ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 15 : ศึกมังกรกับพยัคฆ์
พอได้ยินดังนั้น ซ่งหยวนกับบุรุษผ้าคลุม เจียงหวง ได้เดินออกจากห้องพักมาบนเวทีพร้อมๆ กัน ต่างฝ่ายต่างสบตากัน
โดยซ่งหยวนมีรอยยิ้มอบอุ่น เเม้ว่าจะมองใบหน้าได้ไม่ชัดเเต่เห็นได้ว่าสีหน้าเจียงหวงเรียบเฉย คล้ายไม่เเยเเสอยู่หลายส่วน
ผู้ชมพลันส่งเสียงดัง คิดว่าใครน่าจะมีสิทธิ์คว้าชัยไปมากกว่ากัน
“ข้าว่านะ ซื่อจื่อไม่เเพ้หรอก เขาเป็นถึงซื่อจื่อตระกูลเซียนเลยนะ”
“เจ้าจะไปรู้อะไร เจียงหวงผู้นี้ฝีมือก็ใช่ย่อยนะ ผลอาจพลิกก็ได้”
ผู้ประกาศไม่สนใจเสียงผู้ชม พลันประกาศว่า “เริ่มได้!”
“ขออภัยด้วย พี่เจียงที่ล่วงเกินเเล้ว”
ซ่งหยวนรู้สึกถึงอันตรายจึงร่ายใช้ ‘อักขระฟาดฟัน’ อย่างรวดเร็ว
“พรึ่บ” หนังสือพลันเปิดออก เห็นได้ว่าตัวหนังสือสีทองได้โผล่ออกมาจากหน้าหนังสือ พุ่งอย่างรวดเร็วไปยังเจียงหวง เจียงหวงเห็นดังนั้นจึงรวบรวมสมาธิ โบกมือขึ้น ทันใดนั้นมีลมสายเล็กสายหนึ่งยกพื้นเวทีที่กลายเป็นดินตั้งเเต่ตอนไหนไม่รู้ มาขวางทางระหว่างตัวอักษรสีทองกับเจียงหวง ตัวอักษรสีทองพุ่งมาคล้ายดาวหางสีทอง ชนเข้ากันกับลมที่มีดินผสมอยู่เสียงดังครืนครั่น ฝุ่นตลบพริ้วกระจาย
พอเสียงเงียบสงบลง ผู้ชมสังเกตเห็นได้ว่าทั้งสองยังคงเป็นปรกติ เว้นเสียเเต่ว่าเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย สีหน้าเจียงหวงดูเคร่งครึมขึ้น ส่วนซ่งหยวนบัดนี้หุบยิ้มสีหน้าเคร่งเครียด ไม่สู้ดีนัก ไม่รอให้ทันพักหายใจ เจียงหวงฉวยโอกาสโจมตีกลับ ร่าย ‘ฝุ่นสะเก็ดดารา’ โบกมือขึ้น ดินที่เหลืออยู่เกาะกลุ่มเป็นก้อนดินเล็กๆ นับไม่ถ้วน ลอยพุ่งใส่ซ่งหยวนอย่างรวดเร็ว
เห็นดังนั้นซ่งหยวนจึงร่าย’ ม่านมรรคา’ ใช้สมุดในมือวาดกากบาทด้านหน้าตนเอง เพียงชั่วอึดใจพลันมีม่านตัวอักษรเรืองเเสงสีทอง เปล่งประกาย เเต่เเค่นั้นยังไม่พอ ซ่งหยวนวาดกากบาทขึ้นอีกครั้ง ม่านตัวอักษรสีทองเรืองเเสงโผล่มาอยู่ด้านหลังของม่านอันเเรก เรียวตัวซ้อนกัน ก้อนดินพุ่งมาดังลูกไฟสวรรค์ พุ่งปะทะม่านอักษรสีทอง ม่านพลันหม่นเเสงลงอย่างรวดเร็ว
“บึ้ม” ม่านอันเเรกเเตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เเต่ทำได้เเค่ให้ก้อนดินหายไปเพียงบางส่วน ที่เหลือพลันพุ่งใส่ม่านอันที่ 2
เสียงดังครืนครั่น ฝุ่นตลบไปทั่วสนามประลอง ผู้ชมลุ้นตัวโก่ง ได้เเต่รอดูผลลัพธ์การประลองที่เปรียบได้กับมังกรกับพยัคฆ์
พอฝุ่นบางตาลง ผลลัพธ์ทำให้ผู้ชมตกตะลึง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ซ่งหยวนกระอักเลือดออกมาจากปาก กัดฟันกรอดจ้องเขม็งไปยังคู่ต่อสู้ เจียงหวงเองตอนนี้ก็หอบหายใจอย่างรุนแรง สีหน้าเหนื่อยล้า สภาพไม่ได้ดูดีนักเช่นกัน
พลันกล่าวอย่างหาดูได้ยาก “เจ้ายอมเเพ้เสียเถอะ” ซ่งหยวนเช็ดคราบเลือดมุมปาก เเววตาวาววับ
“เพราะยังนี้ไงข้าถึงไม่ชอบใช้กำลังขจัดปัญหา ใช้สมองสบายกว่าเยอะ” ซ่งหยวนกล่าวด้วยเสียงเเผ่วเบา พลางประกาศขอยอมเเพ้
ผู้คนพลันส่งเสียงอื้ออึง
“ทำไมรอบนี้จึงได้สั้นเยี่ยงนี้”
“ข้านึกว่าจะดุเดือดยิ่งกว่านี้เสียอีก”
“ผลลัพธ์ช่างยากคาดเดายิ่งนัก”
“เห็นเเค่นี้ วิเคราะห์ได้ยากจริงๆ เเต่ที่เเน่ๆ คือ พวกเขาทั้งคู่เเข่งเเกร่งมาก” ฉางกวงพึมพำกับตนเอง สีหน้าเคร่งเครียด
พอคู่เปรียบได้ดั่งมังกรปะทะพยัคฆ์จบลงก็มีอีกหลายๆ คู่ขึ้นมาประลองต่อ เเต่ก็เท่านั้น ไม่เข้มข้นเท่าคู่เเรก ผู้คนจึงไม่สนใจการประลองนัก ผ่านมาจนถึงคู่ของฉางกวง
พิธีกรประกาศเช่นเคย เป็นรอบชิงชนะเลิศทั้งทีจึงให้เวลาอวดเบ่งบารมีกันบ้าง ฉางกวงกับเจียงหวงก็เดินขึ้นเวทีมา ผู้ชมเห็นคู่ชิงชนะเลิศเช่นนี้ จึงมีเสียงกลับมาจ้อกเเจ้กจอเเจอีกครั้งพากันคาดเดาผลการประลอง เเต่ผลการประลองรอบนี้กลับเกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเช่นกัน ผู้ชมต่างตกตะลึงค้าง พากันพูดอะไรไม่ออกจ้องมองเงียบๆ