ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 51 : พยัคฆ์ร้ายเเซ่จางมาเยือน 2
จางหย่งได้ยินเช่นนั้นก็มองสำรวจตนเองเเล้วก็หันไปมองฉางกวงพลางครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็พลันตอบกลับอย่างอ่อนล้าว่า
“ ฮ่าๆๆ เจ้าหนู เอาอย่างนั้นก็ได้ วันนี้ก็ไปหลับพักผ่อนมาให้ดี ๆ ล่ะ ไม่งั้นวันพรุ่งนี้ข้าคงหมดสนุกเป็นเเน่ ”
จางหย่งเอ่ยจบก็พุ่งตัวจากไปในทันที จางเหว่ยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เองก็ตกใจกับท่าทางของพี่ตนเองเช่นกัน ก่อนที่เขาจะหันหลังจากไปก็หันมามองฉางกวงอยู่ชั่วเเวบหนึ่งพลางพยักหัวให้ เเล้วก็ตามจางหย่งไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองจากไปพร้อมกับเสียงผู้คนส่งเสียงพูดคุยกันดังเซ็งเเซ่มากกว่าเดิม
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะทำมันได้ สามารถสู้กับจางหย่งได้อย่างสูสีกินกันไม่ลงเลยทีเดียว”
“ถ้าข้าไม่ได้เห็นด้วยตาของตนเองล่ะก็ คงคิดว่าเป็นเรื่องโกหกเเหง ๆ ขั้น 4 คนหนึ่งสามารถปะทะกับขั้น 5 ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำเลยเเม้เเต่น้อย”
“ถ้าเเม้เเต่จางหย่งก็ยังเอาชนะเขาไม่ได้ เเล้วพวกเราจะเหลือเหรอ”
คนที่มามุงดูอยู่พูดคุยกันด้วยสีท่าตกตะลึง เเล้วก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเมื่อหันไปมองยังฉางกวง ถ้าฉางกวงสามารถสู้สูสีกับจางหย่งได้ ก็เเสดงว่าคงไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่จะเอาชนะฉางกวงได้เเม้เเต่คนเดียว
เเล้วถึงจะรุมอีกฝ่ายเเต่ความเสี่ยงก็ยังมีมากอยู่ดี เเถมผลตอบเเทนที่จะได้รับก็ยังจะต้องเเบ่งกันอีกไม่น้อย เเต้มที่เเบ่งกันมาได้นั้น คงไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ทุกคนจึงรีบสลายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับข่าวลือความน่าเกรงขามของฉางกวงก็เเพร่ออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“ในที่สุด ก็หลุดออกมาจากสถานการณ์นี้ได้ซักที” ฉางกวงถอนหายใจอย่างโล่งอก พอกำลังจะหันหลังกลับไปพักฟื้นตนเองอยู่ในวงอักขระนั้นเอง
“ท่านฉาง ข้ามาเเล้ว ท่านต้องการให้ข้าทำอันใดรึ” น้ำเสียงตื่นเต้นเเละยินดีมาจากทิศทางหนึ่งที่มีร่างของชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทอง กำลังพุ่งตัวมาหาฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“เจ้าหมอนี่ ตัวเองสร้างปัญหาไว้เเล้วเเท้ ๆ เเต่กลับมาในเวลานี้ ช่างดียิ่งนัก” ฉางกวงมองร่างของหยุนไฮ่ที่กำลังเข้ามาใกล้อย่างเย็นชา
หยุนไฮ่ที่เข้ามาถึงก็พลันมายืนอยู่ตรงหน้าฉางกวงอย่างรวดเร็ว พลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยเเววตาเปล่งประกาย เเต่พอสังเกตได้ถึงบรรยากาศที่ดูผิดปกติ ในใจก็ให้รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จึงเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม
“ท่านฉางขอรับ ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า” หยุนไฮ่เกาหัวตนเองอย่างมึนงง
“เจ้าทำพลาดใหญ่เลยล่ะ เจ้าเกือบจะทำให้ข้าถูกรุมซ้อม” ฉางกวงมองอีกฝ่ายอย่างฉุนเฉียว
เจ้าหมอนี่ทำไมเรื่องธุรกิจดูเหมือนฉลาดเเท้ ๆ เเต่กลับเรื่องนี้ดันทำพลาดใหญ่ไปซะได้
“เออ…” หยุนไฮ่นึกขึ้นมาได้เกี่ยวกับเรื่องข่าวลือที่ตนเองปล่อยไป ก็พลันรู้สึกได้ถึงปัญหาในทันที
ด้วยความที่เขาอยากได้ยา ‘พฤกษาเซียน’ มากจนเกินไปจึงทำให้เขาตั้งใจปล่อยข่าวลือต่าง ๆ นานาสารพัด
ตอนเเรกที่เขาปล่อยข่าวลือเสร็จ ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นอย่างเเน่นอน จึงกระหยิ่มยิ้มย่องรอผลงานของตัวเองปรากฎขึ้นมาเเละก็รับเม็ดยาอย่างสบาย ๆ ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสวยงามเเล้ว
เเต่พอฉางกวงรีบเรียกเขาไปหาด้วยท่าทีร้อนรน เขาก็รีบไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนเเม้เเต่ไม่ได้เช็คถึงความผิดพลาดด้านข่าวของตนเลยเเม้เเต่น้อยทำให้ตอนนี้เขาไม่รู้จะเอ่ยวาจาอันใดได้เลย
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำตอบนี้ของเจ้าเเล้ว ข้าอยากจะถามเจ้าว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับข่าวสารกันเเน่” ฉางกวงมองไฮ่หยุนอย่างคาดคั้น
“ข้าว่ามันดูเเปลก ๆ นะขอรับ ข้าตั้งใจเพียงจะส่งข่าวลืออันนี้ให้กับเพียงคนบางส่วนที่มาในวันนี้เท่านั้นนะขอรับ เเต่ทำไมเหมือนกับว่าข้อมูลที่ส่งออกไปมันมากกว่าที่ข้าตั้งใจเอาไว้ อ…อย่าบอกนะว่า มีคนเเทรกเเซงหยกข่าวสารของข้าได้” หยุนไฮ่เอ่ยมาได้ถึงตรงนี้ก็พลันตกตะลึงขึ้นมาในทันที รีบร้อนหยิบหยกขึ้นมาเเล้วร่ายวิชาลับใส่ตัวหยกข่าวสารเเล้วจึงพิจารณาอยู่ชั่วครู่ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันที
“เจ้าลูกหมาตัวไหนกล้ามาทำลายเเผนการของข้าได้ ถ้าข้าจับตัวมันได้ล่ะก็ได้เห็นดีกันเเน่” หยุนไฮ่สบถอย่างรุนเเรงพร้อมกับกระทืบเท้าอย่างคั่งเเค้น มันผู้ใดช่างกล้ามาเเทรกเเซงยังหยกข่าวสารของข้าผู้นี้ ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก
“เอาล่ะ ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่ว่าละก็ เจ้าก็ย้อนรอยผู้บงการเเล้วนำตัวมันมาให้ข้า ก็ถือว่าเรื่องนี้จบกัน เเต่ถ้าเจ้ากล้าโกหกข้าหรือว่าเจ้าทำพลาดอย่างนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 อีกละก็ เจ้าจะเป็นคนเเรกที่ข้าจะกระทืบให้เละ จำเอาไว้” ฉางกวงเอ่ยอย่างดุดันพลางปล่อยรังสีของขั้น 4 เพื่อข่มขู่อีกฝ่าย
“ข้าเข้าใจเเล้วขอรับ” หยุนไฮ่รู้สึกถึงเเรงกดดันเหมือนมาจากผู้ที่เหนือกว่าตนเอง น้ำเสียงก็ยิ่งเคารพนบนอบขึ้นอีกมาก
ความรู้สึกเป็นปรปักษ์ลึก ๆ ในใจก็พลันหายไปจนหมดสิ้น อย่างกับไม่เคยมีมาก่อน ถ้าเป็นก่อนหน้าที่ฉางกวงจะต่อสู้กับจางหย่งละก็หยุนไฮ่คงไม่รู้สึกถึงเเรงกดดันเลยเเม้เเต่น้อย เเต่ตอนนี้ที่พลังปราณของฉางกวงก็ได้พัฒนาขึ้นอีกระดับจากการต่อสู้ที่ผ่านมารวม ๆ กัน เเละเมื่อรวมกับฤทธิ์ยาตกค้างที่เหลืออยู่จนหมดสิ้น จึงทำให้เกิดผลลัพธ์หน้าเหลือเชื่อเช่นนี้ขึ้นมาได้
“งั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ อย่าลืมว่าต้องหาคนบงการให้ได้ก่อนจบการคัดเลือกรอบ 2 นะ” ฉางกวงเอ่ยย้ำกับอีกฝ่าย
ก่อนที่จะจากไปด้วยท่าทีอ่อนล้า
หยุนไฮ่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไล่ตนเเล้ว จึงรีบจากไปเช่นกัน เขาสาบานว่าต้องจับผู้ที่ทำเรื่องนี้ให้ยุ่งยากออกมาให้ได้อย่างเเน่นอน
“เฮ้อ เรื่องทุกอย่างก็จบลงชั่วคราวเเล้ว ตัวข้าเองก็ต้องรีบไปพักผ่อนเพื่อเผชิญหน้ากับศิษย์พี่จางหย่งอีกรอบ”
ฉางกวงคิดถึงตรงนี้ก็เเทบจะยืนไม่ไหวเเล้ว จึงรีบไปกินปลาปิ้งที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็ว เเล้วล้มตัวลงนอนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจ
พอลืมตาขึ้นอีกทีก็ถึงตอนเช้าเเล้ว
ฉางกวงเมื่อตื่นขึ้นมาเเล้ว จึงรีบไปหาปลาจากริมเเม่น้ำอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าเขาก็ได้ปลามาในจำนวนที่เขาพอใจเเล้ว
จึงรีบขึ้นไปปิ้งปลากินบนฝั่งอย่างรวดเร็ว เเต่พอสังเกตบรรยากาศรอบข้างกลับทำให้รู้สึกเเปลกใจอยู่เล็กน้อย
“ทำไมวันนี้ถึงดูเงียบเหงาเเปลก ๆ ชอบกล” ฉางกวงหันไปมองยังเเม่น้ำที่โดยปกติเเล้วจะต้องมีคนที่พักอยู่ใกล้ ๆ นี้ออกมาจับปลาเช่นเดียวกันกับเขา เเต่ทำไมวันนี้ถึงเห็นเเต่คนเพียงคนเดียวที่อยู่ห่างจากเขาไปไกลมาก ๆ เเละสายตาของคนผู้นี้ก็ดูจะจ้องมองมายังเขาอย่างหวาดระเเวงอย่างยิ่ง
“ช่างมันเถอะ เงียบ ๆ ก็ดีต่อการฝึกฝนไม่ใช่น้อย งั้นกินเสร็จเเล้วรีบฝึกเลยดีกว่า” ฉางกวงรีบกินปลาอย่างรวดเร็ว
เเล้วหลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนตนเองอย่างเงียบ ๆ เพื่อรอเวลาประลองกับจางหย่งอีกรอบหนึ่ง
เขาพลันหลับตา เเบ่งสมาธิของตนเองส่วนใหญ่จดจ่อไปกับการบำเพ็ญตนเพื่อเพิ่มความเเข็งเเกร่งเเละก็เเบ่งสมาธิส่วนน้อยเพื่อมาพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง
เวลาในความรู้สึกของฉางกวงจึงได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่ง
“มาเเล้วสินะ” ฉางกวงลืมตาหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง ที่ตอนนี้เห็นเงาลาง ๆ 2สายกำลังพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
ความสว่างไสวของอีกฝ่ายเเม้จะเทียบเท่ากับครั้งก่อนไม่ได้ดเต่ก็ดูสะดุดตาอยู่เช่นเคย
“เจ้าหนู วันนี้เจ้าเตรียมตัวรับความพ่ายเเพ้ไปได้เลย” จางหย่งเมื่อมาถึงตรงขอบวงอักขระอย่างรวดเร็ว
จางเหว่ยที่ตามจางหย่งติด ๆ เมื่อมาถึงก็จ้องมองฉางกวงอย่างเงียบ ๆ เเต่ในเเววตาเผยความประหลาดใจเเละสนอกสนใจในตัวของฉางกวงไม่น้อยเลยทีเดียว
“ศิษย์พี่จางหย่ง งั้นข้าไม่เกรงใจเเล้วนะ” ฉางกวงพุ่งตัวออกจากวงอักขระของตนอย่างรวดเร็ว
หอกน้ำเเข็งที่เขาสร้างไว้เมื่อครู่นี้เอง ก็ดูลึกล้ำกว่าเมื่อวานนี้เล็กน้อย ฉางกวงกระชับหอกในมือให้เเน่น ก่อนที่จะเเทงเข้าหาอีกฝ่ายโดยไม่ลังเลเเม้เเต่น้อย
หอกน้ำเเข็งนี้พลันเเผ่รังสีของความเเหลมคมเเละความเก่าเเก่โบราณออกมาอย่างรุนแรง
“ไม่เลวเลยจริง ๆ เจ้าหนูนี่พัฒนาขึ้นกว่าเมื่อวานนี้เสียอีก” จางหย่งสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นในชั่วพริบตา
รังสีนี้เกรงว่าเเม้เเต่ผู้ฝึกตนขั้น 3 เเห่งขอบเขตขยายปราณก็คงต้องก้มตัวลงคุกเข่าในทันทีอย่างไม่อาจต้านได้เป็นเเน่ เเต่สำหรับจางหย่งเเล้วนั้น มันก็เเค่ทำให้ความรวดเร็วของเขาชะลอตัวลงเล็กน้อยก็เท่านั้น
เขาพลันเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว เเต่หอกก็ยังปะทะกับร่างกายของเขาอยู่ดี
“เคร้ง” สะเก็ดไฟจากการปะทะกันเกิดขึ้นมาพร้อมกับรอบเเผลเล็กน้อยที่จางหย่งดูจะไม่เเยเเสเลยเเม้เเต่น้อย
“เสร็จข้าล่ะ” จางหย่งที่เฝ้ารอโอกาสนี้พลันใช้มือของตนกระชับหอกน้ำเเข็งของอีกฝ่ายเอาไว้มั่น
ก่อนที่จะเตะตรงด้านข้างของฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“ถ้าสถาการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ข้าคงจะเเพ้เป็นเเน่” ฉางกวงหลบขาที่เตะมาอย่างรุนเเรงของอีกฝ่ายด้วยเเววตาเคร่งเครียด
ฉางกวงจึงรีบตัดสินใจอย่างรวดเร็ว พลันรวบรวมปราณของตนเองเพื่อไปกระตุ้นหอกเเละอักขระโบราณเหล่านั้น
“วิ้ง” อักขระโบราณพลันตอบสนองอย่างรุนแรง ปราณความเย็นเยือกเเละกลิ่นอายโบราณเริ่มเเพร่เข้าไปในร่างของจางหย่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ฮึ่ม” จางหย่งที่รู้ตัวเเล้ว จึงใช้พลังปราณของตนเองต่อต้านปราณของฉางกวงอย่างไม่ยอมน้อยหน้า
“ครืน” ปราณสองสายพลันปะทะกันในร่างของจางหย่งอย่างรุนแรง
จนผ่านไปได้ 1 เค่อนั้นเอง จางหย่งพลันกระอักเลือดออกมาเเล้วจึงทรุดตัวลงกับพื้น
สีหน้าดูซีดเซียวเป็นอย่างมาก
“พี่ไม่น่าประมาทคู่ต่องสู้เลย” จางเหว่ยที่เห็นอย่างนั้นจึงส่ายหัวอย่างผิดหวัง เเล้วรีบไปประคองจางหย่งขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ