ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 556 กลิ่นหอมยามราตรีแดนประจิม ..............................
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 556 กลิ่นหอมยามราตรีแดนประจิม ..............................
บทที่ 556 กลิ่นหอมยามราตรีแดนประจิม
…………………………
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหมึก
บนโต๊ะไม้ยาวมีทั้งพู่กัน แท่นฝนหมึก และกระดาษจัดวางไว้ครบครัน
พู่กันนั้นเป็นขนหางหมาป่าบรรณาการที่ซื้อมายามเดินทางผ่านลั่วโจว ส่วนหมึกคือหมึกหนิงเซียงจากเมืองหยางตู แท่นฝนหมึกคือของขวัญที่อวี๋เจียนไป๋มอบให้เมื่อครั้งกลับฉางจิงคราวก่อน แม้แต่กระดาษก็เป็นกระดาษชั้นเลิศ แสงตะเกียงไหววับ เด็กหญิงตัวน้อยนั่งพับเพียบขดตัวอยู่บนพรม หมอบลงกับโต๊ะ มือถือพู่กันขนหมาป่า ค่อยๆ บรรจงเขียนตัวอักษรขนาดเล็กที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยประดุจตัวนางเอง
เอี๊ยด…
เพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคือนักพรตของตนที่เดินเข้ามา ทว่านางก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเพื่อยืนยันให้แน่ใจอีกครั้ง
“แม่นางสามสีเขียนบันทึกการเดินทางอยู่รึ”
ซ่งโหยวเอ่ยขึ้นขณะเดินเข้ามาในห้อง
“แม่นางสามสีเขียนบันทึกการเดินทางอยู่!”
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงเขียนต่อไปพลางเอ่ยเลียนแบบคำพูดของเขา จากนั้นจึงก้มหน้าถามว่า “เจ้าไปเที่ยวที่ไหนมา”
“แค่ไปเดินเล่นในลานบ้านน่ะ”
“สนุกไหม”
“ก็ไม่มีอะไรว่าสนุกหรือไม่สนุกหรอก เพียงแต่คืนนี้อากาศเย็นสบายดี ได้เดินคุยกับท่านเซี่ยก็รื่นรมย์ไม่น้อย ในลานบ้านยังปลูกองุ่นไว้ด้วย ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน” ซ่งโหยวตอบอย่างเรียบง่าย ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกแปลกๆ ราวกับนางเป็นผู้ปกครองของบ้านอย่างไรอย่างนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ท่านเซี่ยผู้นั้นเป็นชาวอั๋งโจว มาจากอำเภอจูอวี้ เป็นคนบ้านเดียวกับท่านแม่ทัพเฉิน ข้ากับเขาตกลงกันไว้ว่า พรุ่งนี้จะไปเดินเที่ยวเมืองอวี้เฉิงด้วยกัน”
“แม่ทัพเฉินฟื้นหรือยัง”
“มิอาจรู้ได้”
“คืนนี้แม่นางสามสีก็จะออกไปเดินเล่นเหมือนกัน!”
“ก็ดีเหมือนกัน เพียงแต่แถวนี้ไม่ค่อยสงบนัด ได้ยินท่านเซี่ยบอกว่าตอนกลางคืนมักมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยๆ แม่นางสามสีจำไว้ว่าต้องระวังตัวด้วย”
“รู้แล้วน่า!”
“อันที่จริงข้าก็คงไม่ต้องกังวลสิ่งใด…”
ซ่งโหยวกล่าวพลางรื้อค้นห่อสัมภาระ หยิบชุดนักพรตที่สะอาดออกมาวางไว้ข้างเตียง นำเครื่องใช้สำหรับล้างหน้าออกมาวางเรียงกันพอดีในช่องหินที่ถูกเจาะไว้บนผนัง ซึ่งดูเหมือนจะมีไว้เพื่อวางของเหล่านี้พอดี
จากนั้นเขาก็หยิบดินวิเศษทั้งสี่ทิศออกมาวางไว้ในอีกช่องหนึ่ง
ในบรรดานั้น ดินวิเศษสามทิศสามารถสลายรัศมีได้ ดินวิเศษธาตุดินจึงดูเหมือนกับกองทรายไหลเวียน ดินวิเศษธาตุทองดูเหมือนแผ่นโลหะที่เรียบเนียนดุจกระจก ดินวิเศษธาตุน้ำดูเหมือนน้ำทะเลจำลองขนาดจิ๋ว จะมีก็เพียงดินวิเศษธาตุไฟที่ตัวมันเองเปรียบเสมือนแสงสีแดงและเปลวเพลิง ต่อให้ดับเปลวไฟไปแล้วก็ยังคงมีแสงเรืองรองออกมา ยามวางลงในช่องหินจึงดูเหมือนว่าในห้องมีตะเกียงอีกดวง
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของแสงในห้องได้อย่างฉับไว นางหยุดพู่กันทันทีแล้วเงยหน้ามองเขา คิ้วเรียวสวยมุ่นเข้าหากัน “วางไว้แบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวก็โดนขโมยไปหรอก”
น้ำเสียงนั้นฟังดูราวกับว่านักพรตเป็นเด็กไม่รู้จักความ
ทำให้แม่นางสามสีต้องคอยเป็นกังวลจนใจจะขาด
“ไม่เป็นไรหรอก”
“กว่าจะหามาได้ ลำบากจะตาย!”
“ต่อให้ไม่วางไว้ตรงนี้ แต่ใส่ไว้ในห่อผ้า ถ้าเขาจะขโมยเสียอย่าง อย่างไรก็โดนขโมยอยู่ดี”
“อ้อ…จริงด้วย…”
เด็กหญิงตัวน้อยชะงักไป คิ้วยิ่งมุ่นแน่นกว่าเดิม สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและเศร้าหมอง “ถ้าอย่างนั้นแม่นางสามสีจะเฝ้าอยู่ที่นี่ทุกวันเลย!”
“ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้พวกเขาขโมยไปเถิด” ซ่งโหยวจ้องมองดินวิเศษทั้งสี่ทิศพลางดีดนิ้วไปทางดินวิเศษธาตุน้ำเบาๆ พลันมีแสงสายหนึ่งพุ่งออกไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดินวิเศษนั้น “หากพวกเขาขโมยไป พวกเราก็จะได้รู้ว่าเขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
แม่นางสามสีถึงกับอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที
นางเข้าใจถึงกลเม็ดเคล็ดลับในนั้นได้ในชั่วพริบตา
นี่น่ะหรือคือทักษะการล่าระดับสูงในโลกมนุษย์
“แล้วถ้าเขาไม่มาล่ะ”
“ไม่มีทางที่เขาจะไม่มาหรอก”
บรรดาพระภิกษุในวัดแห่งนั้น แม้จะมิใช่ตัวจอมมารเอง แต่ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นตัวแทนของเขา เป็นส่วนที่แตกแขนงออกมาจากนิสัยใจคอและความชื่นชอบของจอมมาร
ดินวิเศษทั้งห้าทิศคือของวิเศษแห่งฟ้าดิน เป็นผลึกแห่งมรรคา หากมิใช่ยอดคนยุคบรรพกาลอย่างองค์เทพเหยียนหยาง หรือผู้ที่ล่วงรู้ความลับว่าดินวิเศษและผู้สืบทอดอารามฝูหลงเป็นตัวแทนของสิ่งใด ย่อมยากที่ปีศาจตนใดจะต้านทานสิ่งเย้ายวนนี้ได้ ยิ่งตบะแก่กล้าเท่าใด ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความลี้ลับแห่งมรรคาในดินวิเศษ และยิ่งยากจะหักห้ามใจ
ยิ่งไปกว่านั้น จอมมารก็มีความละโมบในสมบัติและนิสัยชอบสะสมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หากเขาสามารถอดใจต่อสิ่งล่อตาล่อใจอย่างดินวิเศษทั้งห้าทิศได้จริงๆ ซ่งโหยวยังจะขอยอมรับในตัวเขาหนึ่งส่วน หรือหากเขาไม่กระทำการเยี่ยงโจรขโมยจริงๆ ก็ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่เขาแช่แข็งกองทัพไว้บนภูเขานั้น จุดประสงค์หลักอาจมิใช่การชิงหยกห้าสีหรือสมบัติอื่น และเมื่อคืนที่วางแผนล่อซ่งโหยวไปพักค้างแรมก็อาจมิได้ละโมบสิ่งใดในตัวซ่งโหยว หากเป็นเช่นนั้นจริง จะปล่อยเขาไปสักคราจะเป็นไรมี
ทั้งยังประหยัดแรงไปได้อีกโข
“ข้าจะมาร่วมเขียนบันทึกการเดินทางกับแม่นางสามสีด้วย” ซ่งโหยวกล่าวพลางนั่งลงที่ปลายโต๊ะไม้อีกด้านหนึ่ง ทว่ากลับเห็นเด็กหญิงรีบยื่นมือออกมาปิดกระดาษและลายมือตรงหน้าตนไว้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
“แม่นางสามสีระแวงข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ เป็นเพราะปกติแม่นางชอบแอบดูข้าบ่อยๆ เลยคิดว่าข้าจะแอบดูเจ้าเหมือนที่เจ้าทำกับข้าอย่างนั้นหรือ”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยถึงกับน้ำท่วมปาก
อยากจะโต้แย้ง ทว่ากลับเม้มริมฝีปากเข้าหากันแล้วก็กลืนคำพูดลงคอไป
ทว่านักพรตหาได้สนใจนางไม่ เขาพับแขนเสื้อขึ้นอย่างใจเย็น ปูกระดาษออกอีกแผ่นหนึ่ง แล้วเรียกดินวิเศษธาตุทองมาวางทับไว้เป็นที่ทับกระดาษ ก่อนจะจุ่มหมึกและเริ่มตวัดพู่กัน
ปลายพู่กันจรดลงพร้อมกลิ่นหอมของน้ำหมึก
เด็กหญิงที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังคงระแวดระวัง นางลืมตาโตจ้องมองเขาอยู่นาน เมื่อเห็นว่าเขามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเขียนตัวอักษรอย่างใจจดใจจ่อ และสายตาก็เอาแต่จับจ้องกระดาษของตนเอง แม้กระดาษทั้งสองแผ่นจะวางใกล้กันจนแทบจะติดกัน เขาก็ยังไม่เคยมองข้ามมาดูว่านางเขียนสิ่งใด นางจึงค่อยๆ คลายความระแวงลง
จากนั้นนางยังแอบชะเง้อมองดูว่านักพรตเขียนอะไรอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือและเริ่มลงมือเขียนต่อเช่นกัน
ภายใต้แสงไฟจากเปลวเพลิงและตะเกียง คนหนึ่งตัวใหญ่คนหนึ่งตัวเล็ก ทั้งคู่ต่างก้มหน้าก้มตาเขียนงานพรรณนาถึงทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่และวิถีผู้คนที่มีเอกลักษณ์ของดินแดนประจิม รวมถึงเรื่องราวภูตผีปีศาจและเหตุการณ์ประหลาดตลอดการเดินทาง เพียงแต่ทัศนะของทั้งสองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ชั่วขณะหนึ่ง เมืองอวี้เฉิงทั้งเมืองดูเหมือนจะเงียบสงบลงอย่างที่สุด
“จะว่าไป ข้าค่อนข้างชอบที่นี่เลยทีเดียว…”
ซ่งโหยวเอ่ยกับนางพลางตวัดพู่กันโดยมิเงยหน้าขึ้นมอง
โรงพักม้าแห่งนี้ยามกลางวันช่างเต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ยิ่งนัก ทว่ายามราตรีกลับสงบเงียบกว่าที่คิดไว้มาก
ช่วงกลางวันผู้คนเดินกันขวักไขว่ มีทั้งคนที่มาจากแคว้นต้าเยี่ยน พ่อค้าท้องถิ่น ไปจนถึงผู้คนที่มาจากดินแดนทางทิศตะวันตกที่ไกลออกไป ความวุ่นวายเหล่านั้นเปิดโอกาสให้ซ่งโหยวได้ซึมซับกลิ่นอายแดนตะวันตกและเปิดหูเปิดตาเพิ่มพูนความรู้ ส่วนยามค่ำคืน บรรดาพ่อค้าเหล่านี้ต่างเข้านอนกันแต่หัววัน หาได้มีการร่ำสุราขับขานบทเพลงหรือจุดเทียนเสวนากันยันรุ่งเช้า แม้จะมีเสียงกรนบ้าง ทว่าตัวอาคารที่เป็นหินก็ช่วยเก็บเสียงได้ดีกว่าฝาไม้มากนัก ซ่งโหยวจึงแทบไม่ได้ยินเสียงรบกวนใดๆ
เรือนหลังติดริมแม่น้ำ มีลานกว้างขวางให้เจ้าม้าที่ไม่ได้ถูกล่ามโซ่เดินเล่นได้อย่างอิสระ เรือนหน้ามีซุ้มองุ่นที่ใกล้จะสุกงอม มิพักต้องกล่าวว่าจะมีวาสนาได้ลิ้มรสหรือไม่ เพียงแค่ได้เห็นก็รู้สึกถึงความสุนทรีย์แล้ว
“น่าเสียดายที่พักได้เพียงห้าวัน”
“แม่นางสามสีก็ชอบที่นี่เหมือนกัน!”
“เพราะที่นี่หนูเยอะใช่หรือไม่”
“เอ๋!”
“เจ้ามีความสามารถถึงขั้นไปถึงที่ไหนก็รู้ว่าที่นั่นมีหนูกี่ตัวแล้วรึ”
“เดาเอาทั้งนั้น”
“อ้อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขียนตัวอักษรลงไปอีกสองสามตัว แล้วจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “หากแม่นางสามสีช่วยเถ้าแก่จับหนูที่นี่ให้หมด เขาจะยอมให้พวกเราพักต่ออีกหลายๆ วันไหมนะ”
“นั่นก็คงต้องขึ้นอยู่กับวาทศิลป์ของแม่นางสามสีแล้วละ”
“เจ้าไปบอกเถ้าแก่ให้ทีสิ!”
“ตัวข้าฝีปากมิสู้ดี เกรงว่าจะมิอาจแบกรับหน้าที่นี้ได้”
“แบกรับหน้าตา…”
“แบกรับหน้าที่”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยเงียบเสียงลง พลางเขียนไปคิดไป
“จริงด้วย แม่นางสามสี แล้วก็เยี่ยนอันด้วย” ซ่งโหยวเอ่ยต่อขณะยังคงเขียนอยู่ “ในช่วงไม่กี่วันนี้ หากข้าออกไปข้างนอก พวกเจ้าไปกับข้าจะดีที่สุด หรือหากมิไปกับข้า จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกก็ได้ แต่อย่ารั้งอยู่ในห้องเพียงลำพัง เผื่อว่ายามที่ผู้นั้นมา จะได้ไม่ต้องปะทะกับเขาเข้า”
“รับทราบแล้ว”
หลังจากนั้นซ่งโหยวก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก
เขาเขียนต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วยามจึงเข้านอน ส่วนแม่นางสามสีนั้นขยันขันแข็งกว่านัก นางเขียนต่อไปจนถึงกลางดึก จึงค่อยจำแลงกายกลับเป็นแมวแล้วออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก
เช้าวันรุ่งขึ้น
เสียงเคาะประตูปลุกให้ซ่งโหยวตื่นจากนิทรา
ยามที่เขาตื่นขึ้น แม่นางสามสีได้คืนร่างกลับเป็นแมวแล้ว นางขดตัวอยู่บนพรมข้างโต๊ะ เดิมทีกำลังหลับปุ๋ย ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็พลันลืมตาขึ้น เงยหน้ามองไปทางประตูด้วยท่าทางงัวเงีย
“ตื่นแล้ว”
ซ่งโหยวรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
ผู้ที่มาเคาะประตูคือพ่อค้าแซ่เซี่ยนั่นเอง
เมื่อคืนได้ร่วมเดินเล่นใต้ซุ้มองุ่นและสนทนากันอยู่นาน ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่านักพรตผู้นี้เป็นคนน่าคบหา เช้าตรู่จึงมาเรียกขานเพื่อเตือนว่าเถ้าแก่ได้เตรียมมื้อเช้าไว้ให้ผู้เข้าพักแล้ว และชวนให้ไปทานด้วยกัน มิเช่นนั้นหากเลยเวลาจะมิทันการ และต้องเสียเงินออกไปหาซื้อเองข้างนอก
ซ่งโหยวกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเขา
ห้องอาหารเป็นอาคารหินที่ค่อนข้างกว้างขวาง พื้นปูด้วยพรม มีโต๊ะไม้ตัวเตี้ยยาววางเรียงราย ยามนี้ผู้คนเบียดเสียดหนาตาจนมินับถ้วน ล้วนเป็นพ่อค้าจากทั้งทิศตะวันออกและตะวันตก นั่งล้อมวงทานอาหารกันบนพรม
มื้อเช้าคือนมอูฐต้มและแป้งย่าง
ตรงมุมห้องยังพอมีที่ว่าง ซ่งโหยวกับพ่อค้าแซ่เซี่ยต่างรับอ่างดินเผามาคนละใบ ไปตักนมอูฐจากถังไม้ของเถ้าแก่มาคนละชาม และหยิบแป้งทรงกลมมาคนละแผ่น จากนั้นจึงไปนั่งกับที่
“เมื่อคืนคุณชายนอนหลับสบายดีหรือไม่”
“หลับสบายดียิ่งนัก ที่นี่สงบเงียบกว่าที่ข้าคิดไว้มาก” ซ่งโหยวตอบ
“คนที่พักที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่เดินทางสัญจรไปมา ระหว่างทางเราฝึกจนเป็นนิสัย พอฟ้ามืดก็ต้องรีบนอน นอกจากเสียงกรน เสียงละเมอ หรือเสียงนอนกัดฟันแล้ว ก็หามีเสียงเคลื่อนไหวอื่นใดไม่” พ่อค้าแซ่เซี่ยพุงพลุ้ยดูสมเป็นพ่อค้าวัยกลางคน เขากล่าวพลางยกยิ้มร่า และอดมิได้ที่จะทำท่าทางลึกลับ “เมื่อคืนคุณชายได้ลุกขึ้นมากลางดึกบ้างหรือไม่”
“หลังจากหลับไปแล้วก็ได้ลุกขึ้นมาเลย”
“เช่นนั้นตื่นเช้าหรือไม่”
“เพิ่งจะตื่นเมื่อครู่นี่เอง”
“ไอ้หยา! เช่นนั้นข้าก็รบกวนท่านแล้วสิ ข้านึกว่าคุณชายจะนอนไวและตื่นตั้งแต่ยามสี่หรืออย่างช้าก็ยามห้าเหมือนพวกข้า มิคาดคิดเลยว่ายอดคนเหนือโลกหล้าจะใช้ชีวิตอย่างสุนทรีย์ถึงเพียงนี้” พ่อค้าแซ่เซี่ยประสานมือคารวะก่อนจะเอ่ยต่อ “เดิมทีข้าตั้งใจจะถามคุณชายว่า เมื่อคืนท่านสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างข้างนอกหรือไม่”
“ความผิดปกติอันใดรึ”
“ราวๆ ยามสี่หรือยามห้า ข้างนอกมีคนจุดไฟย่างเนื้อ กลิ่นหอมฟุ้งเชียวละ พอเช้าวันนี้ตื่นขึ้นมา แม้ในลานจะมิพบเศษกระดูกหรือรอยเท้าใดๆ แต่ตรงข้างกองไฟเดิมที่เถ้าแก่กับพ่อค้าใช้ย่างเนื้อตอนกลางวัน กลับมีร่องรอยกองไฟเล็กๆ ที่เพิ่งมอดไปเพิ่มขึ้นมาอีกกองหนึ่ง”
“มีใครออกไปตรวจดูบ้างหรือไม่”
“ใครจะกล้าเล่า เรื่องประหลาดแถวนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งยังมีสารพัดรูปแบบ พอตกกลางคืนเกิดเรื่องพิลึกอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครแปลกใจหรอก”
สีหน้าของพ่อค้าแซ่เซี่ยดูแปลกพิกล ทั้งยังดูเหมือนกำลังทอดถอนใจ “บางทีเรื่องภูตผีปีศาจก็เหมือนกับเรื่องในโลกมนุษย์นั่นแล ตราบใดที่ท่านไม่เปิดประตูออกไปดู มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน แต่หากเมื่อใดที่ท่านเปิดประตูหรือเปิดหน้าต่างออกไป เมื่อนั้นเอง ภัยก็จะมาถึงตัว ข้าเองก็รอจนเช้าตรู่ให้ฟ้าสาง เรื่องราวจบสิ้นลงแล้ว ถึงกล้ามาคุยเล่นกับท่านเป็นหัวข้อสนทนาสนุกๆ แต่หากเป็นตอนกลางคืนละก็ ให้ตายข้าก็ไม่กล้าเปิดประตูเด็ดขาด”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะเผยยิ้มออกมา
มิคาดเลยว่า เรื่องราวของภูตผีปีศาจ จะสามารถโยงเข้ากับสัจธรรมแห่งโลกมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
…………………………