ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 50 : พยัคฆ์ร้ายเเซ่จางมาเยือน
“สถานการณ์ตรงหน้านี้ ถ้าอยากเเก้ไขมันจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี” ฉางกวงรีบหยิบหยกสื่อสารออกมาพลางถ่ายถอดพลังปราณเพื่อเปิดการใช้งานอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” หยกสื่อสารพลันส่องเเสงสว่างออกมาพร้อมกับที่น้ำเสียงอันคุ้ยเคยดังขึ้น
“ท่านฉาง มีอะไรให้ข้าช่วยรึไม่ขอรับ” น้ำเสียงของชายชุดน้ำตาลขลิบทองจากอีกฝั่งดูตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก
“เจ้าบ้า ยังมีหน้าจะมาพูดอีก เจ้าน่ะเตรียมตัวมาหาข้าโดยด่วนเลย” ฉางกวงตวาดอย่างกราดเกรี้ยว
เจ้าหมอนี่ทำไมไม่คิดสักหน่อยว่าถ้าล่อคนมาเยอะเกินไป ยังไงตัวเขาก็ไม่มีทางจัดการได้หมดอยู่เเล้ว ช่างมันก่อนละกัน ตอนนี้ต้องรีบเตรียมตัวก่อน สงสัยคงต้องย้ำไอ้เจ้าพ่อค้าหน้าเงินผู้นี้หน่อยเเล้ว
“เจ้าอย่าลืมนำหุ่นโลหะของเจ้ามาด้วย รีบมาให้ไวเลย” ฉางกวงเอ่ยจบก็ตัดการเชื่อมต่อของหยกข่าวสารโดยทันที รีบเตรียมตัวโดยไม่กล้ารอช้าเเม้เเต่เสี้ยววินาทีเดียว
หอกน้ำเเข็งที่ดูเก่าเเก่โบราณพลันปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็วกว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยก่อนหน้านี้เขาพึ่งเคยลองหลอมรวมตัวอักขระกับหอกน้ำเเข็งเป็นครั้งแรก ทำให้รู้สึกว่ายังจับจุดที่เหมาะสมยังไม่ได้ เเต่ตอนนี้ที่เขาพอรู้คร่าว ๆ เเล้วว่ามันควรจะเป็นยังไง จึงเป็นเรื่องปกติมากที่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
“เอาล่ะ ไปดูกันดีกว่า ว่าสถานการณ์ตอนนี้ปะทุไปถึงขั้นไหนเเล้ว” ฉางกวงกระชับหอกน้ำเเข็งในมือเเน่น รีบไปสังเกตสถานการณ์ตรงขอบของวงอักขระอย่างรวดเร็ว
วงอักขระของเขาเองนั้น เดิมทีก็ไม่ได้กว้างอันใดมากอยู่เเล้ว พุ่งตัวไปไม่กี่ชั่วอึดใจก็มาถึงยังตรงบริเวณขอบอักขระเเล้ว
“ปราณทั้งสองนี่มัน ถ้าข้าคิดไม่ผิดละก็ ปราณทั้งสองนี้ใกล้จะบรรลุขั้น 5 เป็นอย่างมากเเล้ว” ฉางกวงหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง
บริเวณนั้นเริ่มมีเเสงสว่างจ้าตรงบริเวณขอบฟ้ามาเเต่ไกล ยิ่งตอนนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีดำราวน้ำหมึก ก็ยิ่งขับเน้นถึงความสว่างไสวของพลังปราณนั้นเป็นอย่างดี เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของฉางกวงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาในชั่วพริบตา
“ปราณช่างทรงพลังอย่างยิ่ง เกรงว่าไม่หมู่พวกเราคงไม่มีใครสมหวังเเล้วล่ะ”
“ไม่เป็นไร ถึงเเม้ว่าเราจะไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ จากเรื่องนี้ เเต่ก็อาจจะมีฉากเด็ดให้ดูกันก็ได้นะ”
“ข้าเห็นด้วย ถึงเเม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เเต้มเเล้ว เเต่รอดูก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดเลย”
กลุ่มคนที่มาล้อมอยู่บริเวณนี้เริ่มพูดคุยกันเสียงดังเซ็งเเซ่อย่างตื่นตะลึงเช่นกัน
ในไม่กี่ชั่วอึดใจ เงาสองสายที่เปล่งประกายสว่างไสวไกล ๆ เมื่อครู่ก็มาปรากฎอยู่ตรงด้านหน้าของฉางกวงอย่างฉับพลัน
“สองคนนั่นมัน พยัคฆ์ร้ายเเซ่จางนี่”
“ข้าไม่คิดเลยว่า เเม้เเต่พวกเขาก็มาด้วย ข้าเตรียมไว้อาลัยให้กับศิษย์ใหม่ผู้นั้นเลย”
ทุกคนรู้ถึงวีรกรรมของสองพยัคฆ์ร้ายเเซ่จางดี จึงไม่มีใครคิดในเเง่ดีว่าถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นมา เเล้วฉางกวงจะเอาชนะได้
“เจ้าน่ะรึ คือศิษย์ใหม่ผู้ที่เป็นข่าวลือในช่วงนี้” ชายหนุ่มชุดเขียวกัญชงก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าวพลางมองประเมินฉางกวงอย่างครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงส่ายหัว อดที่จะผิดหวังไม่ได้
“เจ้าหนูนี่ ดูไปเเล้วพลังปราณก็ออกจะอ่อนด้อยไปจริง ๆ” ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ด้านหลังพลันเอ่ยออกมาคล้ายกับจะรู้ความคิดของน้องชายของตน
“พวกเจ้าทั้งสองนี่เสียมารยาทชะมัด รู้จักนามของข้าเเล้วเเต่กลับไม่เอ่ยนามของตนเองออกมา” ฉางกวงถึงเเม้จะรู้สึกหวั่นเกรงในพลังปราณของอีกฝ่าย เเต่ก็เอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ ดูไม่มีความกังวลเลยเเม้เเต่น้อย
“เจ้าหนู เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก ไม่มีใครกล้าเอ่ยสบาย ๆ เเบบนี้กับข้ามานานเเล้ว ชักจะน่าสนใจขึ้นมาเเล้วสิ ตัวข้ามีนามว่า จางหย่ง ส่วนน้องข้าที่อยู่ด้านข้างของข้านั้นมีนามว่า จางเหว่ย” จางหย่งเองก็เอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ เช่นกันเเต่บรรยากาศโดยรอบกลับรู้สึกถึงความกดดันไร้รูปร่างบางอย่าง ที่ทำให้ฉางกวงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเย็นเยือกอยู่ในใจ
“อ้อ ศิษย์พี่เเซ่จางนี่เอง ไม่คาดว่าจะได้พบกับพวกท่านตัวเป็น ๆ ไม่ทราบว่าพวกท่านมีธุระอันใดกับตัวข้างั้นรึ” ฉางกวงเอ่ยอย่างเฉยเมย ไม่เเสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาทางสีหน้า
“จากการที่เจ้าทนเเรงกดดันของข้าได้ ก็ยิ่งทำให้ตัวเจ้านั้นน่าสนใจมากขึ้นไปอีก งั้นเอาอย่างนี้เป็นไง ข้าขอท้าเดิมพันคะเเนนป้ายหยกกับเจ้า” จางหย่งเเววตาเปล่งประกาย
“ไม่ทราบว่าจะเดิมพันอย่างไรรึขอรับ อย่าบอกนะว่าจะประลองกับข้า” ฉางกวงน้ำเสียงก็ยังคงนิ่งสงบอยู่เหมือนเดิม
“ก็เเน่นอนว่าย่อมต้องประลองกำลังกันอยู่เเล้ว เจ้าหนู เจ้าพูดอย่างกับว่ามีการประลองอย่างอื่นอยู่อีกอย่างนั้นล่ะ” จางหย่งขมวดคิ้ว
“ข้าเข้าใจเเล้ว งั้นท่านเข้ามาได้เลย” ฉางกวงที่กำหอกน้ำเเข็งโบราณไว้เเน่น พลันยกหอกตั้งท่าเตรียมพร้อมจะเสือกเเทงยังผู้ที่ริอาจเข้ามาได้ทุกเมื่อ
“ไม่เลวเลยทีเดียวเจ้าหนู รับมือ !” จางหย่งรวบรวมพลังปราณสีเเดงของตนเองไว้ที่หมัดอย่างรวดเร็ว ขณะที่พุ่งตัวเข้าไปประชิดตัวฉางกวงอย่างที่ไม่มีใครสามารถมองตามการเคลื่อนไหวนี้ได้ทัน
ทุกคนเพียงเห็นเป็นประกายเเสงสีเเดงที่พุ่งเข้าหาตัวฉางกวงอย่างรวดเร็วเพียงเท่านั้น
ในชั่วพริบตาต่อมานั้นเอง ทุกคนพลันเห็นจางหย่งต่อยหมัดที่ดูเชื่องช้าเพียง 1 หมัดไปใส่อีกฝ่าย หมัดนั้นดูเชื่องช้ายิ่งนัก เเต่ก็หน้าเเปลกที่ดูเหมือนกับว่าไม่มีผู้ฝึกตนคนใดที่ต่ำกว่าขั้น 5 จะสามารถหลบมันพ้นได้
ฉางกวงที่ถือหอกไว้ในมือกลับเเทงหอกน้ำเเข็งใส่อย่างไม่ลังเล
“เคร้ง” หมัด 1 หมัดเข้าปะทะกับคมหอกน้ำเเข็งอย่างจัง พลังคลื่นกระเเทกในปะทะกันครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่มุงดูอยู่กระอักเลือดในทันที จนต้องรีบถอยหลังกันอย่างจ้าละหวั่น
“ฮ่าๆๆ ข้าชักถูกใจเจ้าซะเเล้วสิเจ้าหนู” จางหย่งไม่รอช้าพลันร่ายวิชาของตนเองออกมาในทันที
“ฟู่” ปราณสีเเดงในตัวของจางหย่งพลันก่อตัว เเล้วหมุนวนรอบตัวของจางหย่งอย่างรวดเร็ว
“พี่จะใช้วิชานั้นเเล้วสินะ” จางเหว่ยพึมพำอย่างเเผ่วเบา
ในตอนนั้นเองที่ปราณที่หมุนรอบตัวของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว พลันปรากฎร่างของจางหย่งที่มีลวดลายพยัคฆ์สีเเดงไปทั่วทั้งตัว บริเวณง่ามมือของเขามีเล็บสีเเดงอ่อนปรากฎขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ดูรวม ๆ ไปเเล้วดุจดั่งเจ้าเเห่งพยัคฆ์อัคคีทั้งมวลเลยทีเดียว
“เเรงกดดันของวิชานี้ อย่างกับเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ตัวเป็น ๆ เลย” ฉางกวงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที ขนาดศิษย์พี่จางหย่งตอนปกติ ตัวเขาเองยังสู้ได้อย่างยากลำบากเเล้วถ้ายิ่งใช้วิชาสัตว์อสูรเสริมเข้าไปอีก การที่ฉางกวงจะเอาชนะได้นั้นคงจะเเทบเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว
“เจ้าหนู เจ้าถือว่าเก่งเเล้วที่รับมือข้าด้วยพลังในขั้น 4 เเต่ตอนนี้พลังของข้าเทียบเท่าหรืออาจเหนือกว่าผู้ฝึกตนขั้น 5 ไปเเล้ว อยากรู้จริง ๆ ว่าเจ้าจะรับมือข้าด้วยพลังปราณ ขั้น 4 ได้เยี่ยงไร” จางหย่งกางกงเล็บสีเเดงอ่อนอย่างรวดเร็ว
พลันพุ่งตัวไปตบฉางกวงด้วยกงเล็บอย่างดุดัน การเคลื่อนไหวของเขานั้นดูดั่งกับว่าพยัคฆ์อัคคีกำลังเยื้องย่างเข้าหาเหยื่อของตนอย่างรวดเร็ว
“วิชานี้มัน ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก เกรงว่าผู้ฝึกตนขั้น 5 ทั่ว ๆ ไปคงไม่เเม้เเต่จะสามารถต้านทานมันได้” ฉางกวงถึงเเม้จะรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง เเต่ก็ถ่ายทอดพลังปราณของตนเองลงไปในหอกของตนอย่างสุดความสามารถ
หอกน้ำเเข็งนี้ เมื่อได้รับพลังปราณเข้าไปมากยิ่งขึ้นอักขระโบราณที่สลักไว้อยู่ก็พลันเรืองเเสงขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายโบราณอันเเหลมคมที่ไปยับยั้งกลิ่นอายของพยัคฆ์อัคคีโดยฉับพลัน เมื่อเห็นว่าความกดดันที่ได้รับมาเริ่มลดลงเเล้ว
ฉางกวงไม่รอช้ารีบโยกตัวหลบอย่างรวดเร็ว พลางเเทงหอกน้ำเเข็งสวนไปในทันที
เมื่อกงเล็บพลาดเป้า จางหย่งก็พลันกระโจนเปลี่ยนทิศทางการโจมตีให้มุ่งไปยังฉางกวงอีกรอบหนึ่ง
ส่วนหอกที่เเทงมาเมื่อจางหย่งกระโจนเปลี่ยนทิศทาง หอกน้ำเเข็งจึงโดนเพียงเเค่ถาก ๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉางกวงก็ร่ายวิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ ใส่จางหย่งในทันทีโดยต้องการสกัดการโจมตีของเขา
“ครืน” ฝ่ามือเหมันต์พลันผุดขึ้นมาจากพื้น 4 ทิศทางอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้ผู้คนได้พักหายใจฝ่ามือทั้ง 4 ตบลงยังเป้าหมายของตนอย่างรวดเร็ว เเต่ด้วยความเร็วของจางหย่งในตอนนี้นั้นเร็วเกินไป จึงเหลือเพียงฝ่ามือเหมันต์ 2 ข้างเท่านั้นที่เข้าเป้า
ฝ่ามือเหมันต์ทั้งสองเข้าปะทะกับร่างของจางหย่งอย่างรวดเร็ว เเต่เพียงเเค่จางหย่งคำรามพลังปราณก็ฟุ้งกระจายไปในทันที ส่งผลให้ฝ่ามือเหมันต์สลายไปเกือบครึ่ง ส่วนที่เหลือที่เข้าปะทะกับร่างของเขาก็ไม่ทำให้รู้สึกระคายผิวเลยเเม้เเต่น้อย
ทั้งคู่ก็ปะทะกันวนไปมาอย่างนี้ จนถึงกระบวนท่าที่ 20 ทั้งสองก็พากันหอบอย่างรุนแรง
“ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะสามารถรับมือศิษย์พี่จางหย่งได้ถึงเพียงนี้”
“เขาเพียงเเค่โชคดีหรือเปล่า หรือบางทีศิษย์พี่จางหย่งอาจจะอ่อนให้เขาก็ได้”
“โชคดีงั้นรึ ข้าว่าไม่ใช่เลย สมเเล้วกับที่เป็นศิษย์ของเเขกกิตติมศักดิ์ผู้นั้น”
เสียงผู้คนส่วนใหญ่ที่มุงดูอยู่ไกล ๆ พลันเสียงดังเซ็งเเซ่อีกรอบ
“ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็เเทบจะไม่ไหวเเล้ว เอาอย่างนี้เป็นไง วันพรุ่งนี้ค่อยมาตัดสินกันใหม่อีกรอบ” ฉางกวงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก