ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 25 : จู่โจมฉับพลัน
หลังจากฝึกเสร็จทั้งคู่ก็เเยกย้ายไปเตรียมพร้อมในส่วนของตนเอง โดยฉางกวงกับเจียงหวงนั้นสบายที่สุดเลยรีบพักผ่อนอย่างรวดเร็ว
ส่วนด้านคุณหนูจินนั้น ก็ทั้งปรุงยาเพิ่ม เเละซื้อยามาเพิ่มอีกไม่น้อย วันนั้นทั้งวันหัวหมุนมือเป็นระวิง กลับเรือนด้วยสภาพโซเซ หน้าซีดไม่น้อย ด้านเฉินเฟยนั้นก็นั่งสลักค่ายกลคร่าวๆ มีคนที่จ้างมาช่วยไม่น้อย เนื่องจากเขาคิดว่าควรเตรียมไว้พอสมควรเผื่อกรณีฉุกเฉิน
เเถมค่ายกลบางประเภทยากที่จะสลักคนเดียวได้ จึงยุ่งทั้งวันเช่นกัน วันนี้เนื่องจากทั้งคู่นั้นมีภารกิจในวันรุ่งขึ้น
สมาคมค่ายกลกับสมาคมปรุงยาจึงให้ทั้งคู่ลาได้เป็นกรณีพิเศษ เห็นจะมีเเต่ฉางกวงกับเจียงหวงที่ไม่ได้สิทธิ์ในการลาครั้งนี้
วันรุ่งเช้ามาถึง ทุกคนตกลงไว้ว่าจะนัดกันที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายของสำนัก
ฉางกวงพอตื่นขึ้นมาก็รีบเร่งไปยังจุดนัดหมายในทันที พอมาถึง ก็เห็นทุกคนมากันพร้อมเพรียงเเล้ว
“พวกเจ้านี่มากันเช้ากันจริงๆ ข้าว่าข้ามาเร็วเเล้วนะ” ฉางกวงมองไปยังกลุ่มตนเเววตาประหลาดใจ
“มากันครบเเล้ว งั้นออกเดินทางไปกันเถอะ” คุณหนูจินมองสบตากับฉางกวงชั่วครู่พลันหันไปทางอื่น
เจียงหวงกับเฉินเฟย พยักหน้าตอบในเวลาไล่เลี่ยกัน
ทุกคนจึงเริ่มเดินทางโดยอาศัยค่ายกลสำนัก เดินทางออกไปยังนอกเมืองมัจฉาวารี
จุดหมายในครั้งนี้ ก็คือ ระหว่างเมืองมัจฉาวารีกับเมืองรอบๆ เเต่มีจุดที่กากบาทไว้ในเเผนที่ ที่ได้มาจากซ่งหยวนนั้นมีคร่าวๆ 3 จุด
พวกเขาเลยตัดสินใจว่าจะไปไล่ดูทีละจุด เริ่มจากจุดเเรกที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ข้าพึ่งเคยออกมาจากเมืองครั้งเเรกนะเนี่ย ข้างนอกจะเป็นเช่นใดกันนะ” ฉางกวงเดินไปเหม่อลอยไป พอตั้งสติได้จึงคิดได้ว่าตัวเองต้องดูเเลความปลอดภัยของกลุ่ม อย่างนี้ไม่ได้การ พลันใช้วิชาเขียนอักขระบนอากาศที่ครูพักลักจำมาจากอาจารย์ผู้นั้น
เขียนอักขระที่ตรวจจับการเคลื่อนไหว ส่วนเจียงหวงนั้นเงียบดั่งปกติเเต่ก็เขียนอักขระจับความร้อนไว้ที่ดวงตาของตน มองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง พอเดินออกมาจากเมืองมัจฉาวารีนั้น มีทางปกติที่รถม้าสวนกับไม่ได้ทอดไประหว่างเมือง
สองข้างทางก็มีต้นไม้บางตา พอเดินมาได้ซักระยะกลุ่มฉางกวงจึงเห็นเป็นเเยกที่ทอดเข้าไปใกล้เทือกเขา ทั้งกลุ่มไม่ลังเลที่จะเลี้ยวไปยังเทือกเขา พอเดินมาได้ชั่วครู่เห็นว่าจุดกากบาทเเรกอยู่ไม่ไกลเเล้ว ทุกคนจึงเร่งฝีเท้าตนเองขึ้น พอมาถึงจุดกากบาทเเรก มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอันใด ทุกคนออกความเห็นว่าจุดนี้คงไม่ใช่จุดที่กองโจรอยู่ ระหว่างเดินไปยังกากบาทที่ 2 นั้น ท้องฟ้าเริ่มทอเเสงสุดท้ายของวัน ความเห็นกลุ่มฉางกวงตรงกัน ตั้งใจว่าต้องตั้งกระโจมพักอยู่ที่นี่ซะเเล้ว เเต่ละคนก็เเยกย้ายเตรียมการส่วนของตน
“เอ้าพวกเจ้ารีบเตรียมกันหน่อย เริ่มจะมองรอบข้างไม่เห็นเเล้ว” คุณหนูจินที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเร่ง 3 คนที่เหลืออย่างเเข็งขัน
“เเปปเดียวก็เสร็จเเล้ว เจ้าเตรียมอาหาร ยา ไว้ได้เลย” ฉางกวงเอ่ยอย่างมั่นใจ พลางไปช่วยเฉินเฟยที่กำลังวางเเผ่นค่ายกลรอบๆทั้งตั้งกระโจม เจียงหวงทำหน้าที่คอยสอดส่องรอบข้าง สีหน้าเคร่งครียด กล่าวออกมาอย่างหาได้ยาก “พวกเจ้าเร่งมือเร็วเข้า”
“มีอะไรงั้นรึ” เฉินเฟยถามด้วยความงุงงง ไม่ทันที่เจียงหวงจะได้ตอบ “ฟิ้ว” ธนูพุ่งมาอย่างรวดเร็ว ปะทะกับค่ายกลชั่วครู่ก็สลายไป
“เฮ้อ เสร็จทันอย่างเฉียดฉิว” ฉางกวงลอบปาดเหงื่อของตน รีบเตรียมการป้องกันในทันที เจียงหวงก็จ้องมองไปยังทิศทางหนึ่ง
เห็นเป็นกลุ่มคนสวมชุดดำ ปกปิดใบหน้า 4-5 คน พุ่งมายังทางนี้ด้วยความคิดมุ่งร้าย พอเห็นค่ายกลที่เเผ่รัศมีครอบคลุมกลุ่มฉางกวง
สีหน้าก็เคร่งครึมขึ้น “พวกเจ้าคงเป็นศิษย์ของสำนักสักเเห่งสินะ เอาเยี่ยงนี้ ถ้าพวกเจ้าส่งของมีค่ามา ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า”
ชายชุดดำที่อยู่หน้าสุดเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ
“ข้าว่าถึงจะเอาของมีค่าให้พวกเจ้า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกโจรอย่างเจ้าจะรักษาคำพูด” คุณหนูจินน้ำเสียงเรียบเฉย
“เเม่สาวน้อย เจ้าไม่ให้ข้า ข้าก็จะเข้าไปเล่นสนุกกับเจ้าเเทน” หัวหน้ากลุ่มโจรเลียริมฝีปาก เเววตาชั่วร้าย ลูกน้องที่ตามมาก็พลันหัวเราะลั่น ได้ยินเช่นนั้นจินเยว่สีหน้าคล้ำลงเล็กน้อยเเทบจะสังเกตไม่ได้
“เจ้าพวกชั่วช้า เศษเดน อย่างพวกเจ้า ยังจะมาพูดมากอันใดอีก” เฉินเฟยน้ำเสียงเย็นชา
“เจ้าหนูทั้งหลาย อย่าคิดว่าค่ายกลระดับ 1 สั่วๆ จะป้องกันเจ้าได้นะ จัดการมัน !” หัวหน้ากลุ่มโจรน้ำเสียงเยาะเย้ย
สั่งการอย่างรวดเร็ว ลูกน้องทั้งสี่ที่เเผ่พลังปราณขั้น 1 พลันยกธนูขึ้นใส่พลังปราณลงไปในลูกธนูเล็งมายังค่ายกล ยิงออกมาอย่างฉับพลัน
“เปรี้ยง” ปราณในลูกธนูชนกับค่ายกลอย่างจัง เริ่มมีสัญญาณเเตกร้าวอย่างรวดเร็ว
“พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างเเล้ว” ฉางกวงสีหน้าเคร่งเครียด รีบเขียนอักขระช่วยสนับสนุนค่ายกล เจียงหวงไม่รอช้าพลันช่วยเขียนอักขระอีกเเรง
“ดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์ นักอักขระฝึกหัด 2 คน ก็เเค่ชะลอเวลาตายของพวกเจ้าเท่านั้น” หัวหน้าโจรเเววตาโหดเหี้ยม ยกฝ่ามือ พลังปราณเกือบจะขั้น 3 บนฝ่ามือชนกับค่ายกลอย่างจัง เริ่มสูญสลายลงอย่างรวดเร็ว
“ข้ามีค่ายกลเหลือเพียงจะใช้ได้ 2 อันเท่านั้น พวกเจ้าจะทำอันใดก็รีบทำ” เฉินเฟยกล่าวน้ำเสียงจริงจัง สมาธิอยู่ที่ค่ายกลอีก 2 อันที่เหลือ
“ข้ามีเเผนเเล้ว” ฉางกวงส่งเสียงปราณเข้ารหัสไปยังทั้งกลุ่มด้วยหยกสำนักที่ทำขึ้นพิเศษเเม้เเต่ขั้น 3ของจุดปราณก็ไม่สามารถเเกะข้อความได้ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เจ้ามีเเผนอันใดก็รีบว่ามา” คุณหนูจินเเววตาเป็นประกายใช้ปราณเสียงเข้ารหัสตอบกลับเช่นกัน
“ข้าจะทำให้พวกมันความเร็วลดลง เเล้วพวกเจ้าก็ใช้วิชาไพ่ตายถล่มมันเลย” ฉางกวงน้ำเสียงมั่นใจในความคิดตน
เจียงหวงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ตอบสนองอันใด
“เเผนของเจ้าดูไม่ซับซ้อน มีโอกาสสำเร็จสูง” จินเยว่น้ำเสียงเรียบเฉย กล่าวให้คนอื่นๆคล้อยตาม
เจียงหวงคิดตามก็พยักหัวตอบรับ ทุกคนจึงอยู่ในช่วงรวบรวมพลังปราณเพื่อรอสวนกลับ
“เปล่าประโยชน์เจ้าหนูทั้งหลาย วันนี้พวกเจ้าจะได้หลับไปชั่วนิรันดร์เลย”
หัวหน้าโจรโจมตีหนักขึ้น ธนูก็พุ่งมาเสริม ทำให้ค่ายกลที่เฉินเฟยพยายามยื้อไว้สุดกำลังพังลงมาทั้งหมด
เฉินเฟยกระอักเลือด ทรุดตัวลงไปกับพื้น
“เริ่มได้” ฉางกวงส่งสัญญาณ ใช้อักขระลมที่สลักไว้ทั้ง 2 ฝ่ามือ วาดออกไปด้านซ้ายเเละขวา ให้พาดกับกลุ่มโจรพอดี
ในอักขระลมนั้นมีประกายเหมันต์นับไม่ถ้วนกระจุกกันอยู่ พอทุกอย่างเข้าที่ ลมอักขระที่มีประกายเหมันต์พัดผ่านระหว่างกลุ่มโจร
ทุกอย่างนี้เกิดในชั่วพริบตา จะหลบก็หลบไม่ทันเเล้ว กลุ่มโจรรู้สึกได้เลยว่าความเร็วตนลดไปถึง 3 4 ส่วน
“นี่…นี่ มัน ธาตุเหมันต์งั้นรึ” หัวหน้ากลุ่มโจรน้ำเสียงเคร่งเครียด ท่าทางเอาจริงเอาจัง เเต่ยังไม่ทันจะทำอะไร
“ครืน” เสียงเวทอภินิหารก็มาล้อมทั้งสองฝั่ง ถ้าในยามปกตินั้น จะหลบก็คงหลบได้แบบเฉียดฉิว เเต่เนื่องด้วย โดนลดความเร็วจากประกายเหมันต์ ทั้งกลุ่มจึงโดนเวทอภินิหารของเจียงหวงกับคุณหนูจินเต็มๆ
พอฝุ่นตลบหายไปนั้นเอง “พวกเราจัดการกลุ่มโจรเงาทมิฬได้เเล้ว” ฉางกวงน้ำเสียงยินดี ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“เกือบจะขั้น 3 1 คน ขั้น 1 4 คน นับว่าภารกิจนี้โหดหินไม่น้อย” เฉินเฟยพูดออกมาด้วยท่าทีโล่งใจ
“พวกเรา ข้า ฉางกวง เจียงหวง ล้วนพลังปราณไม่ห่างจากศัตรูมากนัก ผลออกมาอย่างนี้ก็ไม่แปลก” คุณหนูจินครุ่นคิด
“พวกเราจะประมาทไม่ได้ คืนนี้ข้ากับเจ้านี่จะเฝ้าให้เอง” เจียงหวงก็สีหน้าปกติ เรียบเฉย ไร้อารมณ์ ชี้ไปยังฉางกวง
ฉางกวงไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรจึงพยักหัวตอบรับ ในคืนนี้ผ่านไปอย่างเงียบสงบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ณ เทือกเขาใกล้ๆนั้น
“ทำไมกลุ่มเงาทมิฬของน้องสามยังมาไม่ถึงอีกนะ” ชายท้วมวัยกลางคน ใบหน้าโหดเหี้ยมมองไปยังลูกน้องของตน
“ท่านหัวหน้าขอรับ เมื่อครู่นี้ยังติดต่อได้อยู่เลยนะขอรับ” ลูกน้องตอบด้วยความระมัดระวัง
“ถ้าอีก 1 ชั่วยามเขายังไม่มาพวกเราจะไปยังจุดล่าสุดของเขา” ชายท้วมน้ำเสียงเรียบเฉย
ผ่านไปอีก 1 ชั่วยาม
“พวกเจ้า เตรียมตัวกันให้พร้อม ถ้าเกิดเรื่องกับน้องสามของข้า พวกมันไม่ตายดีเเน่” ชายท้วมเเผ่ความกดดันออกมาทุกคนรีบเตรียมตัว ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
พอถึงตอนเช้า พวกฉางกวงเก็บของอย่างรวดเร็ว กำลังจะเดินกลับไปนั้นเอง
“พวกเจ้ารีบเดินทางไปซะ” เจียงหวงน้ำเสียงเคร่งเครียดมองไปยังมิศทางหนึ่ง
“ไม่ดีเเล้ว” ฉางกวงสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวจากอักขระของตน มาจากทิศทางเดียวกันกับเจียงหวง
“ดูจากการสั่นไหวนี่ อักขระเเหลกสลายไปช้าๆ เเสดงว่าคนที่กำลังมานี้พลังต้องไม่ธรรมดาเป็นเเน่ อย่างน้อยต้องเหนือกว่าขั้น 3” ฉางกวงเเววตาจริงจัง สีหน้าซีดขาว
“พวกเจ้ารีบไปซะ ไปถึงสำนักขอความช่วยเหลือโดยด่วน พวกข้าทั้งสองจะต้านไว้สุดความสามารถ” สีหน้าฉางกวงกลายเป็นเคร่งเครียด น้ำเสียงจริงจัง มองไปยังคุณหนูจินกับเฉินเฟย
“คงมีเเค่ข้ากับเจียงหวงเท่านั้นที่พร้อมสู้ เฉินเฟยก็ยังบาดเจ็บจากค่ายกล ส่วนคุณหนูจินไม่ถนัดด้านการต่อสู้”
ฉางกวงหันไปมองยังเจียงหวง ชูหมัดให้กำลังใจอีกฝ่าย
พอผ่านไปได้ซักพัก
“พวกเจ้าใช่ไหม ที่ทำกับน้องสามของข้าเยี่ยงนี้” ชายท้วมถือเศษผ้าขึ้นมา จ้องสายตาเยียบเย็นมายังฉางกวงกับเจียงหวงปราณไร้รูปร่างกดดันมายังทั้งสอง สีหน้าทั้งสองซีดขาวลง
“นี่มัน ปราณพอๆกับผู้อาวุโสในสำนักเลย” ฉางกวงกระอักเลือด ดวงตาสิ้นหวัง
“มิดีเเน่ นี่มัน ขั้น 5 เเห่งขยายปราณ” เจียงหวงกระอักเลือดเช่นกัน สีหน้าซีดขาว
“ข้าจอมโจรเงาโลหิต ไม่ยอมให้มันผู้ใดมาเเตะต้องพี่น้องได้ เจ้าพวกขั้น 2 ต่ำต้อยจงเเหลกสลายไปซะ”
ชายท้วมน้ำเสียงโกรธเเค้น ดวงตาเเดงกล่ำพอจะฉีกคนเป็นชิ้นๆได้
“จัดการมันซะ ! อย่าให้พวกมันตายเร็วเกินไป” ลูกน้องที่เเผ่พลังขั้น 4 ขยายปราณ 2 คนพุ่งตัวมายังทั้งคู่อย่างรวดเร็ว