ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 28 : เทือกเขานรกเหมันต์
ในระหว่างที่เขาตกในห้วงนิทราอยู่นั้น เขาอยู่ในช่วงสะลึมสะลือรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างต่อสถานที่ ๆ เต็มไปด้วยเหมันต์นี้ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่เคยมายังสถานที่เเห่งนี้มาก่อน
พอผ่านมาได้อีก 3 วันนั้นเอง ฉางกวงพลันลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าดูดีขึ้นกว่าการตื่นครั้งที่เเล้วไม่น้อย เเววตาดูมีชีวิตชีวา ความงงงวยหายไปเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหลือบไปเห็นเด็กหญิงน่ารักน่าเอ็นดูที่เห็นครั้งที่เเล้วก่อนสู่ห้วงหลับใหลกำลังจ้องมองเขาอยู่อย่างรอคอย พอเห็นฉางกวงลืมตาขึ้นสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ยิ้มอย่างร่าเริง กล่าวว่า
“พี่ชาย ในที่สุดท่านก็ฟื้นเเล้ว”
“ขอบใจมากหนูน้อยที่ช่วยเหลือ” ฉางกวงคารวะไปยังเด็กหญิงผู้นี้ น้ำเสียงซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านเเม่สอนข้าเสมอว่าให้ช่วยคนที่ยากลำบากกว่าเรา” เด็กหญิงน้ำเสียงไร้เดียงสา
“เป็นคำสอนที่ดีนัก” ฉางกวงรู้สึกเอ็นดูเด็กหญิงที่ช่วยเขามายิ่งขึ้นหลายส่วน เผลอลูบหัวเด็กหญิงโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าตื่นขึ้นมาเเล้วสินะ” เสียงวัยกลางคนดังมาจากตรงประตู
“ท่านพ่อ…” เด็กหญิงที่ฉางกวงกำลังลูบหัวอยู่นั้นพลันลุกขึ้นวิ่งไปหาเสียงนั้นด้วยความดีใจ
“ขอบคุณท่านมากขอรับที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” ฉางกวงประสานมือคารวะไปยังชายวัยกลางคนที่สวมชุดขนสัตว์กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
“เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า ถ้าลูกข้าคนนี้ไม่ขอร้องอ้อนวอนข้าคงไม่ช่วยเจ้าหรอก” ชายวัยกลางคนจ้องมองยังฉางกวงด้วยสายตาเรียบเฉย เเต่พอหันไปมองยังเด็กหญิงนั้นสายตาเต็มไปด้วยความรักใคร่
“ท่านพ่อ ๆ เเล้วท่านเเม่ไปไหนหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงถามด้วยเเววตาสงสัยใคร่รู้ พลางเอาหัวถูมือชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อ
“อะเเฮ่ม” ชายวัยกลางคนสวมขนสัตว์ดึงมือออกจากหัวลูกสาวอย่างรวดเร็ว
“เเม่ของเจ้านั้น กำลังไปเยี่ยมสหายอยู่” ชายผู้เป็นพ่อน้ำเสียงอบอุ่นพลางลูบหัวเด็กหญิงอย่างห้ามไม่ได้
เด็กหญิงได้ยินดังนั้นพลันสีหน้าเศร้าสร้อย ท่าทางผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงยังไงก็ควรขอบคุณขอรับ ว่าเเต่ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านซักเรื่อง” ฉางกวงทำเป็นไม่เห็นฉากตรงหน้า กล่าวออกมาหน้าตาเฉย
“มีเรื่องอันใดรึ” ชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อหลังจากที่ปลอบเด็กหญิงเสร็จก็หันหน้ามาทางฉางกวง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจะออกจากที่เเห่งนี้ได้เยี่ยงไร” ฉางกวงน้ำเสียงจริงจัง เเววตาสงสัย
“เจ้าพูดอันใดกัน ที่เเห่งนี้ข้าก็อยู่มาตั้งเเต่เกิด จะออกไปหมายความว่าเยี่ยงไร” พ่อของเด็กหญิงน้ำเสียงงุนงง
ชาวหมู่บ้านเเห่งนี้ เดิมทีก็เป็นคนธรรมดาไม่รู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเลยเเม้เเต่นิดเดียว คิดมาเสมอว่าสถานที่ๆเต็มไปด้วยเหมันต์นี่ เป็นดั่งโลกปกติทั่วไป ไม่มีใครคิดว่าด้านนอกหมู่บ้าน นอกโลกของตนนั้นยังจะมีโลกอีกใบหนึ่งอยู่
“ชาวบ้านพวกนี้คงไม่รู้เรื่องอันใดเลย งั้นข้าเปลี่ยนคำถามดีกว่า” ฉางกวงครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นเคยว่า
“เออ ในหมู่บ้านนี้มีเซียนอยู่ไหมขอรับ”
“อ้อ เซียนย่อมมีอยู่เเล้ว เขาอยู่ในหมู่บ้านนี้แหละ เเต่มีปัญหาเล็กน้อย” พ่อเด็กหญิงสีหน้าลำบากใจ
“มีปัญหาอันใดเหรอขอรับ”
“เซียนผู้นี้พบตัวได้ยากซักเล็กน้อย คนในหมู่บ้านเเทบจะไม่เคยพบเขาเลย” พ่อเด็กหญิงยิ้มออกมาด้วยสีหน้าจนใจ
“เขาอยู่ที่ไหนรึขอรับ” ฉางกวงเเววตาเป็นประกาย
หลังจากที่เขาฟังรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับเซียนผู้นั้น เขาก็ได้เอ่ยขอบคุณด้วยท่าทางซาบซึ้ง พลางเอ่ยร่ำลาจากคนทั้งสอง
ออกเดินทางไปยังที่อยู่ของเซียนผู้นั้นในทันที พอเดินมาได้ซักพัก
สังเกตเห็นเรือนหลังค่อนข้างใหญ่กว่าหลังอื่นๆ ดูสวยงามปราณีตเปล่งประกายดั่งเพชรนิลจินดาเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านบริเวณรอบข้าง ให้ความรู้สึกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในสถานที่เเห่งนี้นั้นต้องไม่ธรรมดาเป็นเเน่
“ท่านเซียนขอรับ ผู้น้อยฉางกวงศิษย์สำนักทวนธาราขอเข้าพบ” ฉางกวงกล่าวหน้าประตูเรือนชั้นนอกด้วยความนอบน้อม
ไม่มีการตอบรับจากภายในเรือน ฉางกวงยืนรอมาได้ประมาณหนึ่งจิบชาพลันมีเสียงดังขึ้นมา
“ศิษย์สำนักทวนธารางั้นรึ ข้าไม่เห็นเคยจะได้ยินเลย บอกเหตุผลดีๆมาซักข้อซิ ที่ข้าต้องออกมาพบเจ้า”
“เออ ผู้น้อยอยากได้คำชี้เเนะบางเรื่องซักเล็กน้อย ข้าน้อยสามารถตอบสนองความต้องการของผู้อาวุโสได้ขอรับ”
“งั้นรึ ถ้าข้าบอกเจ้าว่าข้าต้องการผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ 1000 ปี เจ้าจะไปเอาให้ข้าอย่างงั้นรึ”
“ข้าน้อยจะทำสุดความสามารถอย่างเเน่นอน” ฉางกวงทุบอกตนเอง น้ำเสียงจริงจัง เเววตาเเสดงออกถึงความมุ่งมั่น
หลังจากที่คุยกันเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับผลหยาดน้ำค้างเหมันต์เสร็จ ฉางกวงจึงคิดในใจคร่าวๆ การไปเก็บผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างเเน่นอน เเถมต้องเป็น 1000 ปีอีกด้วย
ผลหยาดน้ำค้างเหมันต์นั้นมีอายุตั้งเเต่ 1 ปีไปจนถึง 10000 ปี ซึ่งหาได้ยากที่สุด ส่วน 1000 ปีนั้นความยากก็รองลงมา
เเต่ทำไมข้ารู้สึกว่ากลิ่นอายของเซียนผู้นี้ดูพิลึกยิ่งนัก กลิ่นอายราวกับว่าระดับขั้นนั้นไม่เเตกต่างจากข้าสักเท่าไหร่เลย
ฉางกวงได้เเต่ย่นคิ้ว เเต่เขาก็ทำอันใดไม่ได้ นี่คือเบาะเเสเดียวที่เกี่ยวข้องกับการกลับไปยังสำนักทวนธาราของเขา ฉางกวงจึงพับเก็บเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว พลันเดินไปหายังสองพ่อลูกที่ดูเเลเขาตอนช่วงหลับใหลไม่ได้สติ
“เจ้าบอกว่า เจ้าต้องการเข้าไปยังเทือกเขานรกเหมันต์งั้นรึ” พ่อวัยกลางคนเมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘เทือกเขานรกเหมันต์’สีหน้าเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวในทันที เเววตาเคร่งเครียดขึ้นมา
“เทือกเขาเเห่งนี้นั้น ได้ชื่อเยี่ยงนี้มาไม่ใช่ได้มาเล่น ๆ หรอกนะ” พ่อเด็กหญิงกล่าวคร่าวๆ รายละเอียดก็คือ เทือกเขาเเห่งนี้นั้นไม่มีใครกล้าเหยียบเข้าไปเลย เนื่องจากกี่คนที่เคยเข้าไปเเล้วไม่ได้กลับมาอีก เเถมยังมีข่าวลืออีกว่าเเม้เเต่เซียนบางส่วนยังต้องเอาชีวิตไปทิ้งยังที่เเห่งนั้น ยามกลางคืนบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆเทือกเขาเเห่งนั้นบางคืนก็จะได้ยินเสียงคำราม ร้องโหยหวนมาตามสายลม ยิ่งเพิ่มความลึกลับ น่าหวาดกลัวเเก่คนในหมู่บ้านเเห่งนี้
พอได้ฟังดังนั้นฉางกวงสีหน้าเคร่งครึมลง ส่วนเด็กหญิงที่ฟังด้วยกันนั้นสีหน้าซีดเซียว ทำสีหน้าจะร้องไห้อย่างหวาดกลัว
“เด็กดี เจ้าไม่เป็นอันใดหรอก พ่อเจ้าอยู่ที่นี่ ไม่มีใครทำอันใดเจ้าได้” พ่อวัยกลางคนโอบกอดลูกสาวตน พลางลูบหลังด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณท่านลุงที่คอยช่วยเหลือ ขอบใจมากนะสาวน้อย” ฉางกวงหันไปคารวะให้พ่อเด็กหญิง คารวะเสร็จก็หันส่งยิ้มอบอุ่นให้กับเด็กหญิงผู้นี้
พอคุยกันเสร็จ ก็เอ่ยร่ำลากันอีกครั้ง โดยมีสายตาคู่เล็กๆของเด็กหญิงที่มองฉางกวงด้วยความเป็นห่วง
“ข้าคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ เทือกเขานั้นต้องมีสัตว์อสูรที่มีพลังพอๆกับผู้ฝึกตนเเน่ๆ” ฉางกวงตกอยู่ในภวังค์ พอตั้งสติได้นั้น
เห็นทางสายเล็ก ๆขาดหายไปบ้างเนื่องด้วยเหมันต์ที่กลบทับทอดยาวขึ้นไปยังเทือกเขาเหมันต์ที่มีรังสีความอันตรายเเผ่ออกมา เห็นดังนั้นฉางกวงจึงไม่รอช้าเดินตามเส้นทางสายเล็ก ๆน้ันด้วยความระมัดระวัง ในตอนนี้นั้นระดับพลังของเขาใกล้ขั้น 3 เเห่งจุดปราณเป็นอย่างมาก ถึงจะยังมีระยะห่างจากขั้น 3 ไม่น้อยเเต่ก็พูดได้ว่าถ้าฉางกวงตั้งใจฝึกฝนทุกวันเป็นเวลาสักอาทิตย์นึงละก็การจะบรรลุขั้น 3 นั้นเป็นเรื่องที่เเน่นอนเป็นอย่างยิ่ง
เดินตามเส้นทางสายเล็กๆนั้น สองข้างทางเริ่มมีต้นไม้ให้เห็นประปราย รังสีความอันตรายมีเเต่จะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่เข้าไป
“โฮก !” ฉับพลันมีเงาที่ปกคลุมด้วยขนออกมาจากเงาไม้พุ่งตัวใส่ฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“อันใดกัน” เนื่องจากฉางกวงระมัดระวังตัวไว้อยู่เเล้ว เขาจึงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
ชกหมัดที่มีพลังปราณเหมันต์ครอบคลุมอยู่บางๆ สวนกลับไป
หมัดเข้าปะทะกับเงานั้นจังๆ ด้วยเเรงส่งของเงานั้น ทำให้เพิ่มความรุนเเรงของหมัดฉางกวงขึ้นไม่น้อย
“สัตว์อสูรที่มีพลังเทียบเท่ากับขั้น 2 งั้นรึ“ ฉางกวงจ้องมองไปยังร่างมีขนเมื่อครู่ที่บัดนี้นอนเเน่นิ่งอยู่บนพื้น
“นี่มันผลึกเเก่นพลังกายอสูรรึ” ฉางกวงเห็นผลึกใสขนาดเล็กเเทบมองไม่เห็นที่อยู่บนฝ่ามือของเขา
“มันตัองมีประโยชน์ต่อข้าในอนาคตเป็นเเน่” ฉางกวงเก็บผลึกนั้นโดยหารู้ไม่ว่า ผลึกเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการฝึกในอนาคตของตนอย่างยิ่งยวด ระหว่างเดินเข้าไปได้อีกเล็กน้อยเขาเผชิญการจู่โจมคล้ายๆเงาขนเมื่อครู่เป็นระยะ ๆ ถึงเขาจะดูสบาย ๆ เเต่เมื่อมีการจู่โจมบ่อย ๆเข้า ก็สร้างความเหนื่อยล้าให้เขาไม่น้อยเลย เขาเหลือบมองผลึกเเก่นอสูรที่บัดนี้มีนับ 10 อดยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ไม่ได้การละ ถ้ามีการจู่โจมเช่นนี้ตลอดวัน ข้าต้องเหนื่อยตายเเน่ๆ” ฉางกวงพึมพำด้วยท่าทีอ่อนเเรง
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ พลางเดินกลับไปยังทางที่เดินผ่านมา ผ่านไปชั่วครู่จึงหยุดลง
“ถ้าข้าไปพักอยู่ในทางด้านหน้านั่น ข้าไม่รู้เลยว่าจะมีการจู่โจมฉับพลันมาถึงเมื่อใด เเต่ถ้าข้าอยู่ทางด้านหลังที่เคยผ่านมาเเล้วการกลบร่องรอยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก” ฉางกวงตกในภวังค์ เริ่มหาพื้นที่ที่อยู่ห่างกับทางสายเล็กๆไม่มากนัก โดยที่เว้นระยะกับร่างสัตว์อสูรที่เขาพึ่งสังหารไป หาพื้นที่ ที่ดูตรงเงื่อนไขเจอในเวลาไม่นานนัก
“โชคดีที่ข้าบังเอิญไปอ่านเจอวิธีการลบร่องรอยในสมาคมอักขระเข้า” นึกถึงตอนที่เปิดอ่านหนังสือเล่มหนาๆนั้นเข้า รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองไม่น้อยในความรู้ของตน เริ่มวาดอักขระที่จำได้เป็นวงล้อมรอบบริเวณที่เขาจะนอนพัก ความอันตรายที่รู้สึกได้ลดลงไปเล็กน้อย
วงอักขระที่ฉางกวงวาดขึ้นมานั้นมีคุณสมบัติคร่าวๆในการลบร่องรอย โดยกลิ่นก็คือหนึ่งในนั้น สิ่งนี้ส่งผลต่อการหาเหยื่อของสัตว์อสูรโดยตรง เนื่องจากสัตว์อสูรส่วนใหญ่บริเวณนี้มักจะใช้กลิ่นเพื่อบอกถึงความเเข่งเเกร่งของเจ้าของนั้น
ถ้ากลิ่นอายใกล้เคียงกัน พวกมันก็ไม่ลังเลเเม้เเต่น้อยที่จะสู้กับอีกฝ่ายเพื่อปากท้องของตน
ฉางกวงนำเหมันต์รอบๆมาก่อเป็นรูปทรงกลมๆให้พออยู่อาศัยได้
“ วันนี้ข้าคงไม่ต้องหาอาหารเเล้ว” เขาเหลือบมองเนื้อสัตว์อสูรขนปุยที่อยู่ในย่ามของตน ฉางกวงถึงเเม้ว่าจะหวาดกลัวอยู่บ้างเเต่ก็จำเป็นต้องเก็บมาในสถานการณ์ที่ยากจะหาอาหารจากรอบตัวได้ หลังจากกินเสร็จ เขากำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรานั้นเอง
“โบร๋ว” เสียงฝีเท้านับ 10 กำลังเดินเข้ามาใกล้ยังบริเวณที่พักของฉางกวง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที