ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 27 : วัดกันที่กำปั้น !
ณ สมาคมอักขระ ชายวัยกลางคนเเต่งตัวหรูหรากำลังนอนบนเก้าอี้พิงอย่างสบายใจเฉิบ อ่านนิตยสารพลางดื่มเหล้าไปด้วย คนผู้นี้ก็คือเเขกกิตติมศักดิ์หรือก็คืออาจารย์ของฉางกวงเเละเจียงหวงนั่นเอง
“เจ้าพวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ” เเขกวัยกลางคนตกอยู่ในห้วงภวังค์ เหลือบไปเห็นรูปกระต่ายบนนิตยสาร พลันได้สติ สีหน้ายกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้
“เข็มกลัดกระต่ายนั่น ข้าผู้อาวุโสใช้เวลาทำขึ้นมาไม่น้อย เเถมด้วยความยากภารกิจระดับ 2 นั้นคงไม่ถึงคิวของเข็มกลัดข้าหรอก” เขาพูดด้วยความมั่นใจ
“หืม นี่มัน” เเขกอาวุโสลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หันไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“ฟึ่บ” เเขกอาวุโสหายตัวไปอย่างรวดเร็ว สายลมกรรโชกพุ่งไปยังทิศทางพวกฉางกวง
“สัตว์อักขระของข้าต้องระเบิดตัวเอง ดูท่าคู่ต่อสู้ไม่ธรรมดาเลย” เเขกอาวุโสเคลื่อนไหวดั่งประกายเเสงสีฟ้าน้ำทะเล ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นอักขระสีดำจางๆ ในประกายเเสงนั้นด้วย พุ่งมายังทางที่กลุ่มของฉางกวงใช้เวลาเดินทาง 1 วันนั้น เเขกอาวุโสมาถึงภายในหนึ่งชั่วยาม
สังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ 2 ร่างไกลๆ พอเข้ามาใกล้เห็นสัญลักษณ์ทวนธารา จึงเข้าไปสอบถาม
“พวกเจ้าคือศิษย์สายนอกใช่ไหม เเล้วพวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่”
“ผู้อาวุโส พวกข้ากำลังมาปฎิบัติภารกิจสำนัก ไม่คาดว่าจะเจอตอเข้าขอรับ” เฉินเฟยคารวะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนเเรง
“พวกเจ้าใช่กลุ่มเดี๋ยวกับเจ้าหนุ่มฉางกวงกับเจ้าหนุ่มเจียงหวงใช่หรือไม่” เเขกอาวุโสพยักหน้าให้ มองไปยังทั้งเฉินเฟยเเละจินเยว่
“ใช่เเล้วเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสรีบไปเถอะเจ้าค่ะ สองคนนั้นกำลังต้านผู้ฝึกตนขั้น 5” จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“อืม พวกเจ้านั่งสิ่งนี้กลับไปก่อน” เเขกอาวุโสควักรูปปั้นม้าอักขระตัวเล็ก พลางเขียนอักขระกลางอากาศ
ฉับพลันรูปปั้นกลายเป็นรถม้าคันหนึ่งเปล่งประกายสีฟ้าน้ำทะเล มีอักขระห่อหุ้มทั้งคัน
“ฟึ่บ” ร่างเเขกอาวุโสหายไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เฉินเฟยกับคุณหนูจินไม่อาจมองได้ทันเเม้เเต่น้อย
“นี่มันปราณขั้นครึ่งก้าวขยายปราณงั้นรึ” เเขกอาวุโสไม่รอช้ารีบไปยังทิศทางดังกล่าวในทันที
พอมาถึงเห็นฉากต่อสู้ระหว่างระหว่างชายท้วมวัยกลางคนสวมชุดสีเเดงสลับขาวกำลังร่ายใช้วิชาใส่อีกฝ่ายหนึ่งที่ตอนนี้ดูสะบักสะบอม จะล้มมิล้มเเหล่ เห็นร่องรอยปราณสีฟ้าที่พึ่งสลายไปได้อย่างรางๆ
“เจ้าหนู วันนี้เจ้าไม่รอดเเน่” น้ำเสียงชายท้วมโหดเหี้ยมสิ้นเสียงนั้นเองโลหิตก่อตัวเป็นมือขนาดยักษ์กดลงมายังร่างสะบักสะบอมนั้น”
“เปรี้ยง” มือโลหิตยังไม่ทันถูกเป้าหมายพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าบังอาจยิ่งนักที่มาเเตะต้องลูกศิษย์ของข้า” น้ำเสียงเย็นชา มาพร้อมกับปราณขั้น 5 เเห่งขยายปราณกดทับลงมายังชายท้วม
“ผู้อาวุโส โปรดไว้…” ยังไม่ทันได้พูดจบชายร่วมท้วมนั้นร่างกายมีรอยเเตกร้าว สลายไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงเศษเสี้ยวปราณสีฟ้า
“ท…ท่านอาจารย์ ช่วยฉางกวงด้วย” เจียงหวงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก พลันหมดสติไป
เเขกอาวุโสก็ทำเช่นเดิม นำสัตว์อักขระออกมา หาที่ให้เจียงหวงพักผ่อน เเล้วจึงส่งเจียงหวงกลับสำนัก
“เจ้าหนุ่มฉางกวงอยู่ไหนกัน” เเขกอาวุโสเเผ่พลังปราณค้นหา เเต่ก็ไม่พบอันใดเลย พลันขมวดคิ้ว
หลังจากที่ค้นหาไปชักพักก็ได้เจอกับผู้ฝึกตนครึ่งก้าวสู่ขยายปราณกำลังพุ่งตัวผ่านมายังทางนี้ จึงเก็บปราณของตน เเละสอบถามอีกฝ่าย ถ้าฉางกวงมาเห็นชายวัยกลางคนผู้นี้ต้องจำได้อย่างเเน่นอน
“เจ้าอย่าหาเรื่องเลยดีกว่า เเม้เเต่ศิษย์สำนักทวนธาราข้าก็ยังจัดการมาเเล้ว” ชายวัยกลางคนพูดออกมาด้วยสีท่าภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“ตอบมา ว่าเด็กที่เจ้าสู้เมื่อครู่นี้ไปอยู่ที่ไหน” เเขกอาวุโสปลดปล่อยปราณขั้น 5 ออกมากดทับยังร่างวัยกลางคนอย่างรวดเร็ว
“ผู้อาวุโส โปรดไว้ชีวิตด้วย ถ้าท่านไม่ปล่อยข้าไป จอมโจรเงาโลหิตจะมาหาท่านอย่างเเน่นอน” ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะเคารพเเต่ก็ไม่เคารพ
“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าเรอะ จงพูดมา!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดลั่น ปราณขั้น 5 ปะทุขึ้นมาจนชายวัยกลางคนผู้นี้หน้าซีดเซียว
“ขอรับ ข้ายอมพูดเเล้ว” เขาถึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งเเต่ที่น้องสามของจอมโจรเงาโลหิตซึ่งก็คือจอมโจรเงาทมิฬนั้นโดนศิษย์สำนักเล่นงาน เเละหัวหน้าเงาโลหิตออกหน้ามาจัดการด้วยตนเอง ถูกสัตว์อักขระระเบิดใส่ เเละเรื่องที่สู้กับฉางกวงที่ฉางกวงอยู่ดีๆ ก็หายไป
“อืม” เเขกอาวุโสสีหน้าอึมครึมสะบัดมือส่งๆ ร่างชายวัยกลางคนพลันเเตกสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไอ้พวกเศษเดนเยี่ยงนี้เอาไว้ไม่ได้” เเขกอาวุโสพุ่งตัวไปยังทิศทางที่รู้มาเมื่อครู่ เดินทางได้อีกซักพักเห็นกลุ่มคนที่มีชายท้วมที่ดูเหมือนเป็นผู้นำกำลังเดินทางด้วยสภาพไม่สู้ดีนัก เห็นดังนั้นเเขกอาวุโสจึงเขียนอักขระบนอากาศอย่างรวดเร็ว
เกิดเป็นวงอักขระขนาดใหญ่เปล่งประกายสีฟ้าน้ำทะเลเเซมสีดำของอักขระ เเผ่คลื่นปราณอันมหาศาลราวกับจะถล่มฟ้าดินได้ออกมา
“นั่นมันอะไรกัน วงอักขระขั้น 5 ไม่ดีเเล้ว” ชายท้วมผู้เป็นหัวหน้าโจรเงาโลหิตหน้าเปลี่ยนสี ควักเอาอาวุธอักขระหลายชิ้นออกมาอย่างรวดเร็ว ฉับพลันพลังปราณสีฟ้าน้ำทะเลเเผ่พุ่งออกมาจากอักขระ ดั่งสายธารามหาสมุทรพุ่งชนกันกลุ่มโจรเงาโลหิตอย่างจัง
“ตุ้ม” ปราณสีฟ้าน้ำทะเลดั่งสายชลทานอันเกรี้ยวกราดปะทะกลุ่มคน เกิดหมอกไอน้ำปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น
พอหมอกเริ่มจางลงไป สังเกตได้ว่าบัดนี้กลุ่มคนหายไปหมดเหลือเพียงชายท้วมที่เป็นหัวหน้าโจรเงาโลหิต ที่กระอักเลือดอย่างห้ามไม่ได้ สีหน้าซีดเซียว จ้องไปยังเเขกอาวุโสด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ถ้าข้าคิดไม่ผิดเจ้าคงเป็นอาจารย์ของเจ้าเด็ก 2 คนนั่นสินะ” หัวหน้าเงาโลหิตเช็ดเลือดที่มุมปาก เเววตาคั่งเเค้น
“ใช่เเล้วจะทำไม การที่เจ้าอยู่ขั้น 5 ของขยายปราณเเล้วลดตัวลงมาจู่โจมศิษย์ของข้า คนนึงสะบักสะบอม อีกคนหายตัวไปเจ้าก็สมควรตายเป็นหมื่นๆ ครั้งเเล้ว” เเขกอาวุโสตวาดอย่างกราดเกรี้ยว เเววตาเปล่งประกายน่ากลัว
“ข้าขอเตือนเจ้าไว้เลยนะ ถึงเเม้เจ้าจะเป็นขั้น 5 เหมือนกับข้าเเถมข้ายังบาดเจ็บเเต่อย่าให้ปลาตายตาข่ายขาดไม่งั้นเจ้าก็คงไม่สู้ดีเช่นกัน” โจรเงาโลหิตถึงเเม้ความโกรธเกรี้ยวจะยังไม่หายไป เเต่ก็ครุ่นคิดพลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาข่มขู่
“เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าเเค่เพียงลมปากของเจ้างั้นรึ มาวัดกำปั้นกัน” เเขกอาวุโสกล่าวจบพลันเขียนอักขระกลางอากาศอย่างรวดเร็ว
ปรากฎเงาสัตว์อักขระรูปร่างคล้ายพญามัจฉามีปีกกลางลำตัว เเผ่ปราณสีฟ้าน้ำทะเลที่ดูเก่าเเก่ออกมา
มาพร้อมกับมหาสมุทรอักขระเปล่งประกายสีฟ้าน้ำทะเล บรรยากาศดั่งตำนานที่ผู้ใดได้มาเห็นก็จะกราบไหว้อย่างนอบน้อม
“อย่าบอกนะว่านั่นมันวิชาโบราณเงาพญาคุนเผิง” หัวหน้าโจรเงาโลหิตเนื่องด้วยระดับพลังที่มี ทำให้เขารู้เรื่องราวมากกว่าคนอื่น ๆ
สีหน้าเคร่งเครียด กัดนิ้วตัวเอง เห็นเป็นโลหิตไหลออกมาพลันเขียนโลหิตไปทั่วทั้งตัว ลวดลายดูน่าเกรงขามดั่งเทพเเห่งสงครามก็ไม่ปาน
‘สังเวยโลหิต’ “ขอใช้ตัวข้าเป็นสิ่งเเลกเปลี่ยน ขอให้ท่านเทพจงทำลายคนผู้นี้ให้สิ้นราพนาสูรด้วยเถิด”
ร่างกายหัวหน้าโจรเงาโลหิตสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว พลันปรากฎเงาโลหิตที่ดูดุดัน น่าเกรงขามเเผ่กลิ่นอายโบราณ
คล้ายเทพสงครามก็ไม่ปาน ชูหอกที่ควบเเน่นมาจากอักขระโลหิตโบราณ เตรียมพุ่งเข้าไปเสือกเเทงทั้งคุนเผิงเเละเเขกอาวุโสพร้อมกันในทีเดียว หอกโลหิตโบราณพุ่งชนเข้ากับเงาพญาคุนเผิง ท้องฟ้าเกิดคลื่นปะทะครึนครั่น เเสงวูบดังฟ้าจะถล่มดินจะทลายกระจายออกมาจากจุดที่ปะทะกัน คลื่นที่เเผ่ออกมาสามารถสังหารผู้ที่อยู่ในขั้นที่ต่ำกว่าขยายปราณได้ในชั่วพริบตากระจายไปทั่วบริเวณ
ม่านหมอกสีฟ้าปนสีเเดงโลหิตกระจายไปทั่วบริเวณ พอม่านหมอกหายไปนั้นเอง เห็นเงาชายวัยกลางคนที่บัดนี้ชุดหรูหราที่บัดนี้มีร่องรอยฉีกขาดให้เห็น
“พลังวิชาเงาเทพโลหิตหาใช่ธรรมดาเลย” เเขกอาวุโสมองไปยังจุดที่ปะทะกันเมื่อครู่ สีหน้าเคร่งขรึม
วิชาเงาเทพโลหิตเมื่อครู่นั้นใช้ผู้ฝึกตนขั้น 5 ของขยายปราณเป็นสิ่งเเลกเปลี่ยนจึงมีความรุนเเรงจนสามารถเเม้กระทั่งคุกคามผู้ฝึกตนขั้น 6 ของขยายปราณได้ เห็นได้ว่าถ้าผู้ฝึกตนขั้น 5 ทั่วไปมาเผชิญหน้าคงบอกได้ยากว่าจะอยู่หรือตาย ขั้นที่ต่ำกว่านั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวเลย
“เจ้าหนุ่มฉางกวงนั่นไปอยู่ที่ไหนนะ” เเขกอาวุโสเเผ่ปราณค้นหาไปทั่วบริเวณนั้น ปราณขั้น 5 ผ่านไปที่ใดเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เสียงสัตว์ป่าเงียบลงในพริบตา
ณ สถานที่ที่เต็มไปด้วยเหมันต์ ขาวไปทั่วบริเวณนั้นเอง
“ที่นี่ที่ไหนกัน ร่างกายข้ารู้สึกดีขึ้นไม่น้อยเลย…” เด็กหนุ่มที่สวมเสื้อศิษย์สายนอกสำนักสติกำลังพร่าเลือน คล้ายสัมผัสได้ถึงปราณบางอย่างที่คุ้นเคยที่เเผ่ออกมาจากอกเสื้อ “ท่านอาจารย์” น้ำเสียงอ่อนเเรงจับไปยังอกเสื้อสัมผัสได้ถึงวัตถุบางอย่างรูปร่างกลมๆ อันคุ้นเคย
สัมผัสได้ถึงปราณสายนั้น เขาก็ล้มฟุบไปบนพื้นเหมันต์สีขาวนั้นด้วยความสบายใจ ถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบได้ว่าปราณไฟสีขาวปรอทนั้นตอบสนองต่อเหมันต์รอบตัวอย่างเริงร่า ค่อยๆ ดูดซับความเย็นรอบๆ ตัวเด็กหนุ่มไปไม่น้อย เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฉางกวงศิษย์สายนอกที่เเขกอาวุโสกำลังออกตามหานั่นเอง
ไม่รู้ว่าสลบไปนานเพียงใดพอตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงขนสัตว์อันอบอุ่น อยู่ในห้องเล็กๆ ที่ดูธรรมดาๆ
เทียบไม่ได้เเม้เเต่เรือนหลังก่อนของฉางกวงที่ซื้อมาตอนกำลังมาถึงเมืองมัจฉาวารีในช่วงแรกๆ
“นี่มัน ข้ารอดเเล้วสินะ” ฉางกวงพึมพำด้วยความอ่อนเพลีย หัวเเทบจะยกไม่ขึ้น
เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งหน้าตาหน้ารักน่าเอ็นดูกำลังเเง้มประตูอย่างเชื่องช้าเเต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีเสียงออกมา
“เจ้าเป็นใคร” ฉางกวงตาเริ่มปลือลง จ้องมองไปยังเด็กหญิงผู้นี้ พลางกล่าวด้วยความเหนื่อยล้า
“พี่ชาย ท่านพักผ่อนก่อนเถิด ตอนที่ข้าไปพบท่านนั้น ข้าตกอกตกใจหมดเลย จึงรีบนำท่านมายังหมู่บ้านเเห่งนี้
ผู้ใดก็ไม่คิดว่าท่านจะรอดมาได้ จนผ่านมาได้ถึง 3 วันท่านจึงฟื้นขึ้นมา” เด็กหญิงกล่าวด้วยสีหน้าดีใจ น้ำเสียงเป็นห่วง
“ขอบใจเจ้ามากนะ” ฉางกวงยิ้มให้เด็กหญิงผู้นี้พลางพยักหัว ไม่ทันไรหัวตกลงไปบนเตียง เข้าสู่ห้วงนิทราในสภาพเช่นนั้นในทันที
“พี่ชายท่านต้องรีบฟื้นนะ” เด็กหญิงมองไปยังฉางกวง สีหน้ายกยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา พลันค่อยๆ เเง้มประตูออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ