ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 557 พ่อค้าสัญจรและดินแดนประจิม
บทที่ 557 พ่อค้าสัญจรและดินแดนประจิม
…………………………
หลังเสร็จสิ้นมื้อเช้า พ่อค้าแซ่เซี่ยก็มาพาซ่งโหยวออกไปเดินเล่นตามนัด โดยมีพ่อค้าอีกสองสามคนร่วมเดินทางไปด้วย
ที่แห่งนี้คือจุดหมายปลายทางของพวกเขา
พ่อค้าแซ่เซี่ยเดินทางมาที่นี่ปีละหนึ่งครั้ง นับตั้งแต่รุ่นปู่ของเขาที่เริ่มก้าวเดินบนเส้นทางสายไหมอันเป็นเส้นทางการค้าทองคำสายนี้
เริ่มออกเดินทางจากฉางจิงมาถึงที่นี่ ระยะทางเก้าพันลี้โดยมิหยุดพัก ต่อให้ฝีเท้าเร็วเพียงใดก็ต้องใช้เวลาเดินทางสามถึงสี่เดือน ไปกลับรอบหนึ่งก็กินเวลาเจ็ดถึงแปดเดือนเข้าไปแล้ว
หากหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่หนาวจัดและร้อนจัดที่สุดของปี ปีหนึ่งย่อมเดินทางไปกลับได้เพียงรอบเดียวพอดี
พ่อค้าแซ่เซี่ยใช้ชีวิตบนเส้นทางนี้มาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว
ปีก่อนนู้นนับว่าเดินทางยากลำบากที่สุด เมื่อปีกลายจู่ๆ ก็มีบ่อน้ำหยดผุดขึ้นกลางทะเลทราย การเดินทางจึงดีขึ้นกว่าปีก่อนเล็กน้อย ส่วนปีนี้ภัยแล้งเริ่มทุเลาลง ถนนหนทางจึงเดินได้สะดวกขึ้นอีกหน่อย
คนเหล่านี้เองที่เป็นผู้ค้ำจุนความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหม และเป็นผู้ทอดสะพานเชื่อมโยงอารยธรรมตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน มิพักต้องกล่าวถึงสิ่งอื่น เพียงแค่แตงโมที่ซ่งโหยวได้กินระหว่างทาง ก็เป็นฝีมือพวกเขานี่เองที่แบกน้ำและพกพาแตงโมมาจากแดนไกลเพื่อใช้ประทังชีวิตและแก้กระหายตลอดทาง บางทีในยุคสมัยนี้ พวกเขาอาจเป็นเพียงพ่อค้าที่ดูต่ำต้อยไร้ชื่อเสียง ทว่าหากจารึกลงในพงศาวดาร พวกเขาคือเม็ดทรายดุจดวงดาวที่ประกอบกันเป็นทางช้างเผือกอันโชติช่วงอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้จักมักคุ้นกับเมืองอวี้เฉิงเป็นอย่างดี
“ในเมื่อคุณชายจาริกไปทั่วใต้หล้า มาถึงเมืองอวี้เฉิงแล้วย่อมต้องไปที่ประตูเมืองทิศตะวันออก ที่นั่นเป็นประตูเมืองที่ใหญ่ที่สุดและสร้างได้โอ่อ่ายิ่งนัก” พ่อค้าแซ่เซี่ยเอ่ยกับเขา “ทุกครั้งที่ราชทูตจากราชสำนักหรือแม่ทัพจากหัวเมืองชายแดนมาถึงอวี้เฉิง กษัตริย์แห่งอวี้เฉิงจะมาต้อนรับด้วยพระองค์เองที่นี่ ทุกเช้าที่นี่จะคึกคักมาก มีของขายทุกสารพัดอย่าง พอตกบ่ายคล้อยก็จะมีคนนับร้อยมารวมตัวกันร้องรำทำเพลง ชาวอวี้เฉิงรักการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ คนจำนวนมากมาร่ายรำพร้อมกันเช่นนั้น ก็นับว่ามีเสน่ห์ไปอีกแบบ”
“ข้าจดจำไว้แล้ว”
ภายใต้อรุณรุ่ง เมืองหินสีเหลืองนวลแห่งดินแดนประจิม ท่วงทำนองดนตรีลอยละล่องกลางอากาศ ผู้คนนับร้อยร่ายรำพร้อมกัน ซ่งโหยวเริ่มจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์นั้นออกมาได้ลางๆ
“หากนักพรตมีอารมณ์สุนทรีย์ จะลงไปร่วมร่ายรำกับพวกเขาก็ได้นะ พวกเขาต้อนรับขับสู้เก่งนัก”
พ่อค้าแซ่เซี่ยหัวเราะร่วน ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากจะให้บอกว่าเมืองอวี้เฉิงมีดีที่ตรงไหน พวกข้าก็บอกมิถูกเหมือนกัน ความจริงมันมิได้รุ่งเรืองเท่าฉางจิง และหามีความรื่นรมย์ที่หลากหลายเท่าฉางจิงไม่ พวกข้ามาถึงที่นี่ เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ก็เพียงแค่หาของดีๆ กินให้อิ่มหนำสักสองสามวัน พักผ่อนให้เต็มที่ หา…เฮ้อ…หาความสำราญใส่ตัว แล้วก็เดินทางกลับ ทว่าก็น่าแปลกนัก ยามอยู่ที่นี่ก็คิดถึงบ้านคิดถึงฉางจิง แต่พอจากที่นี่ไป กลับถวิลหาที่แห่งนี้อย่างบอกมิถูก”
พ่อค้าอีกคนที่เดินข้างๆ ยิ้มพลางกล่าวเสริม “บางทีพวกเราคงเกิดมาเพื่อมีชีวิตที่ต้องรอนแรมบนเส้นทางสายนี้กระมัง!”
บรรดาพ่อค้าพากันหัวเราะเสียงดัง
ชั่วขณะนั้นดูมีสง่าราศีและใจคอกว้างขวางอย่างประหลาด
ระยะทางหมื่นลี้ ดินแดนต่างถิ่น ขุนเขาสลับซับซ้อน วิกฤตการณ์มินับถ้วน ทั้งยังโดดเดี่ยวและเงียบเหงา การจะก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ต้องใช้ความกล้าหาญมหาศาล
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนบนแผ่นดินนี้เคยสำแดงความกล้าหาญมาแล้วนับครั้งมิถ้วน ทว่าในบรรดาเศษเสี้ยวของความกล้าหาญอันเป็นที่สุดของมนุษย์เหล่านั้น ย่อมต้องมีฉากทัศน์หนึ่งที่เป็นของ “ผู้บุกเบิก” ที่รอนแรมไปตามทางหมื่นลี้และมาเยือนดินแดนตะวันตกเพียงลำพัง
จากนั้น พ่อค้าและนักเดินทางรุ่นหลังจึงได้เดินตามรอยเท้าของเขาไป
กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ล้วนแซ่เซี่ย เป็นญาติสนิทมิตรสหายหรือคนบ้านเดียวกัน ความสัมพันธ์เช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในขบวนการค้าบนเส้นทางสายนี้
เมื่อมีใครคนหนึ่งหาเลี้ยงชีพจนกอบโกยทรัพย์สินมหาศาลจากเส้นทางนี้ได้ ย่อมดึงดูดคนใกล้ชิดที่สุดให้ตามมา และเมื่อพวกเขาต้องการคนช่วยงาน บนเส้นทางที่ยาวไกลและอันตรายเช่นนี้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงย่อมเป็นเครือญาติหรือคนบ้านเดียวกัน สายสัมพันธ์ทางสังคมตามธรรมชาติจะรวบรวมพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน และเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า ก็จะกลายเป็นขบวนการค้าที่มั่นคง
เพียงแต่มิอาจรู้ได้ว่า หลังจากสิ้นแผ่นดินต้าเยี่ยนไปแล้ว ราชวงศ์ใหม่จะยังสามารถผนวกแดนตะวันตกเข้าไว้ในแผนที่ได้อีกหรือไม่
“หากคุณชายอยากถามถึงทัศนียภาพนอกเมืองอวี้เฉิง พวกข้าก็มิอาจล่วงรู้ได้ นอกจากเส้นทางที่เดินมา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกข้าก็มิเคยไปที่อื่นในเมืองอวี้เฉิงเลย แต่ถ้าคุณชายถามว่าในเมืองนี้มีของอร่อยหรือที่เที่ยวที่ใดบ้าง พวกข้าพอจะแนะนำได้” พ่อค้าแซ่เซี่ยกล่าวพลางชำเลืองมองเด็กหญิงข้างกายซ่งโหยว “เพียงแต่บางสถานที่ คุณชายอาจไม่สะดวกใจจะไปนัก”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
“เช่นนั้นคุณชายก็นับว่าพลาดของดีไปเสียแล้ว” พ่อค้าแซ่เซี่ยอดหัวเราะมิได้ “ความงามของนางระบำแดนตะวันตกนั้น แตกต่างจากสตรีในจงหยวนโดยสิ้นเชิงเชียวละ”
ทว่าเด็กหญิงข้างกายกลับทำหน้าฉงน อดมิได้ที่จะถามขึ้นว่า “ความงามอะไรหรือ แม่นางสามสีขอไปดูด้วยคน!”
“ฮ่าๆ…”
บรรดาพ่อค้าพากันหัวเราะลั่น ทว่ามิได้อธิบายความนัยต่อ แต่กลับพากันนำเที่ยวชมเมืองอวี้เฉิงต่อไป
การที่มีคนนำทาง เดินเที่ยวไปพลางรับฟังคำอธิบายไปว่าสิ่งนี้คืออะไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ได้เข้าถึงขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ย่อมเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเดินชมด้วยตนเองเพียงลำพังอย่างสิ้นเชิง
ดวงตะวันเริ่มลอยสูงขึ้น
“ใกล้เที่ยงแล้ว วันนี้ให้พวกข้าเป็นเจ้ามือ เลี้ยงคุณชายให้ลองชิมแกงเนื้อแกะกับขนมปี้หลัวย่าง[1]ของเมืองอวี้เฉิงสักหน่อยเถิด” พ่อค้าแซ่เซี่ยชี้ไปยังร้านค้าเบื้องหน้าพร้อมทำท่าอัญเชิญ “ปี้หลัวของที่นี่มิเหมือนกับปี้หลัวในฉางจิง ปี้หลัวในฉางจิงใช้วิธีทอด แต่ที่นี่ใช้ย่างในเตา รสชาติมีเอกลักษณ์ไม่เบา”
“เมื่อวานเพิ่งจะรับความเมตตาจากพวกท่านไป ยังมิได้ตอบแทนเลย วันนี้ยังรบกวนให้พวกท่านช่วยนำทางเดินชมบ้านเมืองอวี้เฉิงจนได้เปิดหูเปิดตา จะให้พวกท่านเสียเงินอีกได้อย่างไร ควรจะเป็นฝ่ายเราที่เลี้ยงมื้อนี้ถึงจะถูก”
“จะให้นักพรตควักเงินเลี้ยงข้าวได้อย่างไรกัน”
กลุ่มพ่อค้าหัวเราะร่วน แล้วพาซ่งโหยวเข้าไปในร้าน
ตัวร้านยังคงเป็นอาคารหิน มีหน้าร้านชัดเจน พื้นปูด้วยพรมที่ดูจะมอมแมมไปบ้าง บนพรมมีเบาะรองนั่งสานจากหญ้าและโต๊ะตัวเตี้ยตั้งอยู่หลายตัว ภายในมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วบ้าง
พ่อค้าแซ่เซี่ยสนทนากับเจ้าของร้านด้วยภาษาท้องถิ่น ซ่งโหยวเพียงกล่าวประโยคเดียวว่า ‘ข้ากินสิ่งใด ศิษย์น้อยของข้าก็กินสิ่งนั้น’ นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ได้แทรกแซงอะไรอีก
มินานนัก อาหารก็ถูกยกมาวางไว้
แกงเนื้อแกะถูกตุ๋นมาในโถดินเผาขนาดเล็ก ดูคล้ายโถใส่น้ำชา ทุกคนได้รับคนละโถ ภายในมีเนื้อแกะชิ้นโตต้มกับต้นหอมป่า นอกจากเกลือกับน้ำแล้วดูเหมือนจะมิได้ใส่เครื่องปรุงอื่นใดอีก แกงแกะที่มีน้ำมันลอยอยู่จางๆ กับเนื้อแกะชิ้นใหญ่ที่ต้มจนขาวนวล ดูแล้วชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
เมื่ออาหารมาถึง บรรดาพ่อค้าก็กวักมือชวนให้เขาเริ่มลงมือกินทันที
ซ่งโหยวเป่าแกงให้หายร้อนก่อนจะลิ้มรสไปหนึ่งคำ เพียงแค่คุณภาพของเนื้อแกะก็เพียงพอจะนิยามความเลิศรสของแกงโถนี้ได้แล้ว
ซ่งโหยวทำตามอย่างพวกพ่อค้า เขาค่อยๆ กัดเปิดมุมหนึ่งอย่างระมัดระวังเพื่อกินชั้นแป้งด้านนอกก่อน แป้งชั้นนี้ช่างน่าสนใจนัก ผิวนอกสุดกรอบแข็งทว่าเนื้อแป้งด้านในที่สัมผัสกับน้ำแกะกลับนุ่มละมุน ทั้งยังดูดซับน้ำมันและน้ำแกงไว้จนชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมของแป้งผสมกับกลิ่นเนื้อ ชวนให้เคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
แม่นางสามสีก็ทำตามอย่างซ่งโหยวไม่มีผิดเพี้ยน
รอบข้างมีเสียงสนทนาดังมาไม่ขาดสาย เป็นชาวท้องถิ่นที่กำลังใช้ภาษาของตนคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น ราวกับเรื่องราวที่เล่าอยู่นั้นน่าสนใจมาก จนดึงดูดให้ลูกค้าหลายคนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
แม้แต่พ่อค้าที่ร่วมโต๊ะกับซ่งโหยวก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางนั้นบ่อยๆ เพียงแต่บางคนฟังอย่างเข้าถึงอารมณ์ ส่วนบางคนกลับทำหน้าฉงน ซ่งโหยวเดาว่าแม้จะเป็นพวกเขาเอง ก็คงมิใช่ทุกคนที่จะแตกฉานในภาษาท้องถิ่นนัก
“คนพวกนี้กำลังคุยกันเรื่องประหลาดบนภูเขานอกเมือง” พ่อค้าแซ่เซี่ยหันมาบอกซ่งโหยว “ไม่ทราบว่าคุณชายเคยได้ยินเรื่องเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่กองทัพสี่หมื่นนายถูกปีศาจแช่แข็งไว้บนภูเขานอกเมืองหรือไม่ เมื่อสองวันก่อนไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านแถวเชิงเขาตระหนักได้ว่ามีน้ำไหลหลากลงมาจากภูเขาเยอะมาก พออาศัยช่วงกลางวันปีนขึ้นไปดูถึงได้พบว่า บนเขาลูกนั้นที่ควรจะเต็มไปด้วยทหารม้าที่ถูกแช่แข็ง ยามนี้ไม่เพียงทหารเหล่านั้นจะหายไป แต่กลับถูกดินโคลนถล่มลงมาทับถมจนมิด กระทั่งทะเลสาบในหุบเขาก็หายไปด้วย ไม่รู้เลยว่าเกิดอาเพศอันใดขึ้น”
“พอจะได้ยินมาบ้างเหมือนกัน” ซ่งโหยวตอบตามจริง
เด็กหญิงที่นั่งข้างกายเขากลับใช้มือเปล่าหยิบเนื้อแกะในโถมาแทะกินอย่างมูมมาม ราวกับมิได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกัน ทั้งยังฉีกเนื้อออกมาเป็นเส้นเล็กๆ แล้วชะโงกหน้าออกไปนอกร้าน หมายจะป้อนให้นกนางแอ่นกิน
ทว่าในร้านคนพลุกพล่านนัก นกนางแอ่นจึงมิยอมบินลงมา
“ได้ยินว่าตอนนั้นกองทัพชุดนั้นไปปล้นสะดมทองเงินอัญมณีและของล้ำค่าจากเหว่ยหลันกลับมามหาศาล ไม่รู้ว่าสมบัติพวกนั้นยังอยู่ไหม ถ้าพวกเราบังเอิญไปเจอเข้า คงได้รวยเละแน่ๆ” พ่อค้าคนหนึ่งบิปี้หลัวย่างพลางวาดฝัน
“จะมีโชคลาภลอยมาง่ายๆ ปานนั้นเชียวรึ!”
“ระวังจะโดนปีศาจจับกินเสียก่อนเถอะ”
ซ่งโหยวเพียงแต่ยิ้มรับฟัง ร่วมแบ่งปันบรรยากาศที่ผ่อนคลายของพวกเขา
“เรื่องประหลาดในเมืองอวี้เฉิงนี่นับวันยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้” พ่อค้าแซ่เซี่ยยกขึ้นมาคุยเล่นบนโต๊ะอาหาร “เมื่อกี้เจ้าของร้านนี้ยังเล่าเลยว่า เมื่อสองวันก่อนตอนพวกเขากำลังจะกินข้าวที่บ้าน อุตส่าห์ทำไก่เผาไว้ตัวหนึ่ง กำลังจะลงมือกิน พอพอยกมาตั้งบนโต๊ะปุ๊บ ไก่เผาก็หายวับไปกับตา กระทั่งจานก็ไม่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้า พวกท่านว่ามันไม่ประหลาดไปหน่อยหรือ”
พวกพ่อค้าพอมองออกว่านักพรตกับเด็กหญิงคู่นี้มีความพิสดารแฝงอยู่ โดยเฉพาะตอนที่เขาเล่าเรื่องลี้ลับที่เด็กๆ มักจะสนใจ เด็กหญิงคนนี้กลับทำเป็นหูทวนลมมาตลอด เขาจึงลอบสังเกตพฤติกรรมนางอยู่บ้าง ทว่ายามนี้กลับถูกสายตาจ้องเขม็งที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันทำเอาเขารู้สึกพิกลอย่างบอกไม่ถูก
ครู่หนึ่ง เด็กหญิงก็กลับมาเป็นปกติ ก้มหน้าก้มตาแทะเนื้อแกะในมือต่อ
พ่อค้าสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงคนนี้กินเนื้อโดยไม่เคี้ยวเลย
นางเพียงใช้ปากฉีกเนื้อออกมา วางไว้ที่ฟันกรามบดสองสามทีแล้วก็กลืนลงไป ไม่มีกระบวนการเคี้ยวอาหารอย่างละเอียดเลยสักนิด
“เถ้าแก่รู้ไหมว่าปีศาจตนไหนเอาไก่ย่างไป”
เสียงของนักพรตขัดจังหวะข้อสงสัยของเขา
พ่อค้ารีบดึงสติกลับมา “เรื่องนั้นจะไปรู้ได้อย่างไรกันเล่า”
“เรื่องประหลาดแบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกหรือ”
“ก็เคยได้ยินมาว่าในอวี้เฉิงมีของหายไปเฉยๆ แบบไร้ร่องรอยอยู่หลายครั้ง บางอย่างหายไปต่อหน้าต่อตาคนเลยก็มี แต่เมื่อก่อนมักจะเป็นพวกของวิเศษล้ำค่าหายาก นานๆ ทีถึงจะมีข่าวว่าไก่ย่างหาย” พ่อค้าแซ่เซี่ยหัวเราะพลางบอกเขา “ทว่าต่อให้เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด ก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นฝีมือปีศาจตนไหน ไม่อย่างนั้นคงตามไปทวงถึงที่บ้านแล้ว”
“เช่นนั้นมิเท่ากับว่าเสียของไปเปล่าๆ หรือ”
“แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า” พ่อค้าแซ่เซี่ยว่า “ของวิเศษล้ำค่ามากมายในเมืองยังหายไปเลย นับประสาอะไรกับไก่ย่างเพียงตัวเดียว”
“มีเหตุผล”
ซ่งโหยวพยักหน้า ก่อนจะคีบเนื้อแกะในโถของตนส่งไปในชามของแม่นางสามสี
“พี่รองนี่พูดภาษาอวี้เฉิงได้คล่องจริงๆ นะ” พ่อค้าหนุ่มรุ่นน้องเอ่ยหยอกล้อ
“คุณชายคงยังไม่รู้ คนตรงหน้าท่านคนนี้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนเพิ่งจะตบแต่งนางรำอวี้เฉิงมาเป็นอนุภรรยา สงสัยคงจะพลอดรักหวานชื่นกันทุกคืนล่ะมั้ง ภาษาถึงได้ได้คล่องถึงปานนี้”
“น่าอิจฉาจริงๆ เล้ย…”
รอบโต๊ะอาหารพลาพลันบังเกิดเสียงหัวเราะอย่างสำราญใจ
“กินได้ กินได้ รสชาติดียิ่งนัก”
“กินได้ก็ดีแล้วขอรับ มาอยู่แถวนี้ อาหารการกินส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่แผ่นแป้งก็นับว่าเป็นเนื้อทั้งนั้น กลัวแต่ว่าท่านมาจากจงหยวนแล้วจะไม่คุ้นชิน”
พ่อค้าแซ่เซี่ยเอ่ยพลางควักเงินออกมา
“โปรดให้พวกเราเลี้ยงท่านเถิด”
ซ่งโหยวรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ในขณะเดียวกัน เด็กหญิงตัวน้อยก็รีบควักเงินออกมาเช่นกัน
หลังจากการยื้อยุดกันอยู่หลายครา ซ่งโหยวกลับไม่ยอมความ พ่อค้าแซ่เซี่ยจึงต้องยอมจำนน เรียกเถ้าแก่มาแล้วช่วยทำหน้าที่เป็นล่ามให้
มิทราบว่าเป็นเพราะราคาเนื้อที่นี่ถูก หรือเป็นเพราะเงินตราของแคว้นต้าเยี่ยนมีอำนาจซื้อสูงในแถบนี้ มื้ออาหารที่เน้นเนื้อเป็นหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ กลับใช้เงินไปไม่ถึงสามร้อยอีแปะ
ซ่งโหยวรับถุงเงินมาจากมือแม่นางสามสี เลือกหยิบเศษเงินออกมาหนึ่งชิ้น น้ำหนักราวสี่เฉียน หลังจากสอบถามพ่อค้าแซ่เซี่ยแล้ว จึงยื่นให้เถ้าแก่
“ไม่ต้องทอน”
พ่อค้าแซ่เซี่ยแปลประโยคนั้นให้เสร็จสรรพ
เถ้าแก่นอกจากจะนอบน้อมแล้ว ยังเผยความปลาบปลื้มใจออกมาทันที เขายิ้มแก้มแทบปริก่อนจะปลีกตัวจากไป
“คุณชายใจกว้างเหลือเกิน”
“เพียงแต่รู้สึกมีวาสนาต่อเขาเท่านั้น”
“โอ้ วาสนาแบบไหนรึ”
“เรื่องนี้ยากจะพรรณนานัก”
“ฮะๆ…”
“คุณชาย พวกข้าคงมาส่งท่านได้เพียงเท่านี้ หากท่านจะกลับที่พัก เพียงเดินตรงไปข้างหน้านี้ไม่ถึงหนึ่งลี้ ก็จะถึงโรงเตี๊ยมรถม้าที่เราพักกันแล้ว ท่านสังเกตดูจากเรือนเถิด ที่นี่กับโรงเตี๊ยมอยู่บนถนนสายเดียวกัน เป็นเรือนหลังใหญ่ และตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเหมือนกัน” พ่อค้าแซ่เซี่ยหัวเราะร่วนพลางเอ่ย “คืนนี้พวกข้าคงไม่กลับไปนอนที่นั่นแล้ว เดี๋ยวเกิดกลางดึกได้กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ ขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าย่างเนื้อแกะ เนื้อม้า หรือเนื้อคนกันแน่ ไม่กล้าเปิดออกไปดูหรอก ช่างน่ากลัวเหลือเกิน”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะ “ขอบพระคุณทุกท่านที่ชวนมาร่วมทาง และขอให้ทุกท่านเที่ยวเล่นให้สนุก”
“ฮ่าๆ…”
คนกลุ่มนั้นพลาพลันแสดงสีหน้าที่รู้กันในที
มีก็เพียงแม่นางสามสีที่สงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง ใจนางคันบุยยิบคล้ายถูกแมวข่วน นางชะเง้อคอพยายามมองเข้าไปข้างใน ทว่าติดที่นักพรตอยู่ข้างกาย จึงมิได้บุ่มบ่ามมุดเข้าไป
“ขอลาตรงนี้”
“เจอกันพรุ่งนี้”
คนกลุ่มนั้นเดินหายเข้าไปในเรือน
นักพรตกุมมือแม่นางสามสีที่ยังคงเหลียวหลังกลับไปมองบ่อยครั้ง แล้วจึงออกเดินจากที่นั่นไป
“ฤดูคิมหันต์เช่นนี้ เป็นช่วงที่ผลไม้สุกงอมพอดี กินแต่ปี้หลัวกับเนื้อแกะมันจะแห้งคอไปสักหน่อย ในปากก็มีแต่กลิ่นเนื้อแกะเต็มไปหมด พวกเราไปซื้อผลมี่กวาสักลูก หาที่ร่มๆ ริมทางนั่งกินด้วยกันมิรื่นรมย์กว่าหรือ”
ซ่งโหยวได้แต่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนางไปที่ของกินแทน
[1] ขนมปี้หลัว(饆饠) เป็นขนมประจำถิ่นตะวันตก มีลักษณะเป็นแท่งแป้ง
…………………………