ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 53 : จับเข่าคุยกันในห้องลับ
“นั่นมัน…” ถึงเเม้ว่าฉางกวงจะไม่รู้จักคนที่ยืนคุยอยู่กับอาจารย์ของตน เเต่เขาก็รู้จักกับคนทั้งสองที่ยืนอยู่ทางข้างหลังได้ในทันทีที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา
สองคนนั้นก็คือชายหนุ่มชุดฟ้ากับชายหนุ่มอีกคนนึงที่เคยเจอกันเเละต่อสู้กันเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง
“พวกนั้นบอกว่าพวกเขาเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลินมู่ เเสดงว่าคน ๆ นี้ก็คือผู้อาวุโสหลินมู่น่ะสิ” ฉางกวงมองพิจารณาอีกฝ่ายอยู่ชั่วครู่
สัมผัสได้ว่าปราณของอีกฝ่ายดูลึกล้ำพอ ๆ กับอาจารย์ของเขาเลย เขาจึงค่อนข้างมั่นใจเป็นอย่างมากว่าอีกฝ่ายคือผู้อาวุโสหลินมู่
“หลินน้อย ศิษย์ของข้ามาพอดีเลย กวงเอ๋อ นี่คือสหายของข้าเองหลินน้อย ส่วนหลินน้อย นี่คือศิษย์ของข้า ฉางกวง” เเขกอาวุโสเอ่ยเเนะนำอย่างสบาย ๆ
“เจ้าหนุ่ม อย่าไปฟังไอ้เจ้าเฒ่านี่เลย ข้ามีนามว่า หลินมู่ เจ้าอาจจะยังไม่รู้จักข้า เเต่ข้าเคยเห็นเจ้ามาก่อนเเล้ว” ผู้อาวุโสหลินมู่พิจารณามองฉางกวงอย่างสนอกสนใจ
ตอนที่ฉางกวงกำลังสอบคัดเลือกรอบเเรกอยู่นั้น เขาเห็นอีกฝ่ายก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าฉางกวงจะต้องเป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับศิษย์ทั้งสองของเขาอย่างเเน่นอน ฉะนั้นเขาจึงเตรียมการให้ศิษย์ของตนเพื่อรับมือกับทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงโดยเฉพาะ
“ขอคารวะผู้อาวุโสหลินมู่ขอรับ” ฉางกวงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เห็นไหมเจ้าเฒ่าจ้าว ศิษย์ของเจ้ายังนิสัยดีกว่าตัวเจ้าเองเสียอีก” ผู้อาวุโสหลินมู่โบกมือให้อีกฝ่ายลดมือลงอย่างพึงพอใจพลางหันไปมองยังเเขกอาวุโสจ้าวอย่างได้ใจ
“เจ้าหลินน้อย เจ้าอย่ามาพยายามสร้างความร้าวฉานระหว่างความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์นะ ว่าเเต่หวงเอ๋อยังมาไม่ถึงอีกรึ” เเขกอาวุโสหันไปมองฉางกวง ขณะที่กำลังจะเอ่ยถามอยู่นั้นเอง
“ท่านอาจารย์ขออภัยด้วยขอรับที่ข้ามาช้า เเล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือ…” เจียงหวงรีบเดินมาอน่างรวดเร็วพอมาถึงก็ประสานมือขออภัยอาจารย์ของตน เเล้วหันไปมองยังผู้อาวุโสหลินมู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อีกฝ่าย
“หวงเอ๋อ นี่คือผู้อาวุโสหลินมู่ ที่จริงพวกเจ้าทั้งสองเรียกเขาว่าหลินน้อยก็ได้นะ” เเขกอาวุโสยกยิ้มเอ่ยอย่างมีเลศนัย
ฉางกวง เจียงหวง เเละผู้อาวุโสหลินมู่ สีหน้าของเเต่ละคนพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
โดยสีหน้าของฉางกวงนั้นเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนเป็นอย่างยิ่ง สีหน้าเหยเกอย่างห้ามไม่ได้
ด้านเจียงหวงนั้นถึงเเม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉย เเต่ก็มีอาการตกตะลึงอึ้งค้างไปชั่วครู่เลยทีเดียว
“เจ้าเฒ่าจ้าว มันจะมากไปเเล้วนะ” ผู้อาวุโสหลินมู่เอ่ยด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว การที่เจ้าเอ่ยเรียกข้าอย่างนี้ก็ทำให้ข้าขายหน้ามากพออยู่เเล้ว เเต่เจ้ายังจะให้ลูกศิษย์ของเจ้าเรียกข้าเยี่ยงนี้อีกรึ เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน
“หลินน้อย ก็ได้ ๆ ข้าคงล้ำเส้นเจ้ามากเกินไป ข้าขออภัยเจ้าด้วย ส่วนพวกเจ้าทั้งสอง ที่ข้าเอ่ยไปเมื่อครู่นี้ไม่จำเป็นต้องถือเป็นจริงเป็นจังหรอก” เเขกอาวุโสมองสหายของตนอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยเเล้วจึงหันไปมองยังศิษย์ทั้งสองของตนอย่างจริงจัง
“ไม่เป็นไรหรอกข้าก็เริ่มจะชินกับคำที่เจ้าเรียกข้าซะเเล้วสิ ช่างมันก่อนเถอะ มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า” ผู้อาวุโสหลินมู่พลันพาทั้งกลุ่มเข้าไปยังห้องลับเเห่งหนึ่งในสมาคมอักขระ
พอทุกคนเข้ามากันครบเเล้วก็พลันเปิดค่ายกลที่อยู่ในห้องลับโดยทันที เเล้วจึงนำเเผ่นเเละธงค่ายกลออกมาวางซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่ง พอทำทุกอย่างเสร็จเเล้วผู้อาวุโสหลินมู่ก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เจ้าเอ่ยมาเถอะ มีเรื่องอันใดกันเเน่ที่ต้องการให้ข้ากับศิษย์ทั้งสองของข้าได้รับรู้” อาจารย์อาวุโสจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สรุปเเล้วมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เห็นสินะ” ฉางกวงเเววตาเปล่งประกาย
เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉางกวงเมื่อเห็นผู้อาวุโสหลินมู่ระมัดระวังขนาดนี้ สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“ก่อนอื่นเลย ข้าต้องขอขอบคุณฉางกวงแทนศิษย์ของข้าด้วยที่ยังปรานีเหลือเเต้มให้กับพวกเขาได้ผ่านเป็นศิษย์สายใน หยางกาน หลัวชง พวกเจ้ามัวเเต่ยืนนิ่งเฉยอยู่ทำไม ขอบคุณฉางกวงเดี๋ยวนี้ ” ผู้อาวุโสหลินมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
เขาเองก็ได้รู้เรื่องที่ศิษย์ของตนได้ทำเอาไว้ในการคัดเลือกรอบ 2 ทั้งหมดเเล้ว การที่อีกฝ่ายไม่ทำรุนเเรงก็นับว่าได้เห็นเเก่หน้าของเขาซึ่งเขาเองก็รู้สึกติดค้างกับอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อตัดสินใจได้เขาจึงตั้งใจนัดเเขกอาวุโสจ้าวและศิษย์ทั้งสองส่วนหนึ่งก็เพื่อนำศิษย์ทั้งสองมาขอบคุณอีกฝ่าย
“พวกข้าขอขอบคุณเจ้าเป็นอย่างมาก” หยางกานเเละหลัวชงซึ่งก็คือชายชุดฟ้ากับชายหนุ่มที่มาด้วยกันตอนที่จะประลองกับฉางกวงนั่นเอง
ทั้งสองประสานมือคารวะให้อีกฝ่ายอย่างไม่กล้าสบตาเเม้เเต่น้อย
“ไม่ต้องคิดมากหรอก อาจารย์พวกเรารู้จักกัน ข้าย่อมต้องทำเยี่ยงนี้อยู่เเล้ว” ฉางกวงรู้สึกพึงพอใจอยู่บ้างที่อย่างน้อยทั้งสองก็มาขอบคุณเขา
“เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง ถือว่าให้เลิกเเล้วต่อกันไปเถอะ เเล้วสรุปเจ้าเรียกพวกข้ามาพูดคุยเรื่องอันใดกัน” เเขกอาวุโสจ้าวพยักหน้าให้กับการกระทำของฉางกวง เเล้วจึงหันมาจ้องหลินมู่อย่างเคร่งครึม
“ก็ตามที่ข้อบอกไปเลย ส่วนหนึ่งก็เพื่อขอบคุณศิษย์ของเจ้า อีกส่วนหนึ่งก็คือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของสำนักในช่วงที่ผ่านมา” ผู้อาวุโสหลินมู่เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
“งั้น พวกเจ้าทั้งสี่ พวกเจ้าออกไปชี้เเนะกันสักพักก่อน เดี๋ยวพวกข้าทั้งสองคุยกันเสร็จเดี๋ยวจะตามไปทีหลัง”
ยังไม่ทันที่เเขกอาวุโสเอ่ยจบผู้อาวุโสหลินมู่ก็เอ่ยขัดขึ้นมาในทันที
“ไม่จำเป็นหรอก ถึงยังไงศิษย์ของเจ้าก็มีบุญคุณกับศิษย์ของข้า ให้พวกเขาอยู่ฟังเถอะ” ผู้อาวุโสหลินมู่โบกมือให้ทั้งสี่ไม่ต้องออกไป
“เเล้วสรุปมีเรื่องอันใดกันเเน่ หรือว่าเกี่ยวข้องกับข่าวลือนั่นกัน” อาจารย์อาวุโสสีหน้ายังคงเคร่งขรึมเหมือนเดิม
“เจ้ารู้เเล้วสินะ ข่าวลือที่ว่ากันว่าสมาคมค่ายกลใช้ทรัพยากรไปมากมายมหาศาลอย่างน่าสงสัย”
“คนเขาลือกันว่าสมาคมค่ายกลวางเเผนสร้างค่ายกลบางอย่างที่ยิ่งใหญ่มากใช่ไหม”
“ใช่ ข่าวลือวงนอกก็เป็นเช่นนั้น เเต่ตัวข้าซึ่งเป็นผู้อาวุโสของสมาคมค่ายกลเเละสำนักทวนธารา อยากจะบอกกับพวกเจ้าว่า ข่าวลือนั่นเป็นความจริง”
“ข้าคิดเอาไว้เเล้วว่ามันต้องใช่ เอ้ารีบเล่าต่อเถอะ คงไม่จบเพียงเท่านี้ใช่ไหม หลินน้อย”
“ยังมีใจมาเล่นอีกนะ เจ้าเฒ่าจ้าว ข้าคิดว่าช่วงนี้อาจเกิดความเปลี่ยนเเปลงครั้งใหญ่เลยล่ะ ให้พวกเจ้าเตรียมรับมือกันเอาไว้ให้ดี”
“ทำไมการพูดคุยของทั้งสองจึงดูจะจริงจังก็ไม่ใช่ จะเอาฮาก็ไม่เชิงล่ะเนี่ย พึลิกจริง ๆ” ฉางกวงที่ตั้งใจฟังอยู่พร้อม ๆ กันกับอาจารย์ของตนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวอย่างระอา
ส่วนทางด้านเจียงหวง หยางกาน เเละหลัวชง ทั้งสามที่ตอนนี้เองก็มีอาการตกตะลึงเพียงเล็กน้อย เเล้วก็พลันกลับเป็นเหมือนเดิมในชั่วพริบตา ถ้าคนมองไม่สังเกตดี ๆ ย่อมต้องมองไม่เห็นอย่างเเน่นอน
“งั้นข้าขอสรุปเอาไว้เลย ช่วงนี้ก็อย่าออกไปไหนตอนมืด ๆ เเล้วถ้าพวกเจ้าคนไหนเคยมีความเเค้นกับคนระดับสูงในสำนักก็ให้ระมัดระวังตัวไว้ให้ดี เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้พร้อมด้วย ส่วนถ้าพวกเจ้าไม่มีปัญหาอันใดเลยก็ให้อยู่เฉย ๆ ในเรือนตนเองไว้ไม่ว่าจะมีเสียงดังโครมครามเท่าไหร่ก็ตาม” ผู้อาวุโสหลินมู่เอ่ยด้วยท่าทีจริงจังเป็นอย่างมาก
“ทำไมเจ้าเอ่ยออกมาได้ดูละเอียดยิ่งนัก เเสดงว่าเจ้ารู้เรื่องนี้สินะ หลินน้อย” เเขกอาวุโสจ้าวมองอีกฝ่ายด้วยเเววตาเป็นประกาย
“เรื่องนี้ข้าบอกเจ้าไม่ได้ เเต่เจ้าก็ระมัดระวังตัวกันเองไว้ให้ดี อ้อลืมไป พวกเจ้าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเป็นอันขาด ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ” ผู้อาวุโสหลินมู่หันมามองยังศิษย์ทั้งสองของตนรวมถึง ฉางกวงเเละเจียงหวงด้วยเช่นกัน
“พวกข้าเข้าใจเเล้วขอรับ” ฉางกวงเเละอีกทั้ง 3 คนพลันตอบรับพร้อมกันอย่างหนักเเน่น
“ดี งั้นถ้ามีใครถามพวกเจ้าก็บอกไปว่าเพื่อเป็นการขอบคุณฉางกวง ข้าจึงพาพวกเจ้าทั้งหมดมาเพื่อเรียนรู้วิชาลับของข้า เอาเป็นตามนั้นนะ” ผู้อาวุโสหลินมู่หันไปมองยังทุกคนรวมถึงอาจารย์อาวุโสจ้าวด้วยเช่นกัน
“เข้าใจเเล้ว หลินน้อย เอาล่ะขอบใจมากที่มาบอกกันนะ” เเขกอาวุโสเอ่ยด้วยท่าทางเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ถ้าไม่ใช่ฉางกวงศิษย์ของเจ้าช่วยศิษย์ของข้าเอาไว้ ข้าก็คงไม่บอกเจ้าหรอก” ผู้อาวุโสหลินมู่เอ่ยพลางมองไปยังฉางกวงอย่างขอบคุณ
“งั้นเรื่องก็จบเเล้ว เอาล่ะพวกเจ้าทั้งหมด ทำตามที่ตกลงกันไว้นะ”
พอเเขกอาวุโสจ้าวเอ่ยเสร็จ ผู้อาวุโสหลินมู่จึงเก็บค่ายกลที่ตนเองนำออกเมื่อเมื่อครู่นี้ เเล้วทั้งหมดจึงทยอยออกเดินมาจากห้องลับ
“ผู้อาวุโสหลินมู่ ขอบคุณมากขอรับ เดี๋ยวข้าจะฝึกวิชานี้ไม่ให้ลืมเลยขอรับ” ฉางกวงที่เดินออกมาถึงห้องโถงของสมาคมอักขระ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ขอบใจเจ้ามากนะหลินน้อยที่สอนสั่งศิษย์ไม่รักดีของข้าผู้นี้” เเขกอาวุโสประสานมือขอบคุณให้กับอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไร นี่ถือว่าตอบเเทนศิษย์ของเจ้าเเล้ว นอกจากนี้ศิษย์ของข้าก็ได้วิชามาเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก” ผู้อาวุโสหลินมู่เเววตาอบอุ่น น้ำเสียงดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“เดี๋ยววันหลังข้าจะส่งของตอบเเทนให้เจ้า อย่าปฎิเสธเลย งั้นวันนี้เเยกย้ายกันเถอะ”
สิ้นเสียงเเขกอาวุโสจ้าว ผู้อาวุโสหลินมู่จึงพยักหน้าตอบรับ เเล้วคนทั้งกลุ่มก็เเยกกลับไปยังทางของใครของมัน
“ดูเหมือนว่าเราจะคิดมากเกินไป” พอทั้งกลุ่มได้หายไปเเล้วก็พลันปรากฎเงา ๆ หนึ่งที่กำลังยืนมองยังจุดที่ทั้งกลุ่มของฉางกวงพึ่งเเยกย้ายจากไป เเล้วจึงหายไปอย่างลึกลับด้วยความรวดเร็ว