ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 555 ย่อมต้องให้แม่นางสามสีเป็นผู้ตัดสิน
บทที่ 555 ย่อมต้องให้แม่นางสามสีเป็นผู้ตัดสิน
…………………………
อาคารหินสีเหลืองนวลราวกับถูกปกคลุมด้วยชั้นทรายอันหนาเตอะ ทว่ากลับมีการตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจง หน้าต่างเรียงรายเป็นแถว บนขอบหน้าต่างส่วนใหญ่มีกระถางต้นไม้ประดับประดาด้วยพืชพรรณเขียวขจี บางต้นเจริญงอกงามจนเลื้อยคลุมซุ้มประตูโค้งด้านล่างหรือห้อยย้อยลงมาถึงพื้น บางต้นกำลังชูช่อออกดอกบานสะพรั่งตามฤดูกาล ทว่าบางต้นกลับขาดการดูแลจนเกือบจะแห้งตาย
ที่หน้าประตูเมืองมีกลุ่มคนกำลังบรรเลงดนตรีเสียงดังเซ็งแซ่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีหรือท่วงทำนองล้วนแตกต่างจากแคว้นต้าเยี่ยน ฟังดูแปลกหูอยู่บ้าง
ยังมีผู้คนร่ายรำไปตามเสียงเพลงอย่างสำราญใจ มีทั้งชายและหญิง ตั้งแต่ผู้เฒ่าเคราขาวไปจนถึงเด็กน้อยวัยเพียงไม่กี่ขวบ ใครเหนื่อยก็เดินออกไปพักข้างทาง และมีผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเขาร่วมอยู่ไม่ขาดสาย
ไม่มีนางรำแดนตะวันตกที่รูปร่างอ้อนแอ้นสวมเพียงผ้าบางเบาอย่างที่ซ่งโหยวเคยจินตนาการไว้ ทุกคนต่างเต้นรำกันอย่างอิสระตามอำเภอใจ และไม่มีใครโยนเงินให้ เห็นได้ชัดว่าที่นี่มิใช่การแสดงเพื่ออาชีพ แต่เป็นความบันเทิงที่ผู้คนมารวมตัวกันเองด้วยความสมัครใจ ด้วยเหตุนี้มันจึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติอย่างประหลาด
นี่คงเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นกระมัง
นี่คือภาพความประทับใจแรกที่ซ่งโหยวได้เห็นเมื่อมาถึงที่นี่
เนิ่นนานกว่าที่เขาจะละสายตาแล้วหันกลับมามองเบื้องหน้า
ถนนในเมืองอวี้เฉิงมิได้กว้างขวางนัก ขนาดพอๆ กับเมืองในแคว้นของต้าเยี่ยน หากเทียบกับเมืองฉางจิงแล้วยังห่างชั้นกันไกล ยิ่งมิพักต้องกล่าวถึงความโอ่อ่าของถนนสวรรค์ที่กว้างนับสิบจั้งซึ่งคั่นกลางระหว่างเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตก อีกทั้งการจัดการถนนหนทางที่ยังมิเข้าที่เข้าทาง ทำให้ร้านรวงสองข้างทางรุกล้ำพื้นที่ถนน ตรงกลางยังมีพ่อค้าไว้หนวดจูงอูฐเดินสวนกันไปมา ทำให้ถนนดูเบียดเสียดยิ่งนัก
ฝั่งตรงข้ามมีเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังกำเงินเลือกซื้อของอยู่
เมื่อเทียบกับพ่อค้าและนักเดินทางที่เดินขวักไขว่ รวมถึงฝูงอูฐตัวสูงใหญ่ เด็กหญิงดูตัวเล็กจ้อยยิ่งนัก ใบหน้าแบบชาวตะวันออกที่ชัดเจนและความงดงามที่ดูประณีตเป็นพิเศษทำให้ดูแปลกแยกจากผู้คนที่นี่
กลิ่นควันไฟโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อย่าง
“เอาเนื้อแกะย่างสองไม้!
“เนื้อแกะย่าง!”
“สอง! อัน!”
“ราคาเท่าไหร่”
“รา! คา! เท่า! ไหร่”
เห็นได้ชัดว่าพ่อค้าฟังคำพูดของเด็กหญิงไม่ออก ส่วนเด็กหญิงก็มีสีหน้าเคร่งขรึม พยายามพูดย้ำและทอดเสียงให้ช้าลง ราวกับคิดว่าหากพูดให้ช้าเข้าไว้ฝ่ายตรงข้ามก็จะฟังออกเอง
พ่อค้าพลันมีสีหน้าเหลอหลาขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนเด็กหญิงก็ยิ่งมีท่าทีจริงจังขึ้นทุกที
โชคดีที่รหัสมือเป็นสิ่งสากล และทั้งคู่ต่างก็มีความอดทนสูง
เงินตราของแคว้นต้าเยี่ยนสามารถใช้ที่นี่ได้เช่นกัน และเป็นสกุลเงินหลักที่หมุนเวียนอยู่ในแดนตะวันตก
ชั่วครู่ต่อมา
เด็กหญิงตัวน้อยกับนักพรตนั่งลงบนก้อนหินริมถนน ก้อนหินรูปทรงยาวนั้นขนาดพอดีกับที่นั่งของเขาทั้งสอง ในมือแต่ละคนถือเนื้อย่างคนละหนึ่งไม้ เป็นกิ่งหลิวแดงเสียบเนื้อชิ้นโต
“คนที่นี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเลย” เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวพลางเคี้ยวเนื้อย่างตุ่ยๆ
“พวกเขาก็มีภาษาของเขา”
“น่าจะให้ทุกคนพูดภาษาเดียวกันให้หมด พูดภาษาที่แม่นางสามสีพูดได้นี่แหละ”
“ในอนาคตอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้”
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยรูดเนื้อออกจากกิ่งไม้
เป็นเนื้อแกะที่เพิ่งแล่มาใหม่ๆ ชิ้นหนาเตอะ เสียบกิ่งไม้แล้วนำไปย่างทันที โรยด้วยเครื่องเทศง่ายๆ และเกลือ ทั้งอร่อยและราคาถูก
แม่นางสามสีกินไปพลางก็มิลืมนกนางแอ่น นางฉีกเนื้อชิ้นเล็กๆ ออกจากกิ่งไม้แล้วยื่นส่งให้นกนางแอ่นกิน
เมื่อนกนางแอ่นกินเสร็จ นางก็แกะเนื้อออกมาอีกก้อน ทำท่าจะยื่นให้ม้า ทว่าพอส่งมือออกไปก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ถูกต้อง จึงชักมือกลับมาแล้วส่งเนื้อเข้าปากตัวเอง พร้อมกับพึมพำว่า
“แกะก็คือแกะ ม้าก็คือม้า” ซ่งโหยวช่วยแก้ไขให้จากด้านข้าง “แม่นางสามสีอย่าได้เหมารวม”
“แม่นางสามสีรู้หรอก แม่นางสามสีแค่หลอกเจ้าม้าเล่น”
“เจ้าม้ายืนฟังอยู่ข้างๆ นี่นะ”
“อ้อ จริงด้วย…”
เด็กหญิงหันไปมองม้า ทว่าปากยังคงเคี้ยวไม่หยุด
ทั้งสองนั่งอยู่ริมถนน ทานเนื้อย่างพลางเงยหน้ามองขบวนพ่อค้าที่สัญจรผ่านไปมา และมองดูการร่ายรำที่ไม่หยุดหย่อนตรงลานกว้างฝั่งตรงข้าม สัมผัสถึงความรุ่งเรืองและกลิ่นอายของเมืองอันดับหนึ่งแห่งแดนตะวันตก แม้จะมาถึงสถานที่ที่แปลกหน้าโดยสิ้นเชิง กระทั่งภาษาที่สื่อสารก็ยังไม่เข้าใจ ทว่าแม้แต่แม่นางสามสีก็ไม่มีท่าทีอึดอัดขัดเขินแม้แต่นิด ราวกับว่าที่นี่เป็นเพียงข้างทางในป่าเขาที่แสนธรรมดา หรือเป็นเพียงแว่นแคว้นและหัวเมืองอื่นๆ ที่พวกเขาเคยเดินผ่านมาตลอดหลายปี ไม่มีความกังวลว่าจะพักค้างแรมที่ใดในคืนนี้ และไม่เร่งรีบที่จะเดินทางต่อ มีเพียงหัวใจที่สงบนิ่งและเรียบง่ายที่ใช้เฝ้ามองโลกใบนี้
หากใจสงบ สายตาที่มองเห็นย่อมแตกต่างออกไป
กลิ่นอายของแดนตะวันตกปรากฏชัดในทุกรายละเอียดที่เข้าสู่สายตา ตั้งแต่ท่วงทำนองดนตรีที่ลอยมา การร่ายรำของชายหญิงทุกเพศทุกวัย กลิ่นเนื้อแกะย่างที่อบอวลในอากาศ รองเท้าหัวแหลมงอนที่ยกขึ้นยามคนเดินผ่าน ลวดลายบนชายเสื้อที่สะบัดไหว ไปจนถึงกลิ่นกายที่เข้มข้นกว่าปกติของคนสัญจร ถนนหนทางที่วุ่นวายสับสน และกระทั่งแมวสีดินทรายรูปร่างเพรียวบางกว่าปกติริมทาง
แจ่บๆ…
ในที่สุดแม่นางสามสีก็กินเนื้อย่างในมือจนหมด เหลือเพียงกิ่งไม้หนึ่งกิ่ง นางถือไว้ในมือพลางเคี้ยวปากเล่น ลิ้มรสชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก พร้อมกับจ้องมองกิ่งไม้ในมืออย่างพิจารณา
“ทำไมคนที่นี่ต้องใช้ไม้พองๆ แบบนี้เสียบเนื้อย่างด้วย ที่ฉางจิงก็ทำแบบนี้เหมือนกัน”
“เพราะที่นี่มีต้นหลิวแดงขึ้นอยู่ทั่วไป จึงหยิบฉวยมาใช้ได้ง่ายและสะดวก อีกทั้งการใช้กิ่งหลิวแดงเสียบย่าง ยังช่วยเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นของหลิวแดงลงไปในเนื้อด้วย” ซ่งโหยวทานคำสุดท้ายเสร็จเช่นกัน “เนื้อย่างที่ตลาดตะวันตกในฉางจิงก็เลียนแบบมาจากที่นี่เพื่อขายบรรยากาศต่างแดนนั่นแล”
“กลิ่นหอมสดชื่นรึ”
แม่นางสามสีเอ่ยอย่างสงสัยพลางชูกิ่งไม้ขึ้นมาดมดูสองสามที พอนึกย้อนไป เมื่อครู่ดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมของไม้จริงๆ
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยกระโจนออกไปอย่างไม่ลังเล นางคว้ากิ่งไม้ไม้ได้ทันก่อนที่มันจะตกถึงพื้นเสียอีก
“แม่นางสามสี นี่เจ้า…”
“เก็บไว้! อย่าทิ้ง!”
“เก็บไว้ทำไมรึ”
“ไม้นี่ยังใช้ได้ดีอยู่เลย ยังไม่ถูกไฟเผาจนเกรียม คืนนี้แม่นางสามสีเอามาเสียบย่างต่อได้อีก!” แม่นางสามสีถือกิ่งไม้ทั้งสองกิ่งไว้แล้วเงยหน้ามองรอบๆ ก่อนจะเด็ดใบไม้จากต้นไม้เหนือหัวมาสองใบ นำมาเช็ดคราบไหม้ดำบนกิ่งไม้ของตนและเศษเนื้อที่ติดอยู่บนกิ่งไม้ของซ่งโหยวจนสะอาด “จะได้ลิ้มรสกลิ่นหอมสดชื่นนั่นบ้าง!”
“…”
ซ่งโหยวนึกว่านางอยากจะช่วยรักษาความสะอาดของถนนเสียอีก
สุดท้ายก็ยังประเมินนางสูงเกินไป
นักพรตส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะออกเดินมุ่งหน้าเข้าไปในกลุ่มฝูงชน
ม้าขนแดงและเด็กหญิงตัวน้อยรีบก้าวตามไปติดๆ
“เราจะไปไหนกัน”
“หาที่พัก”
“จะหาอย่างไร คนที่นี่ฟังพวกเราพูดไม่รู้เรื่องเลยนะ แม่นางสามสีเกือบจะไม่ได้ซื้อเนื้อแกะแล้วเชียว”
“แม่นางสามสีต้องช่างสังเกตให้มากกว่านี้หน่อย”
“แม่นางสามสีสังเกตเก่งมากนะ!”
“เช่นนั้นก็ขอให้แม่นางสามสีลองสังเกตอย่างละเอียด แล้วลองตรองดู”
“แม่นางสามสีละเอียดมาก!”
“ที่นี่แม้จะเป็นแดนตะวันตก เป็นแคว้นปี้อวี้ แต่ก็นับเป็นหนึ่งในอาณาเขตของแคว้นต้าเยี่ยนเช่นกัน” ซ่งโหยวพูดไปเดินไป พลางหันมามองนางอย่างใจเย็น “ในเมื่อแม่นางสามสีบอกว่าตนเองละเอียดรอบคอบนัก เช่นนั้นสังเกตเห็นหรือไม่ว่า บรรดาพ่อค้าที่เดินอยู่บนถนน มีหลายคนนักที่เป็นชาวต้าเยี่ยน”
ดูท่าแม่นางสามสีจะไม่ได้สังเกตเห็นเลย
“ดูเหมือนแม่นางสามสีจะสังเกตเห็นแล้วสินะ” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นลองคิดดูสิว่า ตอนกลางคืนพวกเขาไปพักกันที่ไหน”
“รู้แล้ว!”
“แม่นางสามสีช่างสังเกตจริงๆ”
“เราก็เดินตามพวกเขาไปสิ! ที่ที่พวกเขาพัก คนขายของต้องพูดภาษาเราได้แน่ๆ หรือต่อให้คนขายพูดไม่ได้ พวกเขาก็ช่วยพูดแทนเราได้!”
“แม่นางสามสีนอกจากจะละเอียดรอบคอบแล้ว ยังฉลาดมากอีกด้วย”
“คนนั้นดูเหมือนชาวต้าเยี่ยนเลย!”
แม่นางสามสีถือไม้หลิวแดงในมือ พลางเงยหน้าจ้องเขม็งไปยังพ่อค้าสองสามคนที่เดินผ่านหน้าไป
“ถูกต้อง”
คนกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเครื่องหน้าหรือการแต่งกายล้วนเป็นชาวต้าเยี่ยนอย่างชัดเจน และเมื่อได้ยินคำพูดของแม่นางสามสี พวกเขาก็หันกลับมามองคณะของนักพรต ทว่าดูเหมือนพวกเขาจะเพิ่งมาถึงเมืองอวี้เฉิง จึงยังติดนิสัยไม่พูดจาระหว่างเดินทางค้าขาย ได้แต่แสดงสีหน้าสงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใด
“เราตามพวกเขาไป!”
แม่นางสามสีออกเดินนำไปก่อนทันที
“ข้าจะเดินตามแม่นางสามสีไป”
ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแล้วเดินตามหลังนางไป
กลุ่มพ่อค้าหันมามองพวกเขาเป็นระยะ
โชคดีที่ภาพของนักพรตกับเด็กหญิงมักให้ความรู้สึกเป็นมิตรโดยธรรมชาติ ไม่ทำให้คนรู้สึกถึงอันตราย ประกอบกับอยู่ไกลถึงแดนตะวันตก แล้วเด็กหญิงยังพูดภาษาต้าเยี่ยน แววตาของกลุ่มพ่อค้าจึงมีแต่ความแปลกใจ ดูเหมือนแถบนี้จะไม่ค่อยมีคนสวมชุดนักพรตนัก
ในที่สุดก็มีคนอดใจไม่ไหวเอ่ยถามขึ้น
“พวกท่านจะไปที่ใดกัน”
สำเนียงที่ได้ยินคือสำเนียงแถบชานเมืองฉางจิง
กลุ่มพ่อค้าถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
ราวกับว่าผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจคือเด็กหญิงผู้นี้
แม้แต่แม่นางสามสีเองก็อึ้งไปเหมือนกัน นางหันไปมองกลุ่มพ่อค้า แล้วหันกลับมามองนักพรตของตน เมื่อเผชิญกับสายตาของทั้งสองฝ่าย นางนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มอธิบายว่า
“พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่ คนที่นี่ฟังภาษาเราไม่ออก ภาษาที่พวกเขาพูดเราก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะไปพักที่ไหน เห็นพวกท่านเป็นคนต้าเยี่ยน พวกท่านย่อมต้องหาที่พักแน่ๆ เราเลยกะว่าจะเดินตามพวกท่านไป จะได้เจอที่พักอย่างไรเล่า”
พ่อค้าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา ทว่ายังคงสงวนคำพูดดั่งทองไว้
เมืองอวี้เฉิงแม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในแดนตะวันตก แต่ความจริงก็ไม่ได้กว้างขวางใหญโตนัก เทียบไม่ได้กับเมืองอี้ตู เมืองหยางตู และยิ่งเทียบไม่ได้กับเมืองฉางจิง คณะเดินทางเดินตามพวกเขาข้ามเมืองไปไม่นานก็ถึงจุดหมาย
มันคือโรงพักม้าแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองอวี้เฉิง
สถาปัตยกรรมยังคงเป็นแบบอวี้เฉิง คืออาคารหินสีเหลืองนวล ทว่าด้านหน้ามีลานกว้างขนาดใหญ่ มีซุ้มองุ่นที่ออกลูกดกงามและใกล้จะสุกเต็มที ส่วนด้านหลังร้านซึ่งติดกับแม่น้ำอวี้เฉิงมีที่ว่างผืนใหญ่สำหรับจอดรถม้า และยังมีโกดังพิเศษไว้ให้พ่อค้าเก็บสินค้าอีกด้วย
ที่นี่คือที่พักสำหรับพ่อค้าโดยเฉพาะ
เจ้าของร้านเป็นชาวแดนตะวันตกที่รูปร่างกำยำล่ำสัน สำเนียงการพูดคล้ายกับชาวต่างแดนที่ซ่งโหยวเคยพบที่ตลาดตะวันตกหรือโรงน้ำชาในฉางจิง ท่าทางโผงผางและชอบแตะเนื้อต้องตัวผู้คนนัก
ซ่งโหยวเดินตามหลังกลุ่มพ่อค้าไป ดูพวกเขาพูดคุยเรื่องจองห้องพักกับเถ้าแก่ เห็นได้ชัดว่าเคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อพวกเขาจัดการธุระเสร็จ เขาจึงรีบก้าวเข้าไปหา
“ไม่ทราบว่ายังมีห้องว่างเหลืออยู่หรือไม่”
“ท่านคือ…”
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสำรวจเขา โดยเฉพาะห่อสัมภาระที่พองโตบนหลังม้า และเด็กหญิงข้างกายเขา “พวกท่านมาค้าขายหรือ”
“พวกเรามาท่องเที่ยว อยากหาที่พักสักหน่อย”
“ที่นี่เราให้เฉพาะพ่อค้าพักเท่านั้น”
ทันใดนั้น พ่อค้าชาวต้าเยี่ยนที่เพิ่งเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงกลางโถงทางเดิน หันกลับมากล่าวว่า “ท่านผู้นี้คือนักพรตจากแคว้นต้าเยี่ยนของเรา เป็นยอดคนผู้บำเพ็ญเพียร มีอาคมแก่กล้า เจ้าอย่าได้ถือสาเลย ให้ท่านพักที่นี่สักสองสามวันเถิด ดีไม่ดีท่านอาจจะเชิญเทพเซียนมาปกปักษ์รักษาให้เจ้าค้าขายรุ่งเรืองขึ้นก็ได้นะ”
เถ้าแก่ฟังจบก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง
เขาจัดห้องในสุดให้ซ่งโหยว สำหรับพ่อค้าแล้วห้องนี้อาจจะเข้าออกลำบากไปนิด ทว่าสำหรับนักพรตกลับสงบเงียบยิ่งนัก ราคายังคงเท่ากับกลุ่มพ่อค้า เพียงแต่ไม่คิดค่าเช่าโกดัง ซึ่งถูกกว่าที่ซ่งโหยวและแม่นางสามสีคาดการณ์ไว้มาก
ทว่าร้านนี้เน้นให้เช่าระยะสั้น ไม่ว่าอย่างไรเถ้าแก่ก็ยินยอมให้ซ่งโหยวพักได้เพียงห้าวันเท่านั้น
ซ่งโหยวจึงนำม้าไปฝากไว้ที่เรือนหลัง ตกลงกับเถ้าแก่ว่ามันจะไม่วิ่งเพ่นพ่านหรือทำร้ายใคร และจะให้หญ้าแห้งมันทุกวัน จากนั้นจึงถือห่อสัมภาระเข้าไปในห้องพัก
ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงเตียงหลังหนึ่งและโต๊ะไม้ตัวเตี้ยยาวหนึ่งตัว ข้างโต๊ะปูพรมไว้สำหรับนั่ง นอกเหนือจากนั้นก็หามีสิ่งใดไม่ ประกอบกับเป็นอาคารหิน หน้าต่างจึงอยู่สูง ส่งผลให้ความรู้สึกดูโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก หนาวเย็นกว่าอาคารไม้ทั่วไป
ซ่งโหยวจึงเริ่มใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
ยามเย็นเมื่อออกไปเดินเล่น เขาก็ได้พบกับกลุ่มพ่อค้านั้นอีกครั้ง
พ่อค้าคนที่พูดช่วยเขาไว้ก่อนหน้ามีแซ่เซี่ย หลังจากสนทนากันจึงได้รู้ว่า โรงพักม้าแห่งนี้ทำธุรกิจกับพ่อค้าขาประจำโดยเฉพาะ กระทั่งการเจรจาซื้อขายก็มักจะกระทำกันภายในร้านนี้เอง
“แม้ที่นี่จะใช้เงินตราที่ต้าเยี่ยนหล่อขึ้นมา และใช้ทองเงินได้เหมือนกัน แต่พวกเราที่นี่มักจะไม่เอาสินค้ามาแลกเป็นเงิน เพราะแลกเป็นเงินแล้วก็แบกกลับไปไม่ได้ ต้องไปซื้อเครื่องเทศกลับไปอีก วุ่นวายนัก พวกเราเพียงแค่นำผ้าไหมเครื่องปั้นดินเผามา พอถึงที่นี่ก็จะมีพ่อค้าท้องถิ่นมาหา นำเครื่องเทศหรือของแปลกๆ มาแลกกับเรา เราก็นำของพวกนี้กลับไปทางตะวันออก พอถึงที่นั่นมันก็กลายเป็นเงินเองแหละ”
พ่อค้าแซ่เซี่ยกล่าวพลางเว้นจังหวะ “คุณชายไม่สังเกตหรือว่า ค่าพักที่นี่ถูกกว่าที่อื่นมาก เพราะถ้ามีพ่อค้าไหนตกลงซื้อขายกันที่นี่ เถ้าแก่ก็จะได้เงินส่วนแบ่งจากเขาด้วย เขาจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้พ่อค้าต้าเยี่ยนมาพักที่นี่เยอะๆ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวฟังจบก็ประสานมือคำนับ “ท่านช่วยพูดแทนพวกเราในตอนแรก ยามนี้ยังช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตา ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ”
“ท่านนักพรตเกรงใจไปแล้ว”
หลังจากกลุ่มพ่อค้าได้หย่อนใจและพักผ่อน ล้างหน้าดื่มน้ำเสร็จ ดูเหมือนจะเริ่มช่างพูดขึ้นมาก
ซ่งโหยวเดินเล่นกับพวกเขาในลานกว้าง เดินลอดใต้ซุ้มองุ่น สนทนาเรื่องราวของแดนตะวันตกและเมืองอวี้เฉิง ทั้งยังได้ฟังพวกเขาเล่าเรื่องภัยแล้งในซาโจวและพื้นที่รอยต่อแดนตะวันตกที่เริ่มจะทุเลาลง เรื่องบ่อน้ำหยดที่ผุดขึ้นอย่างปาฏิหาริย์ใต้เขาฮวาเหยียน รวมถึงเรื่องราวประหลาดรอบๆ เมืองอวี้เฉิง
“คุณชาย ยามนี้ดึกมากแล้ว แดนตะวันตกไม่เหมือนฉางจิง ที่นี่มีกฏห้ามออกจากที่พักในยามวิกาล ดึกๆ ดื่นๆ ก็มักจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยๆ ควรจะนอนพักผ่อนอยู่ในห้องให้ดี แยกย้ายกันกลับห้องเถิด”
“เรื่องประหลาดแบบไหนหรือ”
“มีเยอะจนเล่าไม่หมดหรอกขอรับ บ้างก็คล้ายกับเรื่องภูตผีปีศาจทางบ้านเรา บ้างก็ประหลาดล้ำกว่านั้น สรุปคือแค่เพียงอยู่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนาก็พอแล้ว ตอนกลางคืนหากได้ยินเสียงอะไรก็อย่าเปิดประตูออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด” พ่อค้าแซ่เซี่ยหยุดพูดครู่หนึ่งแล้วแสยะยิ้ม “แน่นอนว่าหากคุณชายเป็นผู้มีวิชาอาคมจริงๆ จะไม่ฟังคำของข้าก็ได้นะ”
“ขอบคุณท่านเซี่ยมาก”
“มิเป็นไร”
“เชิญกลับห้องเถิด”
ทั้งสองต่างค่อยๆ เดินแยกย้ายกลับเข้าห้องของตนเอง
…………………………