ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 23 : ผู้เเข็งเเกร่งตัดสินทุกอย่าง !
วันนี้ก็เป็นดั่งเช่นเคย ฝึกพลังกาย พลังปราณ ที่เเตกต่างจากเดิมก็คงจะที่เเต่ละคนดูทะมัดทะเเมงมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นเเม้เเต่ศิษย์หญิง พอฝึกเสร็จ ฉางกวงก็กล่าวร่ำลา ซ่งหยวน คุณหนูจิน เฉินเฟย ดั่งปกติ
พอถึงเวลาเข้าสมาคมพลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องเรียนกับแขกกิตติมศักดิ์วันเเรกพร้อมกับเจียงหวง สีหน้าหม่นลงเล็กน้อยเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เเต่สีหน้าก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงเดินมาพร้อมกับเจียงหวงที่สีหน้าเรียบเฉยเเละกลุ่มคนไปยังสมาคมอักขระ
พอมาถึงนั้นเอง
“เจ้าหนุ่มทั้งคู่ตามข้ามาได้เลย” ชายวัยกลางคนพอเห็นทั้งสองจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
พอได้ยินดังนั้นคนบางส่วนที่ยังไม่รู้เรื่องเมื่อวานก็มองทั้งสองด้วยเเววตาอิจฉา เเต่คนส่วนใหญ่มองผ่านๆ เพราะรู้มาก่อนอยู่เเล้ว
“เฮ้อ เรียนกับเเขกผู้นี้ จะสอนข้าได้ดีหรือเปล่านะ”ฉางกวงสีหน้ายังปกติเเต่เเววตาดูกังวล
เจียงหวงก็ยังคงสีหน้าไร้อารมณ์ดั่งปกติ ทั้งคู่เดินตามชายวัยกลางคนเข้าไปยังสมาคม
ชายวัยกลางคนนำทั้งสองไปยังส่วนด้านหลังของสมาคมอักขระ ซึ่งมีลักษณะเป็นสวนขนาดย่อมๆ มีร่องรอยการต่อสู้ให้เห็นในบางจุด
“พวกเจ้าไม่ต้องเเปลกใจ สวนย่อมๆนี้ ใช้ฝึกกันอยู่เเล้ว”ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยท่าทีคล้ายคาดเดาถึงความสงสัยของทั้งคู่ไว้เเล้ว
“พวกเจ้าคงรู้ว่า โลกใบนี้ผู้เเข่งเเกร่งตัดสินทุกอย่าง เข้ามาพร้อมกันได้เลย ถ้าโจมตีข้าโดนได้เพียงเเค่ครั้งเดียว วันนี้ข้าจะงดสอน” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยุ เเววตาหยอกล้อจ้องไปยังทั้งคู่
ฉางกวงได้ยินดังนั้น หัวใจพลันพองโต เริ่มวางเเผนการโจมตีในหัวอย่างฉับพลัน ส่วนเจียงหวงนั้นสีหน้าคล้ำลง ท่าทางไม่อยากร่วมมือกับฉางกวงอย่างเต็มประดา ฉางกวงเห็นดังนั้นจึงชักชวนอีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ เเต่เห็นว่าไม่ได้ทีเเล้วจึงเริ่มเปิดฉากจู่โจมคนเดียว รวบรวมพลังปราณธาตุไฟไว้ที่มือทั้งสอง พลันชกหมัดออกไป
เห็นดังนั้นเเขกวัยกลางคนสีหน้าดูไม่ทุกข์ร้อน หาวออกมาอย่างสบายอารมณ์ พลางเขียนอักขระในอากาศไปด้วยอย่างรวดเร็ว
“โฮกก” พลันมีสัตว์อสูรขนาดตัวราวหมาป่าทั้งตัวเต็มไปด้วยอักขระเปล่งประกายสีฟ้าน้ำเงินดั่งสายธารามหาสมุทรอันสวยงาม
มันเอาขาหน้าปัดหมัดฉางกวงที่ดูดั่งอุกกาบาตได้อย่างง่ายดาย ฉางกวงจึงกระเด็นไปเกิดเป็นหลุมลึก
พอเห็นฉางกวงเป็นเช่นนั้น เจียงหวงเเค่นเสียง พลันร่าย ‘ฝุ่นสะเก็ดดารา’
ดินเเถวนี้เริ่มจับตัวคล้ายดั่งก้อนหินเล็กๆ สายลมพัดมาอย่างรวดเร็ว หอบเอาก้อนดินนับไม่ถ้วน พุ่งไปยังอสูรอักขระดั่งลูกไฟสวรรค์
“ไม่เลวเลยนี่” สัตว์อักขระที่สังเกตเห็นก้อนดินนั้น จึงอ้าปากอย่างฉับพลัน คลื่นน้ำสีฟ้าน้ำเงินพุ่งออกมาจากปากไปชนกับก้อนดินที่ดูดั่งลูกไฟสววรค์ พอก้อนดินมาสังผัสกับสายน้ำนั้นเอง ก้อนดินพลันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ส่วนสายน้ำก็ยังไม่มีที่ท่าจะหยุดพุ่งไปยังเจียงหวงอย่างรวดเร็ว เจียงหวงตอบโต้อย่างรวดเร็วเเต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็โดนสายน้ำนั้นพัดกระเด็นไปเกิดหลุมลึกไม่ต่างจากฉางกวงเลย
เจ้าของเสียงเมื่อครู่นั้นไม่รู้ว่าเอาโต๊ะกับเก้าอี้มาตอนไหน นอนเอนเก้าอี้ อ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์ ชวนทำให้คนหงุดหงิดไม่น้อย
เห็นดังนั้นทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงก็จู่โจมไปเรื่อยๆ คล้ายเลือดกระเด็นเข้าตา จนสภาพดูไม่ได้ ทั้งคู่จึงหมดเเรงไม่อาจสู้ต่อได้อีก
“พวกเจ้าก็มีพยายามไม่น้อย” ชายวัยกลางคนหายตัวไปดั่งฟ้าผ่า ฉางกวงเห็นดังนั้นก็ได้เเต่สาบเเช่งอยู่ในใจ
“เจ้าทำข้าเป็นสภาพเช่นนี้ เเต่ไม่คิดดูเเลกันบ้างเลยรึ นี่ฝึกหรือการทรมานกันเเน่” เเต่พอมองดีๆ จึงสังเกตเห็นโอสถสีขาวหิมะ วางไว้อยู่ข้างๆ สีหน้าดูดีขึ้น เจียงหวงก็สังเกตเห็นโอสถสีน้ำตาล เขียว ในใจก็รู้สึกดีต่อเเขกผู้นั้นขึ้นไม่น้อย
ผ่านไปสักพักใหญ่ทั้งคู่จึงสามารถลุกขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล จ้องมองกันซักพัก
“พี่เจียง พวกเราร่วมมือกันเถอะ”ฉางกวงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
เจียงหวงไม่ตอบ เดินไปยังทิศทางเรือนของตนในทันที
“เฮ้อ อย่างงี้ก็ยากขึ้นไปอีก คงได้เเต่จำใจเรียนเเล้วหล่ะ”ฉางกวงถอดทอนหายใจพลางเดินไปถึงเรือนตนเองก็รีบพักผ่อนในทันที
หลังจากที่ตื่นขึ้นมาอีกวัน ฉางกวงที่ยังดูสภาพร่างกายยังไม่กลับมาเต็มร้อยก็เดินออกจากเรือนของตน
พลางเห็นเงาตะคุ่มๆกำลังเดินออกมาด้วยท่าทางคล้ายๆกัน รู้ได้ในทันทีว่า
“พี่เจียงเมื่อวานท่านเป็นเช่นไรบ้าง” ฉางกวงมองไปยังเงานั้นพลางเอ่ยขึ้น
เจียงหวงได้ยินก็ไม่ตอบกลับเดินไปยังลานฝึกเเทนคำตอบ
“ลักษณะนี้ท่าทางคงไม่เป็นอันใดมาก” ฉางกวงพึมพำเบาๆ คิดได้ว่าจะสายเเล้วจึงเริ่มเดินไปยังลานฝึกซ้อมเช่นเดียวกัน
พอมาถึงลานฝึกซ้อม คนที่เห็นทั้งคู่เดินมาสีหน้าตกตะลึง ซุบซิบกันเบาๆ
“พวกเค้าฝึกกันมาเยี่ยงไรกัน สภาพจึงเป็นเช่นนี้”
“ข้าว่าโดนอัดน่วมมาซะมากกว่า เเขกอาวุโสผู้นั้นช่างโหดร้ายโดยเเท้”
“ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก ดีที่ข้าไม่เข้าตาเเขกผู้นั้นนะ”
ฉางกวงได้ยินแวบๆ สีหน้าดูปกติเเต่ในใจกำลังโอดครวญต่อโชคชะตาของตน ส่วนเจียงหวงสีหน้ายังปกติ เรียบเฉยดั่งเช่นเคย
เหล่าศิษย์สายนอกก็ยังคงฝึกเหมือนในทุกๆวัน เเต่ที่ต่างจากเดิมก็คือ ตอนฝึกปราณนั้นเอง ฉางกวง กับ เจียงหวงได้นำโอสถที่ได้ในเมื่อวานขึ้นมากิน ตั้งสมาธิรวบรวมพลังปราณ ทั้งสองรู้สึกได้ว่าโอสถตัวนี้มีสรรพคุณไม่น้อย พอกลืนลงไป ร่างกายรู้สึกได้ว่าอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากเมื่อวานดีขึ้นไม่น้อย เเถมยังช่วยให้การรวบรวมปราณราบรื่นขึ้นกว่าเดิม ร่างกายเขารู้สึกได้ถึงความเย็นไร้รูปร่างเเผ่ออกมาจากโอสถที่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา พอสัมผัสกับปราณไฟเหมันต์นั้นเอง ไฟเหมันต์พลันดูดซับความเย็นอย่างบ้าคลั่ง จนความเย็นเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วดั่งว่าไม่เคยมี เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าใกล้ขั้น 3 ขึ้นมาอีกไม่น้อย
เเถมเขายังรู้สึกได้ถึงการพัฒนาของวิชาเหมันต์จู่โจม
“ตอนนี้ข้าคงสามารถใช้ประกายเหมันต์นี้ได้ในเบื้องต้นเเล้ว เเต่จะให้ปล่อยเป็นสายลมประกายเหมันต์นั้นยังขาดอีกเยอะ” ฉางกวงเอ่ยด้วยความเสียดาย ถ้าได้สมบัติเกี่ยวข้องกับเหมันต์มากกว่านี้อีกหน่อยก็จะดีไม่น้อย
“ว่าเเต่ข้าลืมคิดไปเลยว่าทำไมเเขกผู้นั้นถึงรู้ว่าข้าฝึกวิชาเหมันต์” ฉางกวงครุ่นคิดเงียบๆ เเววตาสับสน พอตั้งสติได้จึง
หันไปดูทางด้านเจียงหวงสังเกตเห็นว่าสีหน้าเจียงหวงดูมีความสุขไม่น้อย ชั้นพลังปราณบางๆที่เเทบมองไม่เห็นนั้นปรากฎสีน้ำตาล เขียวรางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี “เขาเองก็คงได้รับประโยชน์จากโอสถไม่น้อย” ฉางกวงมองไปยังเจียงหวงพยักหัวอย่างเข้าใจ
พอฝึกฝนเสร็จคุณหนูจินก็เดินเข้ามาหาทั้งคู่ พอเห็นทั้งคู่ก็เอ่ยว่า”พวกเจ้าทั้งคู่ ไหนๆพวกเราก็จะร่วมทีมกันเเล้ว ข้ามีของจะให้พวกเจ้า”
พูดจบพลางยื่นโอสถที่ดูเปล่งประกายสีทองให้เสร็จปุ๊ป เดินจากไปในทันที
“นี่คือโอสถทะลวงปราณสินะ เเต่ก็ดูเทียบไม่ได้กับโอสถสีขาวดุจหิมะนั่น” ฉางกวงพึมพำเบาๆ คิดไปคิดมาก็รู้สึกผิด ได้ยามาฟรี ๆเเท้ ๆยังจะไปวิจารณ์อันใดได้อีก จึงหยุดความคิดก่อนหน้านี้ในทันที เจียงหวงรับยาพยักหน้าให้เป็นการตอบรับ สีหน้าเรียบเฉยดุจปกติ
ยาทะลวงปราณนั้น คือ ยาที่เพิ่มอัตราการทะลวงเเต่ละขั้นให้ดียิ่งขึ้น สำหรับคนที่ยังไม่ได้จะทะลวงขั้นจะช่วยให้การฝึกฝนได้เร็วขึ้นไม่น้อย
“พี่เจียงพี่ฉาง พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง” ซ่งหยวนรอยยิ้มอบอุ่น สายตาเป็นห่วงจ้องมองทั้งสอง เฉินเฟยยืนอยู่ข้างๆอย่างเงียบสงบ
“ที่จริงถึงจะดูภายนอกหนักหนา เเต่ภายในบาดเจ็บไม่มาก ไม่ทันไรก็หายเเล้ว ขอบใจพี่ซ่งที่เป็นห่วง” ฉางกวงมองไปยังซ่งหยวน น้ำเสียงเจือเเววเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย
เจียงหวงตอบด้วยไม่กี่ประโยค “ไม่เป็นอันใดมาก” สีหน้าไร้อารมณ์
“พวกเจ้าก็อย่าหักโหมนักเลย”เฉินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าเข้าใจเเล้วพี่เฉิน ขอบคุณท่านทั้งสองที่เป็นห่วง” ฉางกวงกล่าวร่ำลากับทั้งสอง พลันเเยกย้ายไปยังสมาคมของเเต่ละคนตามปกติ
พอมาถึงหน้าสมาคมก็เห็นเเขกวัยกลางคนผู้นั้นยืนรออยู่ที่เดิม ฉางกวงเเละเจียงหวงจึงเดินตามเเขกอาวุโสดั่งเมื่อวาน เดินตามไปยังสวนขนาดย่อมหลังสมาคมพร้อมสายตาผู้คนมากมายที่รู้สึกสงสารเห็นใจ ฉางกวงกับเจียงหวงถึงสังเกตเห็นสายตานั้น ก็เเสร้งมองไม่เห็นเดินจ้ำอ้าวตามไปอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าคงเห็นเเล้วสินะว่าพลังที่เเท้จริงคือเยี่ยงไร” เเขกวัยกลางคนเดินมาจนถึงสวนขนาดย่อม หันมามองยังทั้งสองอย่างเรียบเฉย
ฉางกวงเเละเจียงหวงพลันพยักหน้าตอบด้วยท่าทางจนใจ
“เอาหล่ะ งั้นเริ่มบทเรียนวันนี้ได้เเล้ว” แขกกิตติมศักดิ์แววตาล้ำลึก สีท่าดูจริงจังขึ้นจากเมื่อครู่