ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 554 โลกแห่งดินแดนประจิม ..............................
บทที่ 554 โลกแห่งดินแดนประจิม
…………………………
ตะเกียงเดียวดายส่องแสงอาบไปทั่วห้องรับรอง
เมื่อมาถึงสถานที่ใหม่ เจ้าแมวมักจะเดินวนรอบห้องเป็นกิจวัตร ตรงนี้ดมที ตรงนั้นดมที สุดท้ายก็ขยับไปที่ข้างเตียงเพื่อดมกลิ่นบนผ้าห่ม
ส่วนนกนางแอ่นยืนนิ่งอยู่บนโต๊ะ หดคอหลับตาพริ้ม เห็นได้ชัดว่าการปราบปีศาจก่อนหน้านี้ทำให้มันเหนื่อยล้าไม่น้อย
ห่อสัมภาระทั้งหมดถูกวางไว้ข้างโต๊ะ
ครู่หนึ่ง เจ้าแมวถึงหันกลับมาเอ่ยว่า
“ที่นี่แปลกๆ”
“แม่นางสามสีก็รู้สึกตัวแล้วรึ”
“ที่นี่ไม่มีหนูเลยสักตัวเดียว!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวไปล้างหน้าล้างตาอย่างเชื่องช้า
เจ้าแมวเดินตามหลังเขาไม่ยอมห่าง เขาเดินไปที่ใดนางก็เดินตามไปที่นั่น ราวกับกลายเป็นหมาน้อยติดคน ในระหว่างนั้นนางยังคอยชะเง้อคอ มองออกไปนอกประตูหน้าต่างเป็นระยะ คล้ายกับว่าในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้กระวนกระวายเช่นนี้นางต้องปกป้องความปลอดภัยของนักพรตอย่างใกล้ชิด
จนกระทั่งนักพรตล้างหน้าเสร็จ แล้วก้มลงอุ้มนางขึ้นมา
ครานี้ แมวผู้พิทักษ์ที่เคยปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัดพลันอ่อนปวกเปียกลงทันที ร่างกายทั้งร่างอ่อนนิ่มราวกับผืนผ้า ถูกหิ้วขึ้นมาเป็นเส้นยาว ทั้งยังอดมิได้ที่จะแกว่งไปมา
“บนหน้าแม่นางสามสีมีแต่กลิ่นนม…”
“ก็เพราะดื่มนมน่ะสิ!”
“เหตุใดถึงดื่มจนเป็นเช่นนั้นเล่า…”
“ก็เป็นเช่นนี้แหละน่า!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“ปล่อยแม่นางสามสีลง”
“ต้องล้างหน้าสักหน่อยนะ”
“แม่นางสามสีล้างเองได้!”
ทว่านักพรตหาได้สนใจไม่ เขาฝืนล้างหน้าให้นางจนสะอาดแล้วจึงปล่อยนางลงสู่พื้น
ยามนี้ดึกสงัดมากแล้ว
ซ่งโหยวล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับตาลงทันที
ทว่าแม่นางสามสีมิได้วางใจเหมือนเขา
ในทางตรงกันข้าม นางกลับเต็มไปด้วยความกังวล
หลังจากเช็ดเท้าและปีนขึ้นเตียงแล้ว นางก็เขยิบเข้าไปจ้องมองนักพรตซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะเป็นใบหน้าแมว ทว่ากลับดูเหมือนกำลังขมวดคิ้วยุ่ง
เมื่อเห็นนักพรตหลับอย่างสบายใจ ความกังวลในใจนางยิ่งทวีคูณ นางหันกลับไปมองรอบๆ ครู่หนึ่งจึงพลิกกายกระโดดลงจากเตียง
นางวิ่งไปค้นย่ามและถุงผ้า หยิบเอาธงผืนเล็กและดาบสะบั้นวารีออกมา คาบกลับมาบนเตียง พยายามยัดเข้าไปใต้หมอนของนักพรต จากนั้นก็ไปคาบถุงเงินออกมาซ่อนไว้ที่ด้านในสุดของเตียง คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงคืนร่างเป็นมนุษย์ แบกห่อสัมภาระกลับมาไว้ข้างเตียงด้วย ค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง
แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แม้เจ้าแมวจะหมอบอยู่บนเตียง ทว่านางหันหน้าออกไปทางด้านนอกเสมอ อยู่ในท่าที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้ทุกเมื่อ ดวงตาหรี่ลงกึ่งหนึ่ง คอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
“แม่นางสามสีไม่ต้องเฝ้าหรอก”
“เมี้ยว!”
เสียงของนักพรตที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาเจ้าแมวที่กำลังระวังภัยอยู่สะดุ้งสุดตัว
นางหันกลับไปมอง พบว่านักพรตของตนยังคงนอนเหยียดตรงอย่างมีระเบียบ หลับตาพริ้มราวกับสิ้นลม ทว่ากลับเอ่ยปากพูดได้ “รีบนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าจะเข้าเมืองอวี้เฉิงกัน”
เจ้าแมวอดถามด้วยความสงสัยมิได้
“พวกเขาไม่มาหรอก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เดาเอา”
“เดาได้อย่างไร”
“รีบนอนเถิด ดึกมากแล้ว”
“แล้วถ้าเกิดมาเล่า” เจ้าแมวอดมิได้ที่จะมองไปยังใต้หมอน ข้างเตียง และในห่อสัมภาระ นางพกเงินและของวิเศษมามากมายเพียงนี้เชียวนะ
“เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะพอดี”
“เมี้ยว”
“นอนเถิด”
นักพรตมิกล่าวสิ่งใดอีก
ที่นี่หาได้มีจอมมารมากฤทธิ์ไม่ กระทั่งแต่เดิมก็หามีวัดวาอารามอยู่จริง บรรดาภิกษุเต็มขุนเขาก็เป็นเพียงภูตผีปีศาจชั้นต่ำ ทว่าธรรมะที่ศึกษาและพระสูตรที่สวดท่องนั้นกลับเป็นของจริง แม้แต่กลุ่มพระภิกษุในวิหาร ตบะบารมีก็จำกัดยิ่งนัก ทว่าปีศาจทั้งเขานี้กลับเชี่ยวชาญการเร้นกายพรางอายปีศาจและจำแลงกายเป็นมนุษย์ ทั้งยังเนรมิตวัดแห่งนี้ได้เหมือนจริงยิ่ง นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง
จอมมารย่อมมิได้อยู่ที่นี่ และที่นี่ก็ย่อมมิมีทางพบมัน
นี่เป็นเพียงกลอุบายหยั่งเชิงของพวกเขาเท่านั้น
นอกจากว่าพวกเขาจะพิสูจน์ได้โดยเร็วว่าซ่งโหยวมิได้มีความสามารถเก่งกาจอันใด และมีหลักฐานแน่ชัดมายืนยัน พวกเขาถึงจะกล้าลงมือในคืนนี้ ทว่าจอมมารนั่นก็ใช่ว่าจะยอมปรากฏตัวออกมาง่ายๆ
สำหรับยอดคนผู้บำเพ็ญเพียรจากแคว้นต้าเยี่ยน ผู้ที่เพียงโบกมือก็หลอมละลายน้ำแข็งในขุนเขาได้ ปีศาจที่พำนักในดินแดนประจิมตนนี้ช่างระมัดระวังตัวยิ่งนัก
ยามนี้ซ่งโหย่วกลับมิรีบร้อนเสียแล้ว
มินานนักซ่งโหย่วก็จมสู่ห้วงนิทรา
ในป่าเขาเงียบสงัดยิ่งนัก โดยปกติพื้นที่แถบเมืองอวี้เฉิงยามค่ำคืนก็มิได้ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งหลังฝนตกอากาศในยามราตรีก็ยิ่งเย็นสบาย วัดแห่งนี้ความจริงแล้วสร้างได้ดียิ่ง เตียงทำจากไม้ชั้นเลิศ เครื่องนอนล้วนบุด้วยไหมและขนสัตว์ นับเป็นเตียงที่หรูหราที่สุดเท่าที่ซ่งโหย่วเคยนอนมาในชีวิต หากมองจากแง่นี้ บรรดาพระภิกษุในวัดก็มิได้ปฏิบัติกับเขาอย่างลำบากนัก
ทว่าอาจเป็นเพราะพวกเขามั่งคั่งเกินไป จนหามีของชั้นเลิศน้อยกว่านี้ก็เป็นได้
ช่วงครึ่งแรกของคืนไม่มีผู้ใดมารบกวน จนกระทั่งยามสี่เริ่มมีเสียงฝีเท้าแว่วมาข้างนอก ยามห้ามีคนมาหยุดยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าหน้าต่าง ทั้งยังมีเสียงกระซิบกระซาบจนทำให้แมวเวรยามต้องระวังตัวเขม็ง
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดุด่าคราหนึ่ง ข้างนอกจึงกลับมาสงบเงียบดังเดิม
ซ่งโหยวนอนหลับสบายไร้ฝันตลอดคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส
บรรดาพระภิกษุมาเชิญด้วยตนเองเพื่อชวนเขาไปรับประทานมื้อเช้า
แม่นางสามสีมิเต็มใจจะไปนัก นางอยากจะอยู่เฝ้าทรัพย์สินในห้อง จนกระทั่งซ่งโหย่วสะพายย่ามของนาง พกทั้งธงและดาบสะบั้นวารีติดตัวไว้ นางถึงยอมก้าวเท้าออกจากประตู
มื้อเช้าประกอบด้วยองุ่น นม และแป้งหนาง แป้งหนางของที่นี่อ่อนนุ่มกว่าที่พวกเขาพกติดตัวระหว่างทางมากนัก รสชาติก็หอมอร่อยยิ่ง
หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหาร บรรดาสงฆ์ต่างพากันมาส่งแขกเหรื่อจากต่างแดนผู้นี้ด้วยความยินดี
การเดินทางช่างเอิกเกริกยิ่งนัก
เหล่าพระภิกษุที่เคยพบเมื่อคืนต่างเดินเท้าเปลือยตามหลังนักพรตลงมาส่งถึงบันได เบื้องหลังยังมีพระภิกษุจากทั้งวัดมายืนออกันอยู่ที่ซุ้มประตูและขั้นบันไดเพื่อส่งคณะของนักพรตด้วยสายตา
ทว่าหลายรูปกลับอดมิได้ที่จะทอดสายตาไปยังห่อสัมภาระบนหลังม้า จนนักพรตเองก็แยกมิออกว่าพวกเขามาร่ำลาตน หรือมาจ้องมองดินวิเศษธาตุน้ำกันแน่
“ขอลาทุกท่าน ณ ตรงนี้”
“ท่านนักพรตโปรดเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
แม่นางสามสีก็ลงมาเดินด้วยเช่นกัน อุ้งเท้าแมวทั้งสี่ก้าวเดินลงไปบนพื้นนิ่มจนเกิดเป็นหลุมเล็กๆ ทุกย่างก้าว ถุงเท้าขาวคู่สวยยามนี้กลายเป็นถุงเท้าดินโคลนไปเสียแล้ว
นางเดินไปพลางเงยหน้ามองนกนางแอ่นบนท้องฟ้าด้วยแววตาอิจฉา
ทันใดนั้น นกนางแอ่นก็โฉบกายลงมา
“คุณชาย”
นกนางแอ่นร่อนลงเกาะบนหลังม้า ก่อนจะเอ่ยกับพวกเขาว่า “วัดด้านหลังหายไปแล้วขอรับ!”
เจ้าแมวชะงักฝีเท้าทันควัน รีบหันกลับไปมอง
เป็นไปตามนั้น
เบื้องหลังไกลออกไปเหลือเพียงขุนเขาเขียวขจี ครึ่งหนึ่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวสด อีกครึ่งหนึ่งเป็นป่าสนเขียวครึ้ม สีสันและทัศนียภาพช่างดูสะอาดตานัก มิพักต้องกล่าวถึงวัดวาอารามที่เคยวิจิตรตระการตาเมื่อคืน แม้แต่ร่องรอยการปลูกสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์สักนิดก็หามีไม่
“หายไปแล้ว!”
เจ้าแมวถึงกับตะลึงงัน
แม้จะรู้ดีว่าวัดแห่งนี้ไม่ธรรมดาและเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ทว่าในชั่วพริบตานั้น นางก็ยังรู้สึกราวกับพลัดหลงเข้าไปในนิทานภูตผีปีศาจที่ผู้คนมักเล่าขานกัน
“!”
จากนั้นนางก็พลันได้สติ รีบจำแลงกายเป็นมนุษย์ สะบัดมือเพียงคราเดียวโคลนตมก็หลุดร่วงไปจนสะอาดสิ้น นางรีบเขย่งเท้าเข้าไปรื้อค้นสัมภาระบนหลังม้าทันที
ธงผืนเล็กยังอยู่ ดาบสะบั้นวารียังอยู่
ถุงเงินก็ยังอยู่
ดินวิเศษทั้งสี่ทิศยังอยู่ดีทุกประการ
“…”
แม่นางสามสีถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วจึงหันไปมองนักพรตของตน เห็นเพียงสีหน้าเฉยเมยสงบนิ่งดั่งเดิม ราวกับคาดการณ์ทุกอย่างไว้แล้ว
นักพรตเอ่ยขึ้นคำหนึ่งแล้วออกเดินต่อ
“พวกนั้นเป็นปีศาจอะไรกัน” เด็กหญิงรีบก้าวตามพลางดึงไม้เท้าไม้ไผ่ขนาดเล็กของตนออกมาค้ำยัน เร่งฝีเท้าให้ทันนักพรต
“ต่อไปย่อมได้รู้แน่นอน”
“ต่อไปหรือ”
“ใช่แล้ว”
“พวกเราจะได้เจอพวกเขาอีกไหม”
“มิแน่ว่าจะได้เจอพวกเขา เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงเบี้ยล่างเท่านั้น” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่ข้าเดาว่าพวกเราจะได้เจอตัวการที่ควบคุมพวกเขาอยู่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เพราะข้าฉลาดอย่างไรเล่า”
“…”
“แม่นางสามสีเดามิออกรึ”
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยค้ำไม้เท้าเดินเคียงคู่ไปกับเขาอย่างเงียบเชียบ เนื่องจากขาสั้นกว่าผู้ใหญ่ นางจึงต้องก้าวให้ไวขึ้นจนดูเป็นภาพที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก
เงียบไปอึดใจหนึ่งนางจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“กรวยทองคำนั่นร้ายกาจนัก! หากพวกเรามีกรวยทองคำนั่นบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลว่าเดินทางไปจะไม่มีเนื้อกิน กลางทะเลทรายจะไม่มีน้ำดื่มแล้ว!” ดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกายวาววับ “ไม่ต้องกลัวว่าเข้าเมืองไปจะไม่มีเงินใช้ด้วย! อยากได้สิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น! แค่เคาะทีเดียวก็ได้มาแล้ว!”
“นั่นมันก็แค่ของโจร”
“ของโจรคืออะไร”
“เครื่องรางสำหรับขโมยของน่ะ”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยเกาหัวแกรกๆ
เช่นนั้นก็ไม่เอาแล้ว
จะขโมยของไม่ได้เด็ดขาด
ก็เพราะพวกหนูชอบขโมยของ ถึงได้ถูกมนุษย์เลี้ยงแมวเอาไว้จับอย่างไรเล่า
เดินมาได้ราวยี่สิบลี้ ถนนก็เริ่มแห้งสนิท
เพียงระยะไม่กี่สิบจั้ง ถนนก็เปลี่ยนจากโคลนแฉะเป็นดินเหลืองแห้งผาก ซ่งโหยวหยุดยืนบนถนนดินแห้งแล้วกระทืบเท้าแรงๆ เพื่อสะบัดโคลนออกจากรองเท้า ส่วนที่ไม่ออกเขาก็ใช้ไม้เท้าไผ่ค่อยๆ ขูดออกอย่างใจเย็น
เด็กหญิงข้างกายแม้จะมีวิธีขจัดโคลนที่วิเศษกว่านั้น ทว่านางกลับมายืนข้างเขา ทำตามท่าทางของเขา ทั้งกระทืบเท้าและใช้ไม้เท้าขูดโคลน
นางเลียนแบบพลางลอบสังเกต เขาไปด้วย
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะลูบหัวนางเบาๆ
เดินทางต่อไปอีกยี่สิบลี้ ก็มาถึงหน้าประตูเมืองอวี้เฉิง
นี่คือเมืองที่สร้างอยู่ท่ามกลางขุนเขาเขียวและสายน้ำใส นอกเมืองมีกำแพงหนาทึบ หน้าประตูเมืองมีขบวนอูฐและม้าสัญจรเข้าออก ผู้คนส่วนใหญ่มีใบหน้าแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างสวมใส่ชุดพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์ โพกศีรษะและประดับเครื่องหยก เมื่อมองผ่านประตูเมืองเข้าไป ก็พอจะเห็นสถาปัตยกรรมภายในซึ่งแตกต่างจากแคว้นต้าเยี่ยนอย่างสิ้นเชิง
กระทั่งแว่วเสียงดนตรีพื้นเมืองลอยมาตามลม
เพียงชั่วพริบตา กลิ่นอายของดินแดนต่างถิ่นก็โชยมาปะทะหน้า
ซ่งโหยวพิจารณาดูครู่หนึ่งก่อนจะออกก้าวเดิน
เขาแสดงใบสุทธิคณะสงฆ์ประกอบกับจดหมายจากเจ้าเมืองซาโจว จึงสามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งดินแดนประจิม ณ บัดนี้
…………………………