ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 52 : ว่าที่ศิษย์สายในทั้ง 15 คน
“นี่ข้าฝันไปใช่หรือไม่ ศิษย์พี่จางหย่งเเพ้ฝ่ายตรงข้ามในเวลาเพียงเเค่ 1 เค่อ (15 นาที) เท่านั้น”
“ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ เเถมการพ่ายเเพ้ของเขาไม่ได้มาจากวิชาที่เหนือกว่าของอีกฝ่ายอีกด้วย”
“ข้าไม่เเน่ใจว่าตนเองคิดถูกหรือเปล่า เเต่น่าจะต้องเกี่ยวข้องกับพลังปราณของทั้งสองเป็นเเน่”
ผู้คนที่มามุงดูต่างถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่าทำไมศิษย์พี่จางหย่งจึงเเพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้
เพราะพวกเขาเห็นเพียงเเต่จางหย่งจับหอกของฉางกวงเอาไว้ เเล้วอยู่ดี ๆ หอกก็เปล่งเเสงจ้าออกมา ตามมาด้วยสีหน้าของทั้งสองก็พลันเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด เเล้วหลังจากนั้น จางหย่งก็สีหน้าซีดเซียวเเล้วทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว
คนส่วนใหญ่ก็เลยหันไปมองยังจางเหว่ยที่กำลังเเบกร่างของจางหย่งอยู่ อยากให้อีกฝ่ายอธิบายว่าทำไมผลลัพธ์ถึงเป็นเช่นนี้
“พวกเจ้าเข้าใจไม่ผิดหรอก พี่จางหย่งเเพ้เพราะพลังปราณสู้อีกฝ่ายไม่ได้” จางเหว่ยเอ่ยพลางหันไปมองยังฉางกวงด้วยเเววตาลึกล้ำ
เเล้วจางเหว่ยก็พลันอธิบายอย่างคร่าว ๆ ถึงปราณของทั้งสองเข้าไปปะทะในร่างของจางหย่งเเล้วจบลงด้วยที่จางหย่งพ่ายเเพ้ลงอย่างที่เห็น
พอได้ยินดังนั้นทุกคนก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีว่ามันเกิดอันใดขึ้น
การที่ปราณสองสายปะทะกันย่อมต้องเกิดความเสียหายอยู่เเล้ว ซึ่งการที่ปราณทั้งสองสายไปปะทะกันในร่างของคนผู้หนึ่งก็ย่อมส่งผลร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงเเต่เเค่พลังปราณขั้น 4 กลับสามารถต้านทานปราณขั้น 5 ได้เเล้วเเถมยังทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายบาดเจ็บได้
ทุกคนจึงพากันหันไปมองทางฉางกวงอย่างเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง
“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ถ้าศิษย์พี่ไม่ประมาทละก็ ผลลัพธ์อาจออกมาอีกรูปเเบบหนึ่งก็ได้” ฉางกวงสบตากับอีกฝ่ายพลางอดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“ปราณของตัวเจ้าเองก็ช่างลึกล้ำยิ่งนัก เเต่สัญญาก็เป็นสัญญา รับไป” จางเหว่ยเอ่ยพลางนำหยกของจางหย่งโยนออกไปหาฉางกวง
ฉางกวงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รับมันมาอย่างรวดเร็วพลางนำหยกของตนเองออกมาประกบอยู่ชั่วครู่เเล้วจึงโยนหยกคืนให้จางเหว่ยด้วยเเววตาเปล่งประกายพึงพอใจ
“เเต้มของข้าจะเพิ่มขึ้นเท่าใดกันนะ” ฉางกวงจ้องมองยังหยกของตนเองที่บัดนี้ตัวเลขพลันกลายเป็นเลข 80 อย่างรวดเร็วตามมาด้วยสายตาหลายคู่ที่อิจฉาอย่างปิดไม่มิด
“รอจบรอบ 2 ก่อน ให้เจ้ามีเวลาพักฟื้น เเล้วเราค่อยมาดวลกัน” จางเหว่ยมองฉางกวงดวงเเววตาเปี่ยมไปด้วยเจตนาการต่อสู้อยู่ชั่วครู่หนึ่ง เเล้วจึงเเบกร่างของจางหย่งจากไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ เท่านี้ข้าก็ได้พักเสียที” ฉางกวงหันกลับไปยังวงอักขระตนเอง คะเเนนตอนนี้ของตัวเขาก็สูงเเล้ว เพียงเเค่นั่งกินนอนกินรอเวลาอีกเพียงครึ่งวันก็จะจบการคัดเลือกรอบ 2 เเล้ว ไม่จำเป็นต้องหาเเต้มเพิ่มอีก
ขณะที่กำลังจะไปพักผ่อนอยู่นั้นเอง
“ท่านฉาง ข้าจับเจ้าพวกลูกหมาพวกนี้มาได้เเล้ว” น้ำเสียงสะใจมาจากทิศทางหนึ่ง พร้อมกับร่างของชายหนุ่มชุดน้ำตาลขลิบทอง
พร้อมกับเชือกในมือที่คล้องคนสองคนพร้อมกับลากอีกฝ่ายมาอย่างไม่เเยเเสเลยเเม้เเต่น้อย
ชายผู้นี้เเน่นอนว่าย่อมต้องคือหยุนไฮ่
“เจ้าจับมาได้เเล้วรึ งั้นไหนเอาเข้ามาให้ข้าดูใกล้ ๆ หน่อยสิ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือเเววอ่อนล้า
“นี่ขอรับ” หยุนไฮ่โยนร่างทั้งสองที่ลากมาอย่างไม่รู้สึกเห็นใจเลยเเม้เเต่น้อย
“ดูไปเเล้ว ร่างทั้งสองก็ดูคุ้นเคยไม่น้อยเลยทีเดียว อย่าบอกนะว่า” ฉางกวงพิจารณาทั้งสองอยู่ชั่วครู่ เเล้วในความคิดพลันปรากฎภาพของคนสองคนที่กำลังมาท้าทายเขาตอนที่เขากำลังพึ่งหาปลาเสร็จอยู่พอดี
“พวกเจ้าทั้งสองเองงั้นรึ” ฉางกวงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา คนทั้งสองคนผู้นี้ก็ย่อมเเน่นอนว่าคือลูกศิษย์ทั้งสองของผู้อาวุโสหลินมู่ที่พึ่งมาท้าทายเขาเมื่อวานนี้เอง
คนทั้งสองที่ถูกลากมากับพื้นสภาพตอนนี้เเทบจะดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ก็จ้องมองยังฉางกวงด้วยเเววตาคั่งเเค้นอย่างปิดไม่มิด
“ข้าจะเห็นเเก่มิตรภาพของท่านอาจารย์ทั้งสองละกัน หยุนไฮ่นำเเต้มของพวกเขาออกมาก็พอ” ฉางกวงเอ่ยพลางหันหลังจากไปอย่างไม่เเยเเสเลยเเม้เเต่น้อย
หลังจากที่หยุนไฮ่ทำตามคำสั่งเสร็จ ฉางกวงก็โยนเม็ดยาเม็ดสีเขียวให้กับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ซึ่งท่าทีของหยุนไฮ่นั้นเเทบจะร้องไห้ด้วยความยินดีกับเม็ดยาสีเขียวที่อยู่บนมือของตน พอให้ยาอีกฝ่ายเสร็จ ฉางกวงจึงให้อีกฝ่ายกลับไปทำงานของตนเองเช่นเดิม
เเล้วตอนเย็นก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ เวลาพักผ่อนนี่ก็ช่างผ่านไปเร็วเสียจริง ” ฉางกวงพึมพำอย่างเกียจคร้านพลันหันไปมองท้องฟ้าที่ตอนนี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปเป็นสีน้ำหมึกอย่างช้า ๆ
พร้อมกับเสียงประกาศหยุดการคัดเลือกในครั้งนี้ดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่การคัดเลือก
“เอาล่ะ การคัดเลือกรอบนี้จบลงเเล้ว ใครที่ข้าเรียกชื่อจงมายืนตั้งเเถวอยู่ตรงบริเวณที่พวกเจ้าเคยมารวมตัวกันก่อนรอบ 2 ” ผู้อาวุโสที่ควบคุมการสอบหยิบหยกประจำตัวผู้คุมสอบออกมาจากสาบเสื้อพลางเอ่ยใส่หยกอันนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ค่ายกลที่อยู่ในหยกพลันส่งเสียงกระจายออกไปทั่วบริเวณพื้นที่คัดเลือกรอบ 2 เเละก็ผ่านค่ายกลขยายเสียงอีกที ทุกคนจึงได้ยินเสียงประกาศนี้อย่างชัดเจน
“คนที่ 1 จางเหว่ย คนที่ 2 ฉางกวง คนที่ 3 จางหย่ง คนที่ 4 เจียงหวง คนที่ 5 จางหย่ง… คนที่ 13 หยางกาน คนที่ 14 หลัวชง เเละ
คนสุดท้าย หยุนไฮ่” พอสิ้นเสียงเสร็จปุ๊ปก็พลันมีเงาหลากหลายเส้นสายพุ่งตัวมาจากทุกทิศทางอย่างรวดเร็วซึ่งในนั้นก็รวมถึง
ฉางกวง เจียงหวง จางหย่ง จางเหว่ย เเละก็หยุนไฮ่ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน
พอทุกคนมาถึง จึงมีศิษย์สายในออกมายืนยันหยกที่ใช้ในการเเข่งขัน พอยืนยันตัวตนเเละผลคะเเนนเสร็จก็จัดเรียงผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นศิษย์สายในทั้ง 15 คนเป็นเเถวเรียงหนึ่งโดยเรียงจากหน้าสุดก็คือจางเหว่ยผู้ที่ได้ที่ 1 ส่วนท้ายเเถวก็ย่อมต้องคือ หยุนไฮ่ที่ยืนอยู่ด้านท้ายของเเถว เเต่ละคนเเสดงความอ่อนล้าออกมาชัดเจน
เมื่อผู้อาวุโสผู้คุมสอบเห็นเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจเเล้วจึงเร่งรีบทำพิธีการเเต่งตั้งศิษย์สายในให้ดำเนินการด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้านับว่าเป็นศิษย์สายในครึ่งตัวเเล้ว จงรับชุดเเละตราหยกเหล่านี้ไป” ผู้อาวุโสคนเดิมที่พึ่งประกาศไปพลันโบกมือ เเล้วก็มีเหล่าศิษย์สายในที่พากันมายื่นชุดใหม่พร้อมกับหยกใหม่ให้กับกลุ่มผู้ที่ผ่านการทดสอบอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ก็นับได้ว่าพวกฉางกวงเเละอีก 14 คนที่เหลือได้เป็นศิษย์สายในครึ่งตัวเเล้ว เหลือเพียงขั้นตอนตรวจสอบประวัติเพียงเท่านั้น ถ้าประวัติขาวสะอาดเเละถูกต้องตามความเป็นจริงก็จะถือว่าผ่านเเล้วถึงจะได้เป็นศิษย์สายในอย่างเต็มตัว
“เอาล่ะ พวกเจ้าไปพักผ่อนกันได้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดละก็ อีกซัก 2 3 วันพวกเจ้าก็จะได้เป็นศิษย์สายในกันอย่างเต็มตัวอย่างเเน่นอน ” ผู้อาวุโสผู้คุมสอบเอ่ยเสร็จก็หายไปอย่างรวดเร็ว
พอประกาศผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเสร็จ ฉางกวงจึงเดินทางกลับไปยังเรือนของตนเองอย่างอ่อนล้า โดยที่ไม่ได้พูดเคุยกับใครเลย เเม้เเต่กับอาจารย์ของตนหรือเจียงหวงก็ตาม
ตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก สภาพที่เดินกลับไปยังเรือนของตนเองนั้นถึงจะไม่ใช่สภาพศพเดินได้เเต่ก็ใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง
เจียงหวงกับอาจารย์จ้าวเมื่อเห็นฉางกวงเป็นเข่นนี้ก็พลันเข้าใจในทันที ไม่ถือสาเรื่องนี้เลยเเม้เเต่น้อย
ฉางกวงที่กลับมาถึงเรือนก็จัดการตนเองอย่างง่าย ๆ เเล้วล้มฟุบลงบนเตียงอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งเช้าฉางกวงก็ค่อย ๆ ลืมตาอย่างงัวเงีย
“ช่วงนี้ก็คงเหลือเเค่รอผลลัพธ์การตรวจสอบประวัติเเล้วสินะ” ฉางกวงไม่รู้สึกกังวลเลยเเม้เเต่น้อยกับเรื่องที่สำนักกำลังตรวจสอบประวัติของเขา เพราะเขาคิดว่าตนเองไม่เคยทำอันใดไม่ดีเลยเเม้เเต่น้อย ส่วนครอบครัวของเขาก็มีเพียงลุงจินเท่านั้นที่เลี้ยงดูเขามา จึงไม่น่าจะมีปัญหาอันใด
“จริงด้วยสิ วันนี้ต้องฝึกซ้อมอีกหรือเปล่า” ฉางกวงรีบนำหยกศิษย์สายในชั่วคราวของเขาออกมาอย่างรวดเร็วพลางติดต่อกับอาจารย์อาวุโสของตน รออยู่ชั่วครู่ก็มีเสียงเรียบเฉยตอบรับออกมาจากหยกอันนั้น
“ข้ามีทั้งข่าวดีเเละข่าวร้ายจะบอกเจ้าอยู่พอดี เจ้าจะเลือกข่าวไหนก่อนดีล่ะ” เสียงเเขกอาวุโสออกมาจากหยกของฉางกวง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหยอกเย้าอย่างปิดไม่มิด
“เอาเป็นข่าวร้ายก่อนเลยขอรับ” ฉางกวงตอบรับด้วยน้ำเสียงเคารพนับถือ ไม่ว่าท่านอาจารย์จะมาไม้ไหน เเต่ตัวเขาก็มั่นใจในการเลือกของตนเองเป็นอย่างมากว่าเป็นทางที่ถูกต้องอย่างเเน่นอน
“ไม่เอาละ เจ้าจะต้องฟังข่าวดีก่อนสิ คนหนุ่มเดี๋ยวนี้ชอบฟังเเต่เรื่องร้าย ๆ เสียจริง”
ถึงฉางกวงจะไม่เห็นอีกฝ่าย เเต่ก็พอจะจินตนาการท่าทางของอีกฝ่ายได้เลย ว่าต้องส่ายหัวอย่างถอดทอนหายใจอย่างเเน่นอน ยิ่งทำให้ฉางกวงรู้สึกว่าอาจารย์ตนเองนี่ก็ช่างพิลึกเป็นอย่างยิ่ง
“ขอรับ”
“ข่าวดีก็คือวันนี้ไม่มีการฝึกซ้อม”
“เเล้วข่าวร้ายล่ะขอรับ”
“เจ้าต้องมายังที่ฝึกซ้อมประจำพร้องกับหวงเอ๋อ” เมื่อเอ่ยเสร็จเเขกอาวุโสก็พลันหยุดหยกสื่อสารลงในทันที
ตอนนี้สีหน้าฉางกวงไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีเเต่ก็รีบเตรียมตัวอย่างรวดเร็ว เเล้วจึงออกเดินทางไปยังสมาคมอักขระอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วของฉางกวงในตอนนี้เพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงยังจุดหมายเเล้ว
พอเดินเข้าไปสมาคมอักขระอย่างสบาย ๆ ก็พลันเห็นอาจารย์อาวุโสของตนยืนคู่อยู่กับคน ๆ หนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอยู่อย่างสนุกสนาน ด้านหลังของคนผู้นี้พลันมีสองคนที่ฉางกวงรู้สึกคุ้นเคย เเต่ก็ยังเห็นไม่ชัดเนื่องจากทั้งสองคนนั้นก้มหน้าลงยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ