ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 24 : อาจารย์ผู้ไร้เมตตา
เเขกอาวุโสก็เอ่ยสอนขึ้นมา บรรยายเกี่ยวกับอักขระที่พอฉางกวงกับเจียงหวงได้ยินพลันรู้สึกว่าลึกล้ำซับซ้อนกว่าบรรยายปกติไม่น้อย
เเต่ทั้งคู่ก็ดูเหมือนว่าเข้าใจ เเต่บางทีก็มีสีหน้างุงงน พอเห็นดังนั้นเเขกวัยกลางคนก็จะอธิบายเพิ่มเติม บางทีก็ยกตัวอย่างประกอบด้วย
ใช้เวลาซักพักหนึ่งฉางกวงก็มีท่าทางตกอยู่ในภวังค์ พยักหัวงึกงักตาม เเววตาเป็นประกาย เเม้เเต่เจียงหวงที่สีหน้ายังคงเดิมเเต่เเววตาเปล่งประกาย อดชมเเขกอาวุโสในใจอย่างเงียบๆ พอเรียนมาได้ถึงครึ่งทาง ฉางกวงได้สติขึ้นมาคิดว่าพื้นฐานอักขระตัวเองพัฒนาขึ้นไม่น้อย อยากลองว่าพลังจู่โจมของตนเองตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง จึงตั้งท่า ใช้มือหนึ่งเขียนอักขระบนอีกมือหนึ่ง ทั้งสองข้าง พลันรวบรวมปราณไฟของตนตรงหมัด ง้างหมัด พุ่งตัวไปยังเเขกกิตติมศักดิ์ อย่างรวดเร็ว
“ยังอ่อนไป” เเขกอาวุโสเห็นเช่นนั้น มือเขียนอักขระกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ฉับพลันมีกำแพงอักขระสีน้ำทะเล มากั้นขวางระหว่างทั้งสอง
หมัดที่ง้างนั้น ชกออกมาดั่งดาวตกเเต่พอชนกับกำเเพงดั่งปะทะกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ปราณไฟสลายไปอย่างกับปุยนุ่น
เเถมหมัดยังโดนกำเเพงดูดกลืน ไม่สามารถดึงออกมาได้อีกด้วย “ไม่ดีเเล้ว”สัมผัสได้ถึงปราณในอักขระที่มารวมกัน สีหน้าฉางกวงตกตะลึง “ซู่ ! ”ฉับพลันสายน้ำที่เต็มไปด้วยอักขระสีฟ้าน้ำทะเลอันงดงาม พุ่งออกมาจากกำเเพง ดันร่างฉางกวงกระเด็นไปชนกับต้นไม้เสียงสนั่นกัมปนาท “เจ้าโง่เอ้ย”เจียงหวงสบถในใจ เเต่ภายนอกก็ยังโจมตีทีเผลอไปยังจุดบอดชายวัยกลางคน
ร่าย’ฝุ่นสะเก็ดดารา’ก้อนดินดั่งลูกไฟสวรรค์พุ่งไปหาเเขกอาวุโสดั่งประกายเเสง
ชายวัยกลางคนไม่เเม้เเต่หันมามอง “โฮกก” เสียงอันคุ้นเคยโผล่ออกมาอย่างฉับพลัน เห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มโผล่มาจากส่วนในของกำเเพงอักขระสีฟ้าน้ำทะเล มันทำเช่นเดิมคือยกขาหน้ามาปัดป้องฝุ่นสะเก็ดดารา เเต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าขาหน้าข้างนั้นมีอักขระที่เเผ่ปราณน้ำทะเลออกมาจางๆ ก้อนดินเมื่อเจอกับขาหน้านั่น ก็สลายไปอย่างไม่อาจต้านทานได้ หายไปในชั่วพริบตา
เงาตะคุ่มที่คุ้นเคยนั้นก็หายไปในชั่วพริบตาเช่นกัน เห็นดังนั้นเจียงหวงจึงมองหาไปรอบๆ ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ
เเต่ฉับพลันมีอุ้งเท้าตบมาทางจุดบอดของเจียงหวง กว่าเขาจะรู้ตัวก็หลบไม่พ้นเสียเเล้ว โดนอุ้งเท้าตบไปยังต้นไม้ข้างๆกับจุดที่ฉางกวงนอนเเผ่อยู่เมื่อครู่
เเขกกิตติมศักดิ์คล้ายไม่สนใจอาการบาดเจ็บทั้งคู่เเม้เเต่น้อย บรรยายต่ออย่างหน้าตาเฉย น้ำเสียงยั่วยุ เเววตาหยอกล้อ
ทั้งคู่ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ เเต่ร่างกายสู้ไม่ไหวเเล้ว จึงฟังบรรยายต่ออย่างจนใจ ไร้คำพูด กัดฟันกรอด
พอบรรยายจบนั้นเอง
“เออ ท่านเเขกอาวุ…”
“เรียกข้าว่าอาจารย์”
“เออท่านอาจารย์ ข้าน้อยมีเรื่องสงสัยอย่างหนึ่งอยากให้ท่านชี้เเนะให้กระจ่าง”ฉางกวงที่นอนหมดสภาพบนพื้นจ้องมองไปยังชายวัยกลางคนด้วยเเววตาสงสัย
“มีเรื่องอันใดก็เอ่ยมาได้ ข้าให้ทำปรึกษาได้ทุกอย่าง ถ้าถามเรื่องชายหญิงข้าผู้อาวุโสก็ชี้เเนะเจ้าได้เช่นกัน”
เเขกอาวุโสพูดด้วยน้ำเสียงย่ามใจ สีหน้าเปี่ยมสุข
“อาจารย์เห็นข้าเป็นคนเยี่ยงนี้รึ” ฉางกวงตะโกนตอบอย่างอดไม่ได้ บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
“จุ๊ๆ ข้าได้ยินว่าเจ้าเนื้อหอมไม่เบาเลยนะ” เเขกวัยกลางคนที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ น้ำเสียงขบขัน เเววตาวิบวับ
ได้ยินดังนั้น ฉางกวงสีหน้าเหยเกนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พอได้สติไม่ตอบเเต่ถามออกไปเเทน
“ท่านอาจารย์รู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าฝึกวิชาเหมันต์” ฉางกวงจ้องไปยังอาจารย์ของตน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าจะไปรู้เรื่องของเจ้าได้เยี่ยงไร” เเขกกิตติมศักดิ์ไม่รู้ว่าไปเอาเก้าอี้ กับนิตยสารมาได้เช่นไรเเถมในมืออีกข้างยังมีเเก้วน้ำใสที่มีเหล้าหมักเต็มเเก้ว ดื่มพลางอ่านนิตยสารไปพลาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
“เเล้วยาที่ข้าและเจียงหวงได้มาเมื่อวานหล่ะ ไม่ใช่ฝีมือท่านหรอกรึ” ฉางกวงถึงในใจจะรู้สึกหงุดลหงิดขึ้นมาไม่น้อย เเต่ภายนอกก็ถามไปด้วยความสงสัย
“เจ้าไม่คิดเลยรึ ว่าอาจเป็นศิษย์ที่เห็นเจ้า เเล้วเกิดปิ๊งๆ มีใจให้เจ้านำยามาส่งให้คนในใจของตนก็ได้นี่”
อาจารย์อาวุโสพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า สีหน้าขบขัน คล้ายกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก
“ถ้าข้าถามมากไปกว่านี้คงเป็นบ้าไปก่อนเเน่ งั้นไม่ถามละก็ได้” ฉางกวงยอมเเพ้จากใจจึงกล่าวออกไปว่า
“ศิษย์เข้าใจคำชี้เเนะผู้อาวุโสเเล้ว”
เเขกวัยกลางคนพยักหน้า พลางดื่มน้ำไปด้วย
เจียงหวงก็ยังคงนอนนิ่งสงบฟังอย่างตั้งใจ
“เอาหล่ะ วันนี้พอเเค่นี้ก่อนเเยกย้ายกันได้” พูดจบอาจารย์อาวุโสพลันหายตัวไปดั่งสายฟ้าฟาด โต๊ะเเละอื่นๆก็หายไปด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เเยกย้ายกันเเล้ว ฉางกวงก็เดินกลับมายังเรือนของตนด้วยสภาพสะบักสะบอม เดินเข้าไปตามปกติ
“นั่นมัน…” ฉางกวงเห็นว่ามีขวดยาสีใสด้านในมีเม็ดยาสีขาวหิมะอยู่ 1 เม็ดวางอยู่ สีหน้าตกตะลึงชั่วครู่
พอตั้งสติได้จึงหยิบขึ้นมาดู ครุ่นคิดอยู่สักพักก็ไม่ได้คำตอบ จึงพับเก็บไว้ก่อน
ไปพักผ่อนตนเอง ผ่านไปพักใหญ่เขาจึงเริ่มฝึกตน
“เอาละไหนๆก็ได้ยามาละ เริ่มเลยละกัน” ฉางกวงไม่รอช้า หยิบยาสีขาวหิมะปรอทออกจากขวด พลางกลืนไปอย่างรวดเร็ว
พลางตั้งสมาธิ รวบรวมสมาธิไปยังจุดศูนย์กลางตนเอง โอสถก็ออกฤทธิ์ดังเดิม ความเย็นค่อยๆเเผ่ออก เริ่มจากตัวยาไปทั่วร่างกาย
พอเจอกับปราณไฟเหมันต์ ก็หายไปอย่างรวดเร็ว ถึงเเม้ว่าพลังปราณของเขาจะยังอยู่ที่ขั้นเดิมก็ตาม เเต่เขารู้สึกได้ว่าวิชา’ประกายเหมันต์’ สมบูรณ์ขึ้นไม่น้อยดั่งเจอชิ้นส่วนที่ขาดหายไป สีหน้าเขาจึงดูมีความสุข คิดในใจว่าพรุ่งนี้เจ้าเเขกนั่นต้องได้รับรู้ความร้ายกาจของข้าซะบ้าง หารู้ไม่ว่าในเงามืดนั้น มีเงาตะคุ่มตะคุ่ม กำลังจ้องมองทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงอย่างลึกล้ำ มุมปากพลันปรากฎรอยยิ้ม
พอเห็นทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงฝึกเสร็จ เงานั้นหายไปอย่างภูติผี ไม่มีใครสัมผัสได้เเม้เเต่น้อย
วันรุ่งขึ้น
ฉางกวงลุกขึ้นมาด้วยบาดเเผลที่ดูดีขึ้น รีบไปฝึกประจำวันเช่นเคย พอฝึกเสร็จฉางกวงกับเจียงหวงก็กล่าวร่ำลากันอย่างปกติ
มีคุยกันเรื่องในวันรุ่งขึ้นสักเล็กน้อย วางเเผนกันว่าให้คุณหนูจินเตรียมโอสถมาจากสมาคมปรุงยา เฉินเฟยเตรียมเเผ่นค่ายกล ส่วนฉางกวงกับเจียงหวงพลัดกันดูเเลความปลอดภัยของคณะกับคอยสนับสนุนคนอื่นๆ
“พวกท่าน ข้ามีบางสิ่งจะให้”ซ่งหยวนรอยยิ้มอบอุ่นยื่นกระดาษเเผ่นหนึ่งให้กลับกลุ่มฉางกวง
พลิกดูด้านในพบกับเเผนที่อธิบายรายละเอียดคร่าวๆของกลุ่มโจรเงาทมิฬ มีจุดกากบาทสีเเดงๆพร้อมกับบรรยายว่าเป็นจุดที่พวกมันปฎิบัติการ เเละมีการคาดเดาเเหล่งกบดานไว้ด้วย
“ขอบคุณพี่ซ่งที่ช่วยเหลือ” ฉางกวงเอ่ยพลางคารวะพร้อมกับกลุ่มภารกิจในวันพรุ่งนี้ น้ำเสียงตื้นตัน
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้าคงช่วยได้เพียงเท่านี้” ซ่งหยวนกล่าวจบถึงเวลาเข้าสมาคมพอดี เฉินเฟยจึงเดินออกมาจากกลุ่มฉางกวงเดินไปกับซ่งหยวนไปยังสมาคมค่ายกล ส่วนคุณหนูจินก็เดินไปยังสมาคมโอสถเป็นคนที่ 3
ฉางกวงกับเจียงหวงก็เเยกย้ายไปยังสมาคมอักขระของตนเช่นกัน พอมาถึงก็เห็นชายวัยกลางคนยืนรออยู่หน้าสมาคมดังเคย
ทั้งคู่ก็ไม่รอช้า เดินไปหาชายวัยกลางคน พากันเดินเข้าไปยังที่ฝึกด้านหลังสมาคมอักขระ
“ได้ยินมาว่าพวกเจ้า พรุ่งนี้จะไปปฎิบัติภารกิจแรกรึ” เเขกวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ หันมามองยังทั้งสอง เเววตาลึกล้ำ
“ใช่เเล้วขอรับ” ฉางกวงพยักหัวพร้อมกับเจียงหวง
“อ้อ งั้นข้าก็มีของจะให้พวกเจ้าอยู่พอดี” เเขกอาวุโสหยิบของบางอย่างออกมาจากสาบเสื้อ พอทั้งสองสังเกตเห็นนั้นเอง
“นั่นมันอะไรหน่ะ ไอ้ของที่ดูน่ารักเยี่ยงนี้…” เห็นเข็มกลัดวงกลม 2 วงที่สลักรูปกระต่ายดูน่ารักน่าชังกำลังกัดเเครอทที่ถืออยู่ในอุ้งเท้าอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าเหล่าศิษย์หญิงได้เห็นคงเเย่งกันอย่างพัลวันเป็นเเน่ ฉางกวงนิ่งค้าง พูดอะไรไม่ออก
เจียงหวงก็ชะงักค้างไปเช่นกัน เเต่เพียงชั่งครู่ตั้งสติได้สีหน้ากลับเป็นปกติ
“พวกเจ้าอย่ามัวเเต่บื้อใบ้ เอ้ารีบรับไปสิ” อาจารย์ของพวกเขายื่นให้อย่างช้าๆ เเววตามีความหยอกล้อ
“เจ้าอาจารย์นี่ จะเเกล้งก็ให้มันน้อยๆหน่อย ถ้าคนอื่นๆเห็นข้าติดเข็มกลัดนี่คงเป็นเรื่องขบขันไปอีกนานเป็นเเน่”
ฉางกวงพึมพำเบาๆ ในใจร้องไห้โฮอย่างห้ามไม่ได้ ได้เเต่ก็รับมาอย่างจนใจ ส่วนเจียงหวงก็รับเข็มกลัดกระต่ายมาเช่นกันด้วยท่าทีไม่เต็มใจ
“ถึงจะเห็นว่าเข็มกลัดเป็นเช่นนี้ เเต่อย่าดูถูกมันซะหล่ะ”
“มันมีความสามารถเช่นไรรึขอรับ” ฉางกวงถึงเเม้ว่ายังรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เเต่ก็ถามกลับไป เจียงหวงจ้องอย่างตั้งใจฟัง
“มันก็เพิ่มเสน่ห์ให้เจ้าได้ไง ข้าผู้อาวุโสถือว่าช่วยพวกเจ้าเลยด้วยซ้ำ นี่คือเคล็ดลับของข้าเลยนะ”
ผู้ที่เรียกตนเองว่าอาจารย์นั้น พูดด้วยท่าทางใจกว้าง ภาคภูมิใจ มีความลำพองตนเองอย่างชัดเจน
“อะไรกันนี่ เพิ่มเสน่ห์มันไม่เห็นจำเป็นเวลาทำภารกิจเลยนะ ทำกันเกินไปเเล้ว” ฉางกวงด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดกับเข็มกลัดอยู่เเล้วพอได้ยินเช่นนั้นก็เผลอตะโกนกลับไปอย่างอดไม่ได้
เเขกกิตติมศักดิ์ได้ยินก็ยิ้ม หึๆ เเต่ไม่กล่าวอันใดเริ่มการบรรยายในวันนี้ในทันที
ทั้งสองพอได้ฟังบรรยายก็ตกอยู่ในภวังค์เหมือนเช่นเคย เนื่องจากมีเรื่องให้คิดหลายเรื่อง ทั้งภารกิจพรุ่งนี้ บรรยายวันนี้
ทั้งคู่จึงลืมเรื่องที่จะจู่โจมอาจารย์ผู้นี้ไปจนจบบรรยาย พอกำลังจะเเยกย้าย
“พวกเจ้าทั้งสอง ต้องใส่เข็มกลัดนี่ตอนทำภารกิจ อย่าทำมันหายโดยเด็ดขาด” อาจารย์วัยกลางคนคราวนี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เเววตาเคร่งเครียด “ขอรับ” ฉางกวงตอบด้วยความจนใจส่วนเจียงหวงพยักหัวเป็นการตอบรับ