ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 558 ผลของกรรม
บทที่ 558 ผลของกรรม
…………………………
แม่นางสามสีเงยหน้าจ้องเขาเขม็งนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าเคร่งขรึมประดุจถูกวาจาของเขาโน้มน้าวใจจนคล้อยตาม และจมดิ่งลงสู่ภาพอันรื่นรมย์ที่เขาพรรณนามา
นางจ้องอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากถาม
“ในนั้นมีอะไรหรือ”
“…”
ดูเหมือนเมื่อครู่จะเป็นเพียงความเข้าใจผิดของเขาฝ่ายเดียว
ซ่งโหยวนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตอบตามความจริง “เป็นสถานที่ที่ผู้คนแสวงหาความสำราญ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลสตัณหา”
“อะไรคือแสวงหาความสำราญ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลสตัณหา”
“เป็นเรื่องที่เด็กยังไม่ควรจะรู้”
“ฟังดูน่าสนุกดีออก!”
“เป็นเรื่องเล่นๆ ของปุถุชนในโลกโลกีย์น่ะ”
“ท่าทางจะน่าสนุกจริงๆ นะ!”
“ผู้บำเพ็ญเพียร มิควรเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องพวกนี้”
“แล้วมันคืออะไรกันแน่”
“ต้องรอให้แม่นางสามสีโตกว่านี้ก่อนถึงจะบอกได้”
“อืม…”
แม่นางสามสีจ้องเขาอยู่พักใหญ่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกเขาหลอกล่อด้วยคำพูดประเภทนี้ นางจึงไม่ซักไซ้ต่อ เพียงแต่เอ่ยว่า “เดี๋ยวแม่นางสามสีไปถามเยี่ยนอันเอาเองก็ได้!”
“เยี่ยนอันก็ไม่บอกเจ้าหรอก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“!”
“แม่นางสามสีเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้บ้างเถิด” ซ่งโหย่วส่ายหน้า สีหน้ายังคงสงบราบเรียบ “พวกเราไปหาซื้อผลมี่กวามากินกันดีกว่า แม่นางสามสีลองนึกดูสิ ในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ หากเราซื้อผลมี่กวารสหวานฉ่ำเย็นชื่นใจมานั่งใต้ร่มไม้ ผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดูเหมือนชาม ใช้ช้อนตักกินไปพลางมองดูผู้คนสัญจรผ่านไปมา นั่งอยู่อย่างนั้นสักครึ่งบ่าย มิใช่ว่าสุนทรีย์ยิ่งหรอกรึ”
“หือ ผ่าเป็นสองซีกรึ”
“ใช่แล้ว”
“เหมือนชามเลยรึ”
“เหมือนอ่างใบเล็กๆ มากกว่า แบ่งกันคนละครึ่ง”
“ตักกิน!”
“ใช่แล้ว ตักกิน”
ภาพเหตุการณ์นี้ในที่สุดก็โน้มน้าวเด็กหญิงตัวน้อยได้สำเร็จ แม่นางสามสีถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปได้อย่างราบรื่น
ในสมองของนางยามนี้เหลือเพียงภาพเหล่านั้น
นิสัยของแมวก็เป็นเช่นนี้เอง ความสนใจมาไวไปไว เมื่อย้ายไปจดจ่อกับเรื่องอื่น ก็จะหมดความสนใจในเรื่องก่อนหน้าทันที หรือกระทั่งลืมไปเลยว่าเมื่อครู่คุยเรื่องอะไรกันอยู่
อาจเป็นเพราะสมองอันน้อยนิดนั้น บรรจุเรื่องราวได้เพียงครั้งละเรื่องเท่านั้น
ทว่าพอนึกไปนึกมา แม่นางสามสีก็พลันพบจุดที่ผิดสังเกต นางเอียงคอถาม
“แต่พวกเราไม่มีช้อนนี่นา!”
นักพรตยิ้มบางๆ แล้วกล่าวกับนางว่า
“เช่นนั้นก็คงต้องใช้มือแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับไม่ถือสาหาความแม้แต่นิด
นั่นกลับได้รับการสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นจากแม่นางสามสีทันที “ใช้มือน่ะดีแล้ว! มีแต่มนุษย์เท่านั้นแหละที่ใช้ตะเกียบ!”
“…”
ครู่ต่อมา ใต้ต้นหลิวแดงต้นหนึ่ง
ร่างสองร่าง หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นโดยไม่นำพาต่อฝุ่นทราย ผลมี่กวาสีเหลืองทองลายตาข่ายถูกผ่าครึ่งอย่างประณีต แบ่งสันปันส่วนเท่ากันโดยไม่ลำเอียงตามขนาดตัว คนหนึ่งแทบจะมุดหน้าลงไปในผลมี่กวา ใช้ฟันหน้าแทะเนื้ออย่างขะมักเขม้น พลางเงยหน้าขึ้นมามองคนข้างกายและมองคนสัญจรไปมาบ้างเป็นพักๆ ส่วนอีกคนบิเนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ แทะกินพลางทอดสายตามองผู้คนหลากหลายรูปโฉมที่มีกลิ่นอายต่างแดนเข้มข้น
ผลมี่กวาทั้งหอมทั้งหวาน รสเลิศยิ่งนัก
แม่นางสามสีอดมิได้ที่จะหันมามองเขา ใบหน้าของนางอาบไปด้วยน้ำผลมี่กวา นางรู้สึกว่าจมูกถูกขูดจนเจ็บนิดๆ เดิมทีคิดจะทำตามเขาโดยการบิผลมี่กวาเป็นชิ้นเล็กๆ มือก็จับขอบผลมี่กวาไว้แล้ว ทว่าพอจะออกแรงก็เปลี่ยนใจ ส่ายหน้าแล้วก้มลงแทะต่ออย่างเมามัน
เห็นชัดว่าแบบนี้สนุกกว่ากันเยอะ
พอนานเข้า ความยาวของฟันหน้าไม่เพียงพอที่จะแทะถึงเนื้อด้านใน นางจึงต้องกดหน้าลงไปให้แน่นขึ้น ทำให้ใบหน้าแนบชิดกับผลมี่กวามากกว่าเดิม น้ำผลมี่กวาจึงเปื้อนหน้ายิ่งกว่าเดิม และจมูกก็ถูกเบียดจนเจ็บกว่าเก่า
พอกวาดฟันจากบนลงล่าง จมูกก็ต้องรับศึกหนัก
ทว่าแม่นางสามสีกลับพึงใจยิ่งนัก ทั้งยังแทะอย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่สนใจสายตาของคนเดินถนน
เบื้องหน้ามีขบวนการค้าสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย คนเดินถนนจำนวนมากอดมิได้ที่จะเหลียวมองคนทั้งคู่ ดูเหมือนสิ่งที่พวกเขามอง คือความรื่นรมย์และความเป็นอิสระที่แผ่ออกมานั่นเอง
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม
ซ่งโหยวกินผลมี่กวาไปพักผ่อนไป พลางเฝ้าดูผู้คน ในที่สุดเขาก็กินผลมี่กวาครึ่งซีกของตนจนหมด
แม่นางสามสีข้างกายยังคงแทะเปลือกอยู่ บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยน้ำผลมี่กวา และยังมีเมล็ดผลมี่กวาติดอยู่สองสามเม็ด บนเปลือกแทบไม่เหลือเนื้อแล้ว แต่นางยังไม่ยอมหยุด ดูเหมือนจะไม่ยอมเลิกราจนกว่าผลมี่กวาจะเหลือเพียงเปลือกบางๆ ชั้นเดียว ทว่าขณะที่กำลังแทะอยู่นั้น นางพลันเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองอีกทางหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน นางก็บิเนื้อชิ้นหนึ่งป้อนให้นกนางแอ่น
ทางด้านนั้นมีเสียงเอะอะแว่วมาเบาๆ
เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาตามถนน บรรดาพ่อค้าและนักเดินทางที่อยู่บนทางต่างพากันหลีกไปอยู่ริมถนน พร้อมกับหยุดยืนดูด้วยความสนใจ
ดูเหมือนจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น
เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินเข้ามาใกล้ เสียงก็เริ่มชัดเจนขึ้น มีทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงดุด่า
แม้แต่คนที่อยู่ใกล้ซ่งโหยว หากใครพอจะฟังภาษาท้องถิ่นออก ดูเหมือนจะเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาพากันขยับหลบไปข้างทางและชะเง้อมองดู
ในที่สุด ซ่งโหยวก็นองเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ผู้ที่เดินนำหน้ามาคือทหารแดนตะวันตกสองคน สวมเสื้อผ้าหลากสีและรองเท้าหนัง โพกศีรษะ ไว้หนวดเครา รูปร่างสูงใหญ่กำยำ พกดาบโค้งที่เอว คอยเดินเบิกทางมาตลอดทาง
เบื้องหลังมีบุรุษชาวพื้นเมืองอีกหลายคน แต่งกายภูมิฐานประดับทองเงินดูมีสง่าราศี คล้ายจะเป็นขุนนางท้องถิ่น
ถัดไปข้างหลังคือทหารอีกสองนายที่คุมตัวหญิงสาวชุดผ้าป่านนางหนึ่ง นางมีหน้าตาสะสวยทรวดทรงอ้อนแอ้น ข้อมือข้อเท้าถูกล่ามด้วยตรวน เดินไปพลางร้องไห้คร่ำครวญไปพลางมิยอมก้าวเดิน จนทหารทั้งสองต้องคอยผลักไสและดุด่าให้นางขยับไปข้างหน้า
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวภายในของรัฐบรรณาการแห่งนี้
ซ่งโหยวมองกลุ่มคนเหล่านั้นเดินเข้ามาใกล้พลางขมวดคิ้ว
ในใจเขารู้สึกสังหรณ์บางอย่าง คล้ายมีพันธะผูกพันกับเรื่องนี้ ทว่าก็น่าเสียดายที่ฟังภาษาท้องถิ่นมิออก จึงมิอาจรู้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“…”
นักพรตวางเปลือกผลมี่กวาลง ลุกขึ้นยืนแล้วเหลียวมองซ้ายขวา
เดิมทีเขาคิดจะหาพ่อค้าชาวต้าเยี่ยนสักคนมาสอบถาม หรือแม้แต่พ่อค้าท้องถิ่นก็น่าจะพอฟังภาษาต้าเยี่ยนออกบ้าง ทว่าสายตากลับไปปะทะเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคยเข้าเสียก่อน
บุรุษเคราดก พุงพลุ้ย ในมือถือผักสดอยู่บ้าง มิใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเถ้าแก่โรงพักม้านั่นเอง
นึกได้ดังนั้นก็นับว่าถูกแล้ว เพราะที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโรงพักม้าเท่าใดนัก
ซ่งโหยวไม่ลังเล รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที
เด็กหญิงเห็นดังนั้นก็รีบถือเปลือกผลมี่กวาลุกขึ้นวิ่งตามไป นกนางแอ่นเองก็ขยับปีกบินตามมาติดๆ
“อ้าว พวกท่านมาทำอะไรที่นี่รึ” เถ้าแก่มองมาที่พวกเขาพลันเผยยิ้มกว้าง มิได้ลดทอนความกระตือรือร้นลงเลยแม้พวกเขาจะมิใช่พ่อค้า “หรือว่าจำทางกลับที่พักไม่ได้เสียแล้ว”
“ข้าออกมาเดินเล่นกับท่านเซี่ยตามนัด แต่พวกเขาไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ พวกเราจึงเดินกลับกันเองและแวะพักแถวนี้” ซ่งโหยวเว้นจังหวะพลางปรายตาไปมองกลุ่มคนที่เดินมา “มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ เหตุใดจึงต้องคุมตัวแม่นางผู้นั้นมาประจานเช่นนี้”
“มิใช่การประจานหรอก แต่กำลังจะพาไปประหารที่ประตูเมืองต่างหาก” เถ้าแก่มองหญิงสาวนางนั้น “หญิงสาวอายุยังน้อยแท้ๆ ช่างน่าเสียดายนัก”
“นางทำความผิดอันใดรึ”
“เป็นเรื่องเมื่อคืนก่อนน่ะ” เถ้าแก่เล่าให้เขาฟัง “นางเป็นนางกำนัลในวัง ได้ยินว่ายามที่ยกสุราไปถวาย ได้ทำป้านสุราสูญหายไป ป้านสุราใบนั้นเป็นของที่ฮ่องเต้แห่งต้าเยี่ยนประทานให้กษัตริย์ของพวกเรา กษัตริย์ทรงโปรดปรานมาก เมื่อวานตามหากันทั่วเมืองก็ไม่พบ วันนี้จึงสั่งให้นำตัวนางไปประหารเสีย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
ซ่งโหยวเข้าใจในบัดดล
ที่แท้พันธะมันอยู่ที่นี่นี่เอง
พวกพระภิกษูเหล่านั้นช่างโป้ปดมดเท็จสิ้นดี
วัดก็ปลอม ภิกษุก็ปลอม ที่บอกว่าชาวเมืองอวี้เฉิงล้วนรู้ดีว่าผู้ใดเอาของไปก็ปลอม แม้แต่ที่บอกว่าจะทิ้งเงินทองไว้ให้เป็นค่าตอบแทนก็ยังปลอม
“…”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะหันกลับมาลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อย
ที่แท้วันนี้ออกมามิใช่เพียงเพื่อเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวอวี้เฉิงเท่านั้น แต่ยังมาเพื่อสะสางผลกรรมไร้เจตนาจากเมื่อคืนก่อนอีกด้วย
“ขอถามเถ้าแก่…”
“มีอะไรรึ”
“ขุนนางในอวี้เฉิงพูดภาษาต้าเยี่ยนได้หรือไม่”
“แคว้นปี้อวี้เป็นรัฐบรรณาการของต้าเยี่ยน ขุนนางในวังย่อมพูดภาษาต้าเยี่ยนได้อยู่แล้ว”
“หมายความว่าอย่…อ้าว ท่านจะไปไหนน่ะ”
เถ้าแก่ถึงกับเบิกตาโพลง จ้องมองเขาเขม็ง
ยามที่ทหารในวังเดินผ่าน ผู้คนต่างพากันหลีกทางให้ ทว่ากลับมีนักพรตผู้หนึ่งเดินพ้นจากฝูงชนออกมายืนขวางอยู่กลางถนน
เหล่าทหารนั้นนิสัยเย่อหยิ่งดุด่าผู้คนมิพัก หากมิใช่ว่านักพรตผู้นี้มีใบหน้าแบบชาวต้าเยี่ยน เกรงว่าคงได้ชักดาบเข้าใส่ไปแล้ว
ชั่วพริบตานั้น ขบวนก็หยุดชะงักลง
ทุกคนต่างพากันมองมาด้วยความประหลาดใจ
“ตัวข้าเป็นนักพรตจากแคว้นต้าเยี่ยน เป็นผู้บำเพ็ญตน บัดนี้เดินทางมาถึงที่นี่ ได้ยินว่าของล้ำค่าในวังหลวงอวี้เฉิงสูญหายไป ข้าพอจะทราบร่องรอยจึงตั้งใจมาช่วยกษัตริย์ตามหา โปรดประทานอภัยที่ข้าเสียมารยาทขวางทางเช่นนี้”
“…”
ทหารฟังคำเขาไม่ออก จึงหันไปมองกลุ่มขุนนาง
ขุนนางสองสามคนจึงก้าวออกมาข้างหน้า
“ท่านเป็นใคร”
“นักพรตต้าเยี่ยน แซ่ซ่ง นามโหยว” ซ่งโหยวพูดยืดยาวให้เสียความ เขาเพียงหยิบใบผ่านทางสองฉบับออกจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ “ข้ามีใบผ่านทางจากต้าเยี่ยนและจดหมายจากเจ้าเมืองซาโจว”
กลุ่มขุนนางรีบให้คนหนึ่งที่อ่านอักษรต้าเยี่ยนออกรับไปตรวจสอบ
เมื่อเห็นว่าเป็นลายมือของเจ้าเมืองซาโจวจริงๆ ทั้งยังประทับตราทางการชัดเจน และถ้อยคำในจดหมายยังแสดงความเคารพต่อนักพรตผู้นี้อย่างยิ่ง ทุกคนจึงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นเลื่อมใสในทันที
“ท่านทราบรึว่าของล้ำค่าที่นายเหนือหัวของพวกเราทำหายไปอยู่ที่ใด”
“ถูกปีศาจในป่าเขานอกเมืองลักขโมยไป”
“นั่นเป็นป้านสุราที่ฮ่องเต้ประทานให้กษัตริย์ของพวกเราเชียวนะ ท่านอย่าได้กล่าววาจาเท็จเด็ดขาด!”
“เป็นป้านสุราเงินหนึ่งใบ สลักลายดอกไม้ทองคำ ประดับด้วยทับทิมและมรกต ใช่หรือไม่ ทั้งยังมีจอกสุราอีกสามใบที่ลวดลายเข้าชุดกัน”
“ไอ้หยา! ท่านทราบจริงๆ รึ”
“ข้าเคยเห็นมัน และทราบว่ามันอยู่ที่ใด”
ซ่งโหยวนึกไปถึงยามที่ตนดื่มสุราไปเกือบครึ่งป้านในตอนนั้น ก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
เขามองไปยังหญิงสาวข้างๆ ที่ร้องไห้จนน้ำตาอาบหน้า นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้เพียงหนึ่งเดียว ทว่าเขามิได้เอ่ยตัดพ้อว่า “ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นฝีมือปีศาจ เหตุใดจึงต้องมาลงโทษนางกำนัล” เขาเพียงกล่าวกับขุนนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ในเมื่อเป็นฝีมือปีศาจ และข้าสามารถตามหากลับมาให้ได้ ก็ขอให้ท่านช่วยกราบทูลกษัตริย์ โปรดไว้ชีวิตนางกำนัลผู้บริสุทธิ์นางนี้ด้วยเถิด”
“ท่านทราบที่อยู่ของมันแน่รึ”
“นอกประตูเมืองทิศตะวันตก เดินตามถนนสายหลักไปสี่สิบลี้ ทางขวามือจะมีภูเขาลูกหนึ่ง บนเขามีทุ่งหญ้าและป่าสนแบ่งกันคนละครึ่งพอดี ท่านจงรีบส่งคนไปค้นหาบนภูเขานั้นเถิด อาจจะยังพอหาพบ หากช้าไปกว่านี้เกรงว่าจะสูญหายไปจริงๆ”
“แล้วหากหาไม่พบเล่า”
“ข้าจะพยายามหามาให้ได้ ภายในเวลาหนึ่งเดือน”
“ท่านมั่นใจถึงเพียงนี้เชียวรึ”
“ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุด”
ขุนนางนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปซุบซิบหารือกับคนอื่นๆ เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงสั่งให้ทหารนายหนึ่งรีบกลับไปรายงานกษัตริย์ในวัง และสั่งให้อีกนายหนึ่งนำกำลังคนมุ่งหน้าไปยังภูเขาลูกที่ซ่งโหยวบอกในทันที
…………………………