วัดเราก็มีกองพะเนินเทินทึกดั่งภูเขา หากกล่าวถึงเงินทองทรัพย์สิน ย่อมสามารถซื้อราชธานีของแคว้นปี้อวี้ได้ทั้งเมือง!”
“แลกเพียงชิ้นเดียว! ท่านมีแต่ได้กับได้!”
“โธ่ สหาย อย่าได้ปฏิเสธเลย…”
กระทั่งสีหน้าเริ่มปรากฏความบ้าคลั่งออกมาเล็กน้อย
“มิได้”
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ ตอบกลับอย่างเด็ดขาด ก่อนจะกล่าวกับพวกเขาว่า “ข้าได้บอกบรรดาท่านปรมาจารย์ไปแล้ว ดินวิเศษเหล่านี้มิใช่สมบัติส่วนตัวของข้า ข้าเพียงนำพาพวกมันมาเป็นการชั่วคราว ในภายภาคหน้าพวกมันมีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงต่อฟ้าดิน มิเพียงมิอาจนำไปแลกกับของวิเศษหรือลาภยศสรรเสริญได้ แม้แต่จะทำตกหล่นสูญหายโดยมิเจตนาก็ยังมิอาจยอมให้เกิดขึ้นได้เด็ดขาด”
“พวกเราขอเพียงชิ้นเดียว! ชิ้นเดียวก็มิได้รึ ดินวิเศษเพียงหนึ่งชิ้น แลกกับทรัพย์สมบัติที่วัดเราสะสมมานานนับร้อยปี ท่านนักพรตสามารถเป็นเจ้าเหนือหัวของแว่นแคว้นได้เลย ท่านยังมียอมอีกหรือ”
“ดินวิเศษทั้งห้า ขาดไปแม้เพียงหนึ่งมิได้”
“เหตุใดกันเล่า”
บรรดาพระภิกษุต่างเริ่มร้อนรนจนต้องลุกขึ้นยืน
“ทุกท่านอย่าได้รีบร้อน ร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุที่มีครรลองแห่งฟ้าดินจำเป็นต้องใช้พวกมัน เรื่องนี้ตัวข้ามิอาจตัดสินใจเองได้” ซ่งโหยวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อีกทั้งต่อให้ไม่มีเรื่องเหล่านั้น ดินวิเศษเหล่านี้ก็มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะหยิบฉวยไปได้ ที่ข้าสามารถถือครองมันได้ สามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้ ก็เพราะข้ามีพันธกิจติดตัว หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นย่อมมิอาจขยับเขยื้อนมันได้โดยง่าย ที่ข้ากล้าใส่ไว้ในย่ามวางไว้ข้างนอกโดยไม่กลัวหาย ก็เพราะเหตุนี้เอง”
อาจเป็นเพราะความสงบนิ่งของนักพรตที่สยบพวกเขาไว้ หรืออาจเป็นเพราะคำพูดของเขาที่ช่วยปลอบประโลม บรรดาพระภิกษุจึงค่อยๆ สงบความกระวนกระวายลงแล้วนั่งกลับลงที่เดิม
“ท่านผู้สูงส่งหมายความว่า…”
“ทุกท่านจะลองดูหยิบจับดูสักนิดก็ได้ ว่าจะยกมันขึ้นหรือไม่”
“จริงรึ”
“จริงแท้แน่นอน”
“แล้วหากยกขึ้นเล่า”
“หากยามนี้ พวกท่านคนใดสามารถยกมันขึ้นได้ ข้าจะตกลงแลกเปลี่ยนกับพวกท่าน” น้ำเสียงของซ่งโหยวยังคงราบเรียบ
“ข้าเอง!”
เขาเดินเข้ามาไม่กี่ก้าว ถกแขนจีวรขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนที่ล่ำสันกำยำผิดแผกจากคนทั่วไป
“ข้าขอลองดู!”
พระภิกษุไม่รอช้า พุ่งมือเข้าไปคว้าดินวิเศษทันที
ทว่าทันทีที่มือสัมผัสถูกดินวิเศษ อย่าว่าแต่จะยกมันขึ้นเลย แม้แต่จะคว้ามันไว้ให้มั่นก็ยังทำมิได้เสียด้วยซ้ำ
หากพระภิกษุกางห้านิ้วออกหมายจะตะปบ ดินวิเศษนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนดั่งวารี ไหลรินผ่านง่ามนิ้วไปอย่างเงียบเชียบ ครั้นพ้นจากมือจึงค่อยกลับมารวมตัวกันใหม่ หากพระภิกษุเปลี่ยนมาใช้สองมือประคอง ดินวิเศษชิ้นนี้ก็กลับแสดงความเปลี่ยนแปลงอันไร้ขีดจำกัด ทั้งพลิ้วไหวและลื่นไหล หลบลี้หนีหายไปจากอุ้งมือเสียดื้อๆ
กว่าจะประคองมันไว้ได้ก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ทว่านิ้วมือนั้นย่อมมีร่องรอย ต่อให้พยายามหนีบให้แน่นเพียงใด ดินวิเศษนั้นก็ยังแทรกซึมผ่านไปได้ทุกตารางนิ้ว ประดุจแสงสว่างและอากาศที่ร่วงหล่นลงจากง่ามนิ้ว
พระภิกษุจนปัญญา ถึงขั้นนำชามมาใส่
ครานี้ใส่ได้อยู่มือก็จริง ทว่าดินวิเศษกลับลอยนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับไร้น้ำหนัก เขาประคองชามไว้แน่นแต่กลับมิอาจขยับมันได้เลย
ต่อให้กัดฟันกรอดจนใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดและมัดกล้ามบนท่อนแขนปูดโปนเพียงใด ก็มิอาจเคลื่อนย้ายมันได้
ซ้ำร้าย ชามใบนั้นกลับแตกคาแรงบีบ
กระบวนการทั้งหมดนี้ดูราวกับละครใบ้ หรือมิเช่นนั้นก็เป็นการแสดงที่ดูขลังทว่าก็น่าขันในเวลาเดียวกัน
นักพรตเพียงนั่งมองอยู่ข้างๆ พลางหยิบองุ่นเข้าปากอย่างสบายอารมณ์
“เป็นไปไม่ได้…”
บรรดาสงฆ์ต่างเบิกตากว้าง
พระภิกษุรูปนั้นยิ่งส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พละกำลังที่เขาใช้ไปเมื่อครู่มีมากเพียงใดเขาย่อมรู้ดีแก่ใจ เกรงว่าต่อให้หนักเป็นหมื่นชั่งเขาก็ยกไหว ทว่ากลับมิอาจทำอะไรกับดินวิเศษชิ้นนี้ได้เลย
ทว่าที่น่าประหลาดคือ ดินวิเศษชิ้นนี้ลอยเด่นอยู่ในอากาศ ดูเบาโหวงดุจธาตุอากาศ ทั้งยังมิได้ยึดโยงกับสิ่งใด แล้วเหตุใดจึงเคลื่อนย้ายมิได้ อีกทั้งเมื่อครู่นี้ ยามที่ดินวิเศษใส่ไว้ในห่อสัมภาระ เพียงพระภิกษุรับใช้สองรูปก็แบกมันเข้ามาได้อย่างง่ายดาย แล้วเหตุใดครานี้เขาจึงยกไม่ขึ้น
ซ่งโหยวนั่งอยู่กับที่ ยังคงท่วงท่าสงบเยือกเย็น
กระทั่งยังมีแก่ใจเย้าแหย่เจ้าแมวของตน
ดินวิเศษธาตุไฟที่ถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ยามที่เขายังมิได้ครอบครองมัน แม้แต่เทพเจ้าผู้เกรียงไกรดั่งองค์เทพเหยียนหยางซึ่งมีตบะแก่กล้าและมีธาตุตรงกัน หากคิดจะนำมันออกมาจากใต้พิภพ ยังต้องเตรียมการล่วงหน้าหลายวันและเสียแรงไปมิใช่น้อย แล้วเจ้าพวกตัวเล็กตัวน้อยที่มีตบะเพียงหยิบมือเหล่านี้ จะยกดินวิเศษที่มีพันธกิจแห่งฟ้าดินติดตัวได้อย่างไร หากเขาไม่อนุญาต
ทว่าพระภิกษุเหล่านี้กลับมีความยึดติดเป็นล้นพ้น
บรรดาสงฆ์ต่างพากันดาหน้าเข้ามาทีละรูป แม้แต่พระภิกษุตำแหน่งประธานก็ยังลงมาทดสอบด้วยตนเอง ต่างคนต่างสำแดงอิทธิฤทธิ์ บ้างใช้กำลังมหาศาล บ้างร่ายมนตร์ตรา บ้างก็ใช้ปัญญาขบคิดหาวิธีพิชิตธาตุข่มธาตุหมายจะเคลื่อนย้ายมันให้ได้ ทว่าหามีผู้ใดประสบความสำเร็จไม่
บางคนยังมิทันยอมแพ้ ถึงกับย้อนกลับมาลองใหม่ตั้งหลายครา
“ทุกท่านอย่าได้เสียแรงเปล่าเลย” ซ่งโหยวกล่าวกับพวกเขา “ต่อให้เป็นจอมมารแห่งต้าเยี่ยน หรือทวยเทพบนสรวงสวรรค์ ก็ใช่ว่าจะยกมันขึ้นได้หรอก”
“…”
บรรดาพระภิกษุมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในที่สุดก็เริ่มหมดอาลัย พวกเขามองดูนักพรตที่นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ของตนอย่างจนใจ
“ท่านนักพรตยืนยันจะไม่แลกเปลี่ยนกันแน่รึ”
“มิแลก”
“เช่นนั้นแล้วดาบสะบั้นวารีของท่านเล่า พวกเราขอใช้กรวยทองคำนี้…หามิได้ ใช้ของวิเศษอีกชิ้นมาแลกกับท่าน” พระภิกษุตำแหน่งประธานเริ่มหันมาเล็งดาบสะบั้นวารีแทน ทว่าพอคิดจะเอากรวยทองคำแลก ก็รู้สึกว่ามูลค่ามันพอๆ กัน แลกไปก็มิได้กำไร จึงรีบกลอกตาไปมาแล้วกล่าวต่อ “วัดของเรายังมีของวิเศษอีกชิ้นหนึ่ง เป็นของดียิ่งนัก หากเรียกตามสำนวนแคว้นต้าเยี่ยนคงเรียกว่า ถุงเฉียนคุน ขนาดเล็กเพียงเท่านี้ เล็กกว่าย่ามของท่านเสียอีก ทว่ากลับบรรจุของได้มากมายมหาศาล ท่านนักพรตเดินทางไปทั่วใต้หล้า แบกสัมภาระพะรุงพะรังช่างลำบากนัก หากมีของสิ่งนี้ เพียงถุงเดียวก็เก็บของได้หมดสิ้น ไม่สะดวกกว่าหรือ”
“ถูกต้อง! สะดวกยิ่งนัก!”
จากนั้นก็พร้อมใจกันหันไปมองนักพรตเป็นตาเดียว
แม่นางสามสีนั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึม นางเงยหน้าสบตาพวกเขาก่อนจะหันไปมองนักพรตของตน
แม่นางสามสีเป็นแมวที่รักของเก่า กริชเล่มนี้ติดตามนางมานานย่อมมีความผูกพัน แน่นอนว่านางมิอยากแลก ทว่าก็รู้สึกว่าสิ่งที่พระภิกษุพูดนั้นมีเหตุผล อีกทั้งคิดว่าตนเป็นเพียงแมวตัวหนึ่ง เป็นเพียงแมวที่นักพรตเลี้ยงไว้ ย่อมต้องเชื่อฟังคำของเขา
ทว่าซ่งโหยวยังคงยิ้มและกล่าวว่า “ข้าได้บอกบรรดาท่านปรมาจารย์ไปก่อนหน้าแล้ว ดาบสะบั้นวารีเล่มนี้ก็มิใช่ของข้า ข้ามีเพียงไม้เท้าไผ่นี้เท่านั้น”
“เช่นนั้นดาบสะบั้นวารีนี้…”
“เป็นของขวัญที่ข้ามอบให้แม่นางสามสี ยามนี้มันจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของแม่นางสามสีแล้ว แม้บางคราข้าจะต้องการใช้ ก็ยังต้องขอยืมจากนาง ข้าจึงหามีสิทธิ์ตัดสินใจแทนได้ไม่” ซ่งโหยวกล่าว “อีกอย่าง แม่นางสามสีของข้าชอบกริชสั้นเล่มนี้มาก นางใช้มาหลายปีจนติดมือแล้ว ย่อมมิยอมแลกเช่นกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าแมวถึงเริ่มมีความมั่นใจ นางละสายตากลับมา จ้องเขม็งไปยังเหล่าพระภิกษุเบื้องหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เมี้ยว!”
เหล่าพระภิกษุต่างแสดงสีหน้าเสียดายอย่างยิ่ง
ผ่านไปเนิ่นนาน ดูเหมือนพวกเขาเพิ่งจะนึกได้ว่ายังมีดินวิเศษอีกสองทิศที่ยังมิได้เปิดหูเปิดตา จึงพากันเร่งเร้าให้เขาหยิบที่เหลือออกมาชม
บรรดาสงฆ์ต่างพากันชมดูอย่างเต็มทีทว่าก็ยังแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
จนกระทั่งราตรีเริ่มล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด
สุราเบื้องหน้านักพรตเป็นสุราองุ่นชั้นเลิศ คู่ควรกับป้านสุราและจอกแก้วที่วิจิตรบรรจง สุรามิได้แรงนัก รสชาติเน้นไปทางกลิ่นหอมขององุ่นและรสเปรี้ยวหวานของผลไม้ ดูเหมือนจะมีไว้เพื่อจิบคลายอารมณ์ ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะดื่มไปหลายจอก ครู่เดียวก็หมดไปเกือบครึ่งป้าน
ไก่ย่างและปลาเผาเขาแทบมิได้แตะ มีเพียงเจ้าแมวที่กินไปบ้างและยามนี้มันก็เย็นชืดเสียแล้ว
องุ่นถูกกินจนเกลี้ยง
น้ำนมก็ถูกแมวดื่มจนหมดสิ้น
ในที่สุด พระภิกษุตำแหน่งประธานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทอดอาลัย “ท่านนักพรตช่างสมเป็นแขกผู้มีเกียรติ สมเป็นยอดคนผู้บำเพ็ญเพียรจากแผ่นดินสวรรค์โดยแท้ วันนี้พวกข้าถือเป็นวาสนาที่ได้เห็นว่าของวิเศษแห่งมรรคาในใต้หล้านั้นเป็นเช่นไร ช่างสุขสมใจยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่ของล้ำค่าเช่นนี้อยู่ตรงหน้าแท้ๆ พวกข้ากลับมิอาจครอบครองได้…”
“ทว่าท่านนักพรตโปรดวางใจ ในเมื่อท่านไม่ยินดีจะแลกเปลี่ยน พวกเราก็จะไม่บีบคั้น อีกทั้งพวกเราหาใช่พวกขโมย ยามนี้ดึกมากแล้ว เชิญท่านนักพรตไปพักผ่อนที่ห้องรับรองชั้นเลิศในวัดสักคืนเถิด พรุ่งนี้เช้าอาตมาจะลงไปส่งด้วยตนเอง”
“ขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับ”
ซ่งโหยวลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคำนับตอบ
“เมี้ยว!”
เจ้าแมวทำท่าลุกขึ้นยืนเลียนแบบนักพรตเพื่อคำนับเช่นกัน
พระภิกษุหาได้แปลกใจไม่ เขาเพียงโบกมือคราหนึ่ง
ภิกษุรับใช้สองรูปปราดเข้ามาแบกห่อสัมภาระของนักพรตทันที แล้วเดินนำออกไปทางประตู
เบื้องหลัง แสงเทียนยังคงวูบไหว บรรดาพระภิกษุที่นั่งอยู่ต่างพากันเหลียวหน้ามองตามไปทางประตู ท่วงท่าของทุกคนแทบจะถอดแบบกันมา พวกเขาจ้องเขม็งไปยังห่อสัมภาระของนักพรตโดยมิปริปากสักคำ
ยามนี้ดินวิเศษที่เคยหนักอึ้งจนยกมิขึ้นในห่อสัมภาระนั้นกลับถูกยกออกไปได้อย่างง่ายดาย
ภายนอกประตูยังคงแว่วเสียงสวดมนต์ดังระงม
เหล่าพระภิกษุยังคงมิพักผ่อน
นอกจากเสียงนั้นแล้ว ก็หามีเสียงรบกวนอื่นใดไม่
นักพรตเดินตามการนำทางของภิกษุ ไปตามระเบียงยาวผ่านเรือนรับรองหลังแล้วหลังเล่า มุ่งหน้าสู่ห้องพัก
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ท่ามกลางท้องนภาสีนิล มีนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินติดตามพวกเขามา
“บรรดาท่านปรมาจารย์ช่างขยันขันแข็งนัก”
“ขยันขันแข็งจึงจะได้รับความเมตตาจากพระโลกนาถ ขยันขันแข็งจึงจะบรรลุแก่นธรรมแห่งพุทธองค์” ภิกษุผู้นำทางตอบกลับเช่นนั้น
“มิน่าเล่าทุกท่านจึงมีตบะอาคม”
“มิอาจเทียบกับท่านผู้สูงส่งได้”
“ที่วัดยังมีแขกท่านอื่นอีกหรือไม่”
“หามีไม่ มีเพียงท่านผู้สูงส่งเท่านั้น”
“เช่นนั้นรึ…”
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ แล้วมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ
ยามนี้ดินแดนตะวันตกกำลังรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนา เมืองอวี้เฉิงนับเป็นเมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาค การมีวัดใหญ่ที่วิจิตรตระการตาเช่นนี้ตั้งอยู่บนเขาชานเมืองย่อมมิใช่เรื่องแปลก ทว่าวัดใหญ่ถึงเพียงนี้ ในยามค่ำคืนกลับไม่มีพุทธศาสนิกชนมาพักค้างแรมเลยนอกจากซ่งโหยว นับว่าเป็นเรื่องประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ฝนตกหนักช่วงโพล้เพล้เช่นนี้
วัดใหญ่ปานนี้ ทว่ากลับหามีอาหารปกติไม่ ก็น่าแปลกนัก
ฝนที่มิได้ตกในเมืองอวี้เฉิง ทว่ากลับเจาะจงตกเพียงที่นี่ และเมื่อเขาเข้ามาหลบฝนในวัดได้เพียงครู่เดียว ฝนก็พลันหยุดตก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแฝงไปด้วยความประหลาดมิมากก็น้อย
ต่อให้วัดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยปีศาจ หรือถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือปีศาจเองก็ตาม ก็ยังมิอาจลบเลือนความมีพิรุธเหล่านี้ไปได้ ตราบใดที่วัดใหญ่โตเช่นนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ย่อมต้องมีผู้มาแสวงบุญ และในวัดก็ควรจะต้องจัดเตรียมอาหารการกินไว้บ้าง
เห็นชัดว่า พวกเขาจงใจรอคอยซ่งโหยวตามที่วางแผนไว้แล้ว
…………………………