ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 48 : เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ ?
“เจ้ายอมเเพ้เสียดี ๆ เเล้วส่งตราหยกมาให้ข้าซะ ” ฉางกวงเอ่ยจบก็รอคำตอบของอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ
“ก็ได้ ข้าขอยอมเเพ้” ศิษย์พี่สายนอกเช็ดเลือดตรงมุมปาก พลางนำเเผ่นหยกของตนเองโยนไปให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ถึงเเม้ว่าเเท่งน้ำเเข็งจะเเทงไม่โดนจุดสำคัญเเละก็เเทงไม่ลึกนัก เเต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อยอยู่ดี จะให้สู้กับอีกฝ่าย ฝันไปเถอะ อย่าพูดถึงตอนนี้เลย ขนาดตอนที่เขายังเป็นปกติอยู่ก็สู้กับอีกฝ่ายได้อย่างยากลำบากเเล้ว
ฉะนั้นการยอมเเพ้จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
“เจ้าก็รู้นี่ว่าทางไหนดีกับตนเอง” ฉางกวงรับตราหยกจากอีกฝ่าย เเล้วนำตราหยกของตนเองมาทาบอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” ตัวเลขบนหยกของฉางกวงที่ตอนเเรก คือ 21 พลันกลายเป็น 30 อย่างรวดเร็ว
“เจ้าเองก็อยู่ที่เเถว ๆ นี้นี่ เเล้วไปหาเเต้มมาจากไหนกันรึ” ฉางกวงมองยังศิษย์พี่สายนอกด้วยความสงสัย เท่าที่เขาสังเกตรอบ ๆ เเม่น้ำสายนี้ ปราณของศิษย์พี่ผู้นี้ก็ไม่ยักจะได้ไปไหนเลย เเล้วทำไมอีกฝ่ายจึงมีเเต้มเยอะกว่าที่เรามี
“ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของเจ้า รีบส่งตราหยกของข้าคืนมาเสีย” ศิษย์พี่สายนอกน้ำเสียงเย็นชา
“ถ้าศิษย์พี่ชี้เเนะให้ข้าได้ ข้าเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอันใด ข้ายินดีมอบสิ่งนี้ให้กับท่าน” ฉางกวงพลันหยิบเม็ดยาสีเขียวที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตออกมาจากขวดหยกในสาบเสื้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ยานั่นมัน…” ศิษย์พี่สายนอกหรี่ตามอง พอเห็นชัดเจนว่าเป็นยาอันใด สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง อดอุทานออกมาไม่ได้ กำลังจะเอ่ยวาจาอยู่นั้นเอง
“ดูจากท่าทางศิษย์พี่เเล้ว เห็นทีว่าคงไม่สนใจน้ำใจของข้า ไม่เป็นไร ถือว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้เอ่ยวาจาอันใดก็เเล้วกัน” ฉางกวงโยนตราหยกคืนให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เเล้วเเสร้งเตรียมตัวหันหลังจากไป เเต่ยังไม่ทันที่จะได้จากไปนั้นเอง
“ศิษย์น้องฉาง อย่าพึ่งไป ได้โปรดเถอะ ให้อภัยศิษย์พี่ผู้นี้ด้วย ข้ายอมพูดทุกอย่างเเล้ว” ศิษย์พี่สายนอกรีบเอ่ยอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงเว้าวอน กะพริบตาปริบ ๆ อย่างน่าสงสาร
“ข้าให้ท่านก็ได้ เเต่ก่อนอื่นท่านต้องบอกมาก่อน” ฉางกวงยิ้มอย่างผู้ที่เหนือกว่า พลางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
“คือว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้…” ศิษย์พี่สายนอกผู้นี้เมื่อเห็นเม็ดยาสีเขียวในฝ่ามือของฉางกวง ก็รู้ได้ในทันทีว่ายานี้คือยาในตำนานสำหรับเหล่าศิษย์สายนอกเช่นตัวเขา เเต่อีกฝ่ายกลับยื่นให้เขาอย่างง่ายดาย ทำให้ในใจของเขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่าย จึงบอกทุกอย่างไปตามความเป็นจริง
คร่าว ๆ เลยก็คือ ตัวเขามีวิชาอยู่วิชาหนึ่งที่ทำให้สามารถเเบ่งปราณออกเป็น 2 กลุ่มได้ เเละก็สามารถเลือกที่จะปกปิดอีกกลุ่มหนึ่งได้
เขาจึงเเบ่งปราณจากในร่างของเขาส่วนหนึ่งให้อยู่บริเวณเเม่น้ำใกล้ ๆ กับฉางกวง ส่วนตัวของเขาเองก็ใช้วิชาปกปิดพลังปราณ ทำให้เขาเเอบออกไปได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยเเม้เเต่น้อย จนกลับมาตอนที่ฉางกวงพึ่งสู้เสร็จอย่างพอดิบพอดี
“ถ้าเช่นนั้น เเล้วศิษย์พี่รู้ถึงวิชาฝ่ามือเหมันต์ 4 ทิศของข้าได้เยี่ยงไร” ฉางกวงเอ่ยถามอย่างคลางเเคลง ถ้าอีกฝ่ายเล่าว่าตัวเองไม่อยู่เเล้วพึ่งกลับมา เเล้วอีกฝ่ายรู้วิชาที่เขาจะใช้ได้อย่างไร
“เรื่องนั้นก็เอ่อ ค่อนข้างอธิบายได้ยากอยู่ เเต่เจ้าลองดูนี่ก่อนสิ” ศิษย์พี่สายนอกรีบเอ่ยเเก้ตัวอย่างรวดเร็ว พลางหยิบหยกสีเขียวที่ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก สลักคำว่าข่าวสาร
ฉางกวงที่เห็นหยกอันนี้เข้าสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา รอดูอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ
ศิษย์พี่สายนอกไม่รอช้ารีบถ่ายทอดพลังปราณใส่ไปในหยกในทันที
“วิ้ง” ฉับพลันก็มีเป็นฉากต่อสู้ระหว่างฉางกวงกับชายหนุ่มทั้งสองที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลินมู่”
“นี่มัน ทำได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ” ฉางกวงจ้องมองตาเขม็งไปยังภาพการต่อสู้ของตน สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
“เจ้าไม่ต้องเเปลกใจอันใดหรอก เจ้าคนหน้าเงินผู้นั้นก็เอ่ยออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นกันว่ามีข่าวสารการต่อสู้ทั่วทั้งสนามการคัดเลือก”
คล้ายกับรู้ถึงความเคร่งเครียดของฉางกวง ศิษย์พี่สายนอกก็เอ่ยอย่างเข้าใจ
หลังจากที่เจ้าคนหน้าเงินผู้นั้นถามว่าเขาตั้งที่พักอยู่ที่ไหน พอเขาบอกไปว่าบริเวณเเม่น้ำสายเล็ก ๆ คนผู้นั้นจึงก้มดูเเผ่นหยกขนาดใหญ่เเล้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ พลางเอ่ยเสนอลดราคาพิเศษเกี่ยวกับการต่อสู้ของฉางกวง เขาจึงลองจ่ายเเต้มไปด้วยความอยากรู้ เเต่พอได้เเผ่นหยกนี้มาพร้อมกับภาพการต่อสู้ สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความตกตะลึง เเต่พอนึกได้ว่าตนเองเคยมีเรื่องกับฉางกวง จึงรีบกลับมาอย่างรวดเร็วเพื่อวางเเผนรับมือกับฉางกวงนั่นเอง
“คนผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ข้าต้องลองไปพูดคุยดูสักหน่อยเเล้ว” ฉางกวงพลันโยนยาเม็ดสีเขียวให้อีกฝ่ายอย่างง่าย ๆ พลางเอ่ยถามถึงที่อยู่คร่าว ๆ ของผู้ขายข่าวผู้นั้นคร่าว ๆ พอเจรจากันเสร็จ ก็เอ่ยรำ่ลากันพอเป็นพิธี ทั้งสองจึงรีบเเยกย้ายไปทำธุระของตนเองกันต่อไป
“งั้นข้าต้องลองไปดูเรื่องคนขายข่าวสักหน่อย ไม่เเน่ว่าอาจจะได้สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้” ฉางกวงรีบฟื้นพลังปราณตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยฤทธิ์ยาเม็ดสีเขียวที่ยังคงเหลืออยู่ในร่างกายของเขา
ผ่านไปไม่ถึง 1 เค่อ (15 นาที) ร่างกายของเขาพลันเเผ่ปราณที่เหนือกว่าขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณ
“ไม่เลวเลย ลุย !” ฉางกวงไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังทิศทางที่ได้รู้มาจากศิษย์พี่สายนอกผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเร็วของฉางกวงที่เหนือกว่าขั้น 4 ทำให้เดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นมันอันใดกัน” ฉางกวงมองไปยังผู้คนที่ยืนต่อเเถวยาวเหยียดจากซุ้ม ๆ หนึ่ง เนื่องจากผู้คนที้มารวมตัวกัน
จึงทำให้บรรยากาศของซุ้มเเห่งนี้ค่อนข้างครื้นเครงซึ่งไม่เหมือนกับสนามทดสอบคัดเลือกศิษย์สายในเลย เหมือนกับตลาดในเมืองมัจฉาวารีมากกว่า นี่ทำให้ฉางกวงยืนอึ้งพูดไม่ออกไปชั่วครู่เลยทีเดียว
“เจ้าพึ่งเคยมาที่นี่ใช่รึไม่ ไม่ต้องกังวลไป เพียงเจ้ามายืนต่อคิวเเล้วรออย่างสงบเรียบร้อยก็พอเเล้ว” ชายหนุ่มชุดเขียวที่ยืนอยู่เเถวหลังสุด คล้ายกับรู้ว่าฉางกวงพึ่งเคยมาที่นี่ จึงเอ่ยอย่างเรียบเฉย
“อึ้ม” ฉางกวงพยักหัวเเล้วไปต่อด้านหลังชายหนุ่มชุดเขียวเมื่อครู่อย่างเงียบ ๆ
เเถวที่ฉางกวงต่ออยู่นั้นก็ค่อย ๆ ลดลงไป จนมาถึงคิวของฉางกวงนั้นเอง
“สหายฉาง เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดงั้นรึ” ชายหนุ่มที่อยู่ในซุ้มเอ่ยอย่างเป็นมิตร
“เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ” ฉางกวงมองจ้องไปยังชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสีน้ำตาลขลิบทอง ดูไปเเล้วดั่งกับพ่อค้าเจนจัดทางด้านนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว ด้านข้างนั้นมีอุปกรณ์ที่เถ้าเเก่ใช้ครบคันทั้งลูกคิดเอย สมุดบัญชีเอย
“ฮ่าๆๆ ถ้าข้าไม่รู้จักท่านฉางละก็ ข้ายอมเอาเต้าหู้ปาดคอตายเสียดีกว่า ชื่อเสียงท่านออกจะโด่งดังขนาดนั้น” ชายชุดน้ำตาลขลิบทองเอ่ยอย่างให้เกียรติ
“ถ้าเจ้ารู้เเล้วว่าข้าเป็นใคร เเล้วเจ้าคงจะรู้ใช่ไหม ว่าข้ามาหาเจ้าทำไม” ฉางกวงเอ่ยพลางเเผ่เเรงกดดันขั้น 4 ของตนเอง
“ท่านใจเย็น ๆ ก่อน ข้าก็เพียงเเค่ใช้ทักษะที่ข้าชำนาญในการหาเเต้มก็เท่านั้นเอง” ถึงเเม้ว่าจะได้รับเเรงกดดันจากฉางกวง เเต่ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองก็ยังคงนิ่งสงบเหมือนปกติ บรรยากาศเหมือนกับเถ้าเเก่ใหญ่กำลังเจรจาธุรกิจอย่างมืออาชีพ
“เจ้าจะทำอันใดมันก็เรื่องของเจ้า เเต่ในเมื่อเจ้ากล้าขายข้อมูลของข้า เจ้าต้องให้คำอธิบายเเก่ข้าในเรื่องนี้” ฉางกวงเเผ่ปราณขั้น 4 ออกมาอย่างกราดเกรี้ยวเหมือนกับน้ำเสียงของเขาที่กำลังกราดเกรี้ยวอยู่เช่นกัน
“ท่านฉางกวง ถึงเเม้ว่าท่านจะเป็นศิษย์ของเเขกอาวุโสกิตติมศักดิ์เเห่งสมาคมอักขระ เเละท่านก็มีพลังปราณธาตุเหมันต์ก็ตาม เเต่ท่านอย่าคิดว่าจะมาทำลายธุรกิจของข้าได้นะ” ชายชุดน้ำตาลก็เเผ่ปราณขั้น 4 ที่ไม่น้อยหน้าฉางกวงออกมาเช่นกัน อย่างไม่เกรงกลัว เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องให้คำอธิบายอันใดกับอีกฝ่าย เพราะว่าข่าวสารทั้งหมดนี้ก็ได้มาจากน้ำพักน้ำเเรงของตนเองเช่นกัน ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ทำผิดอันใดเลย
“ข้าไม่ได้คิดจะทำลายธุรกิจการหาเเต้มของเจ้า เเต่ข้าเเค่เพียงอยากให้เจ้าอย่าเอาข้อมูลของข้าไปขายต่อก็เท่านั้นเอง” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อ้อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นละก็ไม่ยากอันใดเลย เพียงท่านให้สิ่งของที่คู่ควรมา ข้อมูลของเจ้าจะต้องปลอดภัยอย่างเเน่นอน” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองเอ่ยอย่างสบาย ๆ
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอกรณีเช่นนี้มาก่อน คนที่ถูกขายข่าวไปบางคนก็เคยมาเจรจากันก็ไม่น้อย เขาก็จะเอ่ยเช่นนี้ก็คือ เจ้าต้องนำทรัพย์สินบางส่วนมาเเลกก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะยินยอมนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนอย่างว่าง่าย
ด้วยพลังปราณของตัวเขาเองเเละอิทธิพลของเขาที่เเม้เเต่ผู้ฝึกตนขั้น 5 ก็ไม่กล้าหือกับเขาเลยเเม้เเต่น้อย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าฉางกวงเองก็คงจะเป็นเช่นเดียวกับคนกลุ่มที่ผ่าน ๆ มา
“
ถ้าเจ้าอยากจะรีดไถข้า…เจ้าก็ต้องดูด้วยว่า เจ้าจะมีความสามารถมากเพียงพอรึเปล่า” ฉางกวงรวบรวมปราณมาไว้ที่ฝ่ามืออย่างรวดเร็ว พลันตบลงกับพื้นดินอย่างรวดเร็ว
“คงไม่จำเป็นต้องสุภาพกันอีกเเล้ว เจ้าอย่าคิดว่าข้าผู้นี้จะเคี้ยวได้ง่าย ๆ นะ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองพลันไปหลังซุ้มอย่างรวดเร็ว เเล้วจึงถ่ายทอดพลังปราณของตนลงไปยังหุ่นโลหะจำนวนหนึ่ง
“กร๊อบ ๆ” เห็นหุ่นโลหะเเต่ละตัวพลันลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เเล้วมายืนรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบ
“พวกเจ้าจงจัดการกับคนผู้นั้นซะ” ชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองเอ่ยอยากดุดัน
หุ่นโลหะพลันเเยกออกเป็นสองสายอย่างรวดเร็ว
สายเเรกนั้นพุ่งเข้าไปล้อมรอบพลางชกฉางกวงอย่างรวดเร็ว
ส่วนอีกสายหนึ่งนั้นพลันเตรียมยืนประกบชายชุดน้ำตาลขลิบทอง คอยอารักขาดั่งเงาตามตัว
หุ่นเเต่ละตัวนั้นเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกตนขั้น 4 จึงไม่เเปลกที่หุ่นโลหะขั้น 4 หลายสิบตัวจะทำให้ขั้น 5ถึงกับขยาดจนพ่ายเเพ้ไปอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว
”ครืน” ฝ่ามือเหมันต์พลันผุดขึ้นมา 4 ทิศเตรียมจะประกบไปยังชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทองอย่างรุนเเรง
ในขณะเดี๋ยวกันฉางกวงที่ต้องรับมือกับหุ่นโลหะเกือบ 10 ตัวที่เทียบเท่ากับขั้น 4 นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในฉับพลัน ถ้าผู้ฝึกตนขั้น 4 โดยทั่วไปมาเจอการรุมโจมตีของหุ่นโลหะนับ 10 เหล่านี้ก็คงบอกได้คำเดียวว่าเละอย่างเเน่นอนถึงเเม้ว่าจะเป็นนักรบขั้น 5 ก็ตามที เเต่จะนำหลักการโดยปกติมาใช้กับฉางกวงที่มีเปลวไฟเหมันต์นั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก
“เต่าเม่นเหมันต์” ฉางกวงไม่กล้าชักช้าเลยเเม้เเต่น้อย รีบร่ายวิชาอย่างรวดเร็ว ฉับพลันนั้นเองปราณสีขาวเหมันต์พลันก่อตัวกลายเป็นกระดองเต่าที่มีหนามงอกออกมาอย่างบ้าคลั่ง ปราณในร่างกายของเขาเผาผลาญไปอย่างรวดเร็วกระดองเต่าหนามพลันก่อตัวขึ้นมาอย่างพอดิบพอดีที่หมัดของหุ่นโลหะต่อยลงมาอย่างพอดิบพอดี
“เคร้ง” เสียงหมัดกับกระดองเต่าหนามปะทะกันอย่างรุนแรง พลันเกิดคลื่นเเรงปะทะที่ทำให้ต้นไม้รอบคาบเริ่มล้มลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นอาณาเขตวงกลมรัศมีราว 4 ลี้ (2 กิโลเมตร) ที่ดูโล่งเตียนราวกับว่าโดนพายุใหญ่กวาดเรียบ
หมัดของหุ่นที่ปะทะกับหนามน้ำเเข็งนั้น พลันดูบูดเบี้ยวลงเล็กน้อยเเต่หนามน้ำเเข็งกลับหักลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เกรงว่าอีกไม่นานหนามน้ำเเข็งคงหายไปจนหมดก่อนที่หุ่นโลหะทั้งหมดจะหมดสภาพอย่างเเน่นอน เห็นเช่นนั้นฉางกวงจึงอดที่จะรู้สึกร้อนรนอย่างห้ามไม่ได้ รีบคิดวิธีรับมืออย่างรวดเร็ว