ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 49 : จะช่วยหรือซ้ำเติมกันเเน่ ?
“การที่ข้าจะรับมือกับหุ่นโลหะเหล่านั้นเป็นจำนวนมากเหล่านั้น โดยปกติเเล้วก็เเทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้นต้องลองเสี่ยงดูเเล้ว” ฉางกวงตัดสินใจอย่างเเน่วเเน่ รีบรวบรวมพลังปราณเหมันต์ทุกหยาดหยดของตนเองมาไว้ตรงนิ้วมือ
พลางวาดนิ้วบนอากาศอย่างรวดเร็ว ตัวอักขระที่เขียนมาจากปราณสีขาวผสมสีส้มเเดงในอากาศพลันเรืองเเสงขึ้นมาในฉับพลัน
เห็นเช่นนั้นฉางกวงก็รวบรวมปราณของตนเองที่เหลืออยู่นั้น ร่ายใช้วิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ อย่างรวดเร็ว
หอกน้ำเเข็งที่ดูเเหลมคมพลันปรากฎขึ้นตรงหน้า ฉางกวงไม่รอช้านำหอกน้ำเเข็งที่พึ่งสร้างขึ้นมาไปประกบกับอักขระที่กำลังเรืองเเสงอยู่ ทั้งสองจึงเข้าหลอมรวมกันอย่างรวดเร็ว ทำให้หอกน้ำเเข็งที่ดูธรรมดาในตอนแรกนั้น ในตอนนี้กลับดูคล้ายกับอาวุธโบราณที่เเผ่กลิ่นอายเก่าเเก่ออกมาอย่างรุนแรง พร้อมกันกับการปรากฎของตัวอักขระบนด้ามหอกยิ่งส่งผลให้หอกนี้ยิ่งดูคล้ายกับอาวุธในตำนานปรำปราเป็นอย่างยิ่ง
“ลุย” ฉางกวงไม่รอช้า รีบบุกออกไปพร้อมกับที่กระดองเต่าหนามของเขาพังทลายลงอย่างพอดิบพอดี
ฉางกวงกวัดเเกว่งหอกน้ำเเข็งโบราณไปมา กลิ่นอายนั้นถึงเเม้ว่าจะไม่ค่อยส่งผลต่อสิ่งไม่มีชีวิตมากนัก เเต่ก็คล้ายกับจะทำให้หุ่นโลหะเเต่ละตัวช้าลงเล็กนั้น สิ่งนี้จึงเปิดโอกาสให้ฉางกวงที่ความเร็วยังคงเดิม
เริ่มเสือกเเทงหอกน้ำเเข็งอย่างบ้าคลั่ง ไล่เก็บหุ่นโลหะไปที่ละตัว
“เคร้ง…ฉึก” เสียงดังไประยะ ๆ จนในที่สุดก็หยุดไปพร้อมกับร่างของฉางกวงที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด กำลังยืนโอนเอนพิงหอกอย่างอ่อนล้า
โชคดีที่เขาได้ตำราอักขระโบราณมาจากท่านอาจารย์ของเขา ซึ่งตำรานั้นยากมากจะเข้าใจได้ เเม้เเต่อาจารย์ของเขายังเข้าใจได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งตัวอักขระที่เขาพึ่งเขียนไปเมื่อครู่นี้
เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันเช่นกัน เพียงรู้สึกว่าจ้องมองนาน ๆ เเล้วรู้สึกเหมือนมีเเรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาหาตัวเขา พอตั้งสติได้ จึงรีบกระพริบตาในทันที เเรงกดดันนั้นจึงหายไปอย่างน่าประหลาด ตั้งเเต่นั้นมา เขาก็เกิดความประทับใจในตัวอักขระที่เขาไม่เข้าใจนั้น เขาจึงเริ่มต้นจดจำมันทีละนิดทีละหน่อย
จนได้นำมาลองใช้ในวันนี้ ก็อดที่จะรู้สึกตกตะลึงกับพลังอำนาจของมันอย่างห้ามไม่ได้
“สมเเล้วที่มีคนเรียกเจ้าว่า เจ้าคนหน้าเงิน เเล้วจะเอายังไงต่อล่ะ” ฉางกวงรีบฟื้นฟูพลังปราณของตนเองพลางชูหอกน้ำเเข็งไปยังชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองอย่างข่มขู่
“ข้ายอมเเล้ว ท่านเก่งจริง ๆ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองพลันเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก พลางหันไปมองยังหุ่นโลหะของเขาที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 4 ตัวเท่านั้น
ในช่วงที่ฉางกวงกำลังนำหอกน้ำเเข็งไล่เเทงหุ่นโลหะของเขาอย่างเมามันอยู่นั้น ตัดมาที่ฝั่งของเขาที่ให้หุ่นโลหะ 4 ตัวในการรับมือการโจมตีของฉางกวงอย่างยากลำบาก เนื่องด้วยฉางกวงใส่ปราณลงไปกับการโจมตีนั้นอย่างมาก จึงทำให้หุ่นโลหะทั้ง 4 ที่ถูกการโจมตีนั้น หลุดการควบคุมจากเขา เเละก็ล้มลงไปในทันที
“ก็ดีเเล้ว เเต่ถ้าข้าอ่อนเเอกว่านี้เล็กน้อยเกรงว่าวันนี้เรื่องคงจะไม่จบเยี่ยงนี้อย่างเเน่นอน” ฉางกวงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยเเววตาดุดัน
ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองก็ก้มหน้าลง ไม่รู้จะเอ่ยวาจาอันใดตอบ ถ้าฉางกวงเป็นฝ่ายพ่ายเเพ้เเล้วละก็ เกรงว่าเขาคงจะดูดเเต้มอีกฝ่ายมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเเน่นอน
“ฉะนั้น เจ้าเองก็ต้องเเสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้หน่อยไหม” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขอรับ ข้าขอยอมเป็นวัวเป็นม้าเพื่อชดใช้ความผิดในครั้งนี้เลยขอรับ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองเเม้ในใจจะไม่เต็มใจ เเต่ก็เอ่ยตอบฉางกวงอย่างนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
เห็นเช่นนั้น ฉางกวงก็พลันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยหมอนี่ก็รู้จักชดใช้ความผิดของตนเอง ทำให้ข้าไม่ต้องเปลืองเเรงอีกรอบนับว่าเป็นสิ่งที่ดี
“เจ้าไม่ต้องทำอันใดมากเลย เพียงเเค่ฟังคำสั่งข้าก็พอในเรื่องสืบประวัติกับข้อมูลผู้เข้าคัดเลือก เเล้วอีกอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องติดตามข้า เจ้าเพียงเปิดร้านตรงซุ้มเช่นเดิมก็พอเเล้ว” ฉางกวงเอ่ยในขณะที่กำลังอยู่ในห้วงภวังค์ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณมากขอรับ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม หลังจากที่ฉางกวงเอ่ยว่าตัวเขาสามารถเปิดร้านได้เช่นเดิม ในใจของเขาก็ให้รู้สึกดีต่ออีกฝ่ายขึ้นไม่น้อย
“ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าเจ้าทำได้ดี ข้ายังจะมีรางวัลให้เจ้าอีกด้วย” ฉางกวงเอ่ยจบพลางหยิบขวดหยกที่บรรจุยาเม็ดสีเขียวออกมาอย่างสบาย ๆ
“นั่นมัน… ยาที่เเม้กระทั่งฟื้นฟูร่างกายเเละพลังปราณได้เเม้กระทั่ง ขั้น 6 เเห่งขอบเขตขยายปราณ ‘ยาพฤกษาเซียน’ !” ชายชุดน้ำตาลขลิบทอง เเววตาเเทบจะถลนออกมาจากเบ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยการที่เขามีความสามารถด้านข่าวสาร จึงทำให้เขารู้เรื่องบางเรื่องที่มากกว่าศิษย์คนอื่น ๆ
เรื่องนี้เองก็เช่นกัน ยิ่งรู้จักก็ยิ่งเห็นคุณค่าอันมหาศาลของมันได้อย่างชัดเจน จึงรีบสะบัดความคิดไม่ชอบใจอีกฝ่ายในใจออกไปอย่างรวดเร็ว เเล้ววางเเผนอย่างรวดเร็วว่าจะต้องทำให้อีกฝ่ายประทับใจในตัวเองเพื่อยา ‘พฤกษาเซียน’ ให้จงได้
“น่าสนใจใช่ไหมล่ะ ถ้าเจ้าตั้งใจทำงานให้กับข้าอย่างสุดความสามารถ ข้าก็ยินดีที่จะให้เจ้าอย่างเเน่นอน” ฉางกวงน้ำเสียงจริงใจปานประหนึ่งหุบเขาสูงชันที่ไม่มีวันล้มลงได้โดยง่าย
“ขอรับ” ชายชุดน้ำตาลขลิบทองตอบรับด้วยท่าทางเคารพนับถือ
“ก่อนที่ข้าจะจากไป ข้าอยากรู้ว่าเวลาที่ข้าอยากจะติดต่อกับเจ้าสามารถติดต่อผ่านทางไหนได้บ้าง” ฉางกวงถามพลางหันไปมองอีกฝ่าย
“หยกข่าวสารนี้ที่จริงสามารถใช้ติดต่อได้นะขอรับ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองรีบยื่นเเผ่นหยกที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ให้อย่างรวดเร็ว
“อ้อ เอาตามนั้นละกัน ข้าลืมไปซะสนิทเลย เจ้าชื่อว่าอะไรนะ” ฉางกวงเอ่ยอย่างรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย
ชายชุดน้ำตาลขลิบทองอยากจะร้องไห้โฮ เจ้าทำไมไม่ถามมาตั้งเเต่เเรกเล่า คนปกติเขาเจอกันก็ต้องเเนะนำชื่อกันก่อนสิข้าคิดว่าเจ้าไม่ถามก็นึกว่าเจ้ารู้จักชื่อของข้าอยู่เเล้ว
“ข้าน้อยมีนามว่า หยุนไฮ่ ขอรับ” ชายชุดน้ำตาลขลิบทองเอ่ยอย่างนอบน้อม
“งั้น ข้าจะมอบหมายงาน ๆ เเรกให้กับเจ้าเลยละกัน งานนี้ไม่ยากเลย เพียงเจ้ากระจายข่าว หลอกล่อให้คนอื่น ๆ มาหาข้าตรงเเม่น้ำที่ข้าอยู่ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ คอยติดตามข่าวของคนชื่อเจียงหวง ถ้าเกิดเขาเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เจ้าก็ต้องรีบเเจ้งข่าวให้ข้าโดยทันที ” ฉางกวงจ้องมองท่าทีของอีกฝ่าย
“เข้าใจเเล้วขอรับ” ชายชุดน้ำตาลขลิบทองน้ำเสียงจริงจัง
“เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าก็รีบรักษาตนเองเสีย เเล้วรีบลงมือตามเเผนให้ไว การที่เจ้าจะได้ยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองเเล้ว” ฉางกวงพุ่งตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงที่เคลื่อนไหวคล้ายลำเเสงสีขาวผสมเเดงส้ม กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังเเม่น้ำอย่างรวดเร็ว พลางหยิบยาเม็ดสีเขียวออกมากลืนอย่างรวดเร็ว
“ถ้าขืนว่า ข้ายังกินยาเม็ดสีเขียวนี้บ่อย ๆ มีหวังโดนสารตกค้างเล่นงานอย่างเเน่นอน”
ทุกอย่างย่อมมี 2 ด้านเสมอ มีขาวก็มีดำ ยาเม็ดสีเขียว หรือยา ‘พฤกษาเซียน’ นี้เองก็เช่นกัน ผลข้างเคียงของมันก็คือ ถ้ากินยานี้มากไป ธาตุไม้อาจก่อตัวขึ้นในร่างอย่างรวดเร็ว
ถ้าร่างกายนั้นมีคุณสมบัติธาตุไม้ก็เเล้วไป เเต่ถ้าร่างกายนั้นไม่มีคุณสมบัติธาตุไม้เเล้วละก็ ย่อมส่งผลให้มีต้นไม้งอกขึ้นตามลำตัว ซึ่งเเค่คิดตามก็รู้สึกสยองเเล้ว
ตอนเเรกฉางกวงก็ไม่รู้เรื่องเช่นนี้หรอก เเต่พอได้เห็นกระดาษคำเตือนตัวสีเเดงที่อยู่ในขวดหยกตอนวันก่อนที่จะเข้าคัดเลือกศิษย์สายในรอบ 2 ตั้งเเต่ตอนนั้นมาเขาจึงเริ่มระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เเต่ตอนนี้กลับเผลอใช้มันเยอะไปซะได้
ฉางกวงส่ายหัว รู้สึกระอาตนเองเช่นกัน คิดไปคิดมาก็มาถึงยังที่ตั้งกระโจมของตัวเขาอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตได้เลยว่าบรรยากาศในตอนนี้ออกจะคุกรุ่นเป็นอย่างมาก
ราวกับว่ามีคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะเปิดฉากจู่โจมได้ในทันที
“เเผนเริ่มขึ้นเเล้วสินะ งั้นข้าต้องรีบพักฟื้นตัวเองละ” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบา พลันรีบไปนั่งปรับพลังปราณของตนเองอย่างรวดเร็ว
ตัดมาที่รอบนอกบริเวณเเม่น้ำสายเล็กนั้นเอง
“ท่านเเน่ใจนะ ว่ามีศิษย์ใหม่คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เเล้วหนีมากบดานยังที่เเห่งนี้”
“เเน่ใจอย่างยิ่ง ข้าใช้บริการข่าวสารของเจ้าหยุนไฮ่มาก็ไม่น้อย ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผิดพลาดเลย”
“งั้นก็เยี่ยมไปเลย รีบไปเก็บส้มหล่นกันเถอะ ก่อนที่กลุ่มอื่นจะมาชิงตัดหน้าไป”
“เรื่องนี้มันดูเเปลก ๆ นะ ข้าว่าเรารอดูต่อไปก่อนดีกว่า”
“ข้าเห็นด้วย นี่อาจเป็นกับดักก็ได้”
“หนอย ไม่เกรงใจกันบ้างเลยนะ บังอาญมากที่มาวางเเผนเล่นงานข้าต่อหน้าต่อตา” ฉางกวงที่ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังนั้นก็อดที่จะกำหมัดขึ้นมาไม่ได้ พลันเเสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเพื่อทำให้ทุกกลุ่มที่เฝ้าดูอยู่ตายใจ
“สัมผัสนี้มันเยอะเกินไปเเล้ววุ้ย ไอ้เจ้าหน้าเงินนั่นจงใจสินะ” ฉางกวงกำหมัดเเน่นยิ่งกว่าเดิม เเทบอยากจะซ้อมอีกฝ่ายให้น่วมกันไปข้างเลยทีเดียว ถ้าลองจ้องมองไปรอบ ๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณไปทุกที่เลย ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ คนส่วใหญ่คงมาล้อมที่นี่เอาไว้เเล้ว
“ถ้าทุกคนเข้ามาโจมตีข้าละก็ ถึงเเม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้น 6 เมื่อเจอคนล้อมไว้ขนาดนี้ ก็คงไม่กล้าเผชิญหน้าด้วยอย่างเเน่นอน” ฉางกวงเอ่ยด้วยเเววตาเคร่งเครียด รีบคิดเเก้ไขสถานการณ์นี้อย่างรวดเร็ว