ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 65 : ผิดถูกขึ้นอยู่กับผู้ที่เอ่ย !
ภาค 2
ตัดมาในเวลาช่วงก่อนหน้านี้
“ทำไมกัน ทำไม !” น้ำเสียงโศกเศร้าดังมาจากนอกกำเเพงเมือง
“เสียงผู้ใดกัน!” ทหารที่ยืนอารักขาอยู่บนกำเเพงเมืองมองหาต้นตอด้วยความสงสัย
พอเห็นว่าเงาร่างร่างหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นมาตรงกำเเพงเมืองดั่งภูติผี สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
“ทำไม…” ครู่ต่อมาเงาร่างนั้นก็พลันเปล่งเเสงสีขาวฟ้าเเสบตาออกมา พอเเสงสว่างนั้นหายไปเงาคนก็หายตามเเสงนั้นไปด้วยเช่นกัน
“ไปไหนเเล้ว อย่าบอกนะว่านั่นค…คือ” ทหารอารักขาหันมองหน้าสหายของตนบนกำเเพงพลางเอ่ยด้วยเสียงสั่น
“เซียน” คำ ๆ นี้ผุดขึ้นมาในใจของทั้งสองอย่างไม่ได้นัดหมาย
ในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา ก็พลันมีเส้นสายหนึ่งพุ่งตรงมายังจุดเมื่อครู่นี้อย่างรวดเร็ว
“คารวะท่านเซียนขอรับ” ทหารทั้งสองที่ยืนอารักขาอยู่บนกำเเพงเมืองรอบนี้ควบคุมสติตนเองได้เเล้ว จึงรีบเอ่ยคารวะไปยังเส้นเเสงนั้นอย่างนอบน้อม
“อืม ถ้าพวกเจ้าพบเห็นคนผู้นั้นอีกก็จงเเจ้งไปยังเจ้าเมืองในทันที มีรางวัลให้พวกเจ้าอย่างเเน่นอน”
สิ้นเสียงปุ๊บ ร่างนั้นก็พลันเรือนลางหายไปจากสายตาพร้อมแววตาเคารพเลื่อมใสของทหารอารักขาอย่างยิ่งยวด
“ทำไม…” เงาร่างเมื่อครู่พลันปรากฏตัวพร้อมกับเเสงสว่างจ้าสีฟ้าขาวในสถานที่สีขาวโพลนที่คุ้นเคย
ไม่ต้องบอกเลยก็รู้ว่าเงาร่างๆที่กำลังพึมพำอย่างไร้พลังอยู่นั้นย่อมก็คือฉางกวง
ส่วนสถานที่สีขาวโพลนก็คือดินเเดนเหมันต์จันทราที่ฉางกวงเคยมาเมื่อครั้งก่อนตอนที่เขาโดนกองโจรเงาโลหิตไล่ล่านั่นเอง
ฉางกวงที่กำลังพึมพำอย่างเสียสติอยู่กับตนเองอยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็พลันเเล่นเข้ามาในหัวอย่างไม่รู้ตัว
“พวกเจ้าคงรู้ว่า โลกนี้ความเเข็งเเกร่งใช้ตัดสินทุกสิ่ง พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลย !”
เสียงที่เเว่วเข้ามานี้ทำให้สายตาฉางกวงที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้นก็พลันเปลี่ยนมาเป็นดังเดิม
“ที่เเท้เเล้วอาจารย์ก็เคยสอนข้ากับเจียงหวงมาเเล้ว ข้านี่ก็ช่างขี้หลงขี้ลืมเสียจริง” ฉางกวงยกยิ้มพลางอดหัวเราะเยาะตนเองออกมาไม่ได้
ก็ไม่ใช่ว่าท่านอาจารย์ก็เอ่ยไว้ตั้งเเต่ทีเเรกที่เจอกันเเล้วรึ ว่าพลังคือทุกสิ่ง ถ้าเจ้าไร้พลังถึงเเม้ว่าจะเป็นฝ่ายถูกก็กลายเป็นฝ่ายผิดได้ด้วยเพียงประโยคเดียว
“ข้า เจียงหวง ลุงจิน ท่านอาจารย์ ไม่มีใครผิดเลยทั้งนั้น ที่ผิดก็คงเป็นตัวข้าที่ไร้พลังเกินไป”
คิดมาถึงตอนนี้ฉางกวงก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าจะฮึกเหิมหรือท้อเเท้ดี เเต่ก็ตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
“เอาล่ะ เริ่มจากไปที่บ้านของเจ้านั่นก่อนเลยก็ละกัน” ฉางกวงเดินไปยังหมู่บ้านที่ตนเองคยไปมาอย่างรวดเร็ว
“หืม นั่นมันอันใดกัน” ฉางกวงที่เดินมาถึงหมู่บ้านเเล้ว ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังยืนมุงดูเเผ่นประกาศกันอย่างครื้นเครง
“ท่านลุง ไม่ทราบว่าคนมามุงทำอันใดกันตรงนี้หรือขอรับ” ฉางกวงเอ่ยถามด้วยความสุภาพ
“โอ้ เจ้าหนุ่มเจ้าไม่รู้งั้นรึ ว่าเหล่าเซียนจะเปิดรับลูกศิษย์กันน่ะ” ลุงที่หันมาเอ่ยกับฉางกวงพอได้เห็นสีหน้างุนงงของฉางกวง จึงพิจารณาอยู่ชั่วครู่สีหน้าก็พลันพงกหัวราวกับว่าเข้าใจในทันที
“เจ้าคงจะเป็นคนจากหมู่บ้านอื่นสินะ ข้าไม่คุ้นหน้าเจ้าเลยเเม้เเต่น้อย”
“ใช่ขอรับ เเล้วเหล่าเซียนจะรับสมัครศิษย์อย่างไรรึขอรับ”
“เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริงในอีก 2 3 วันข้างหน้าก็จะจัดเเล้ว นี่ถือว่าหาดูได้ยากเชียวนะ” ลุงเอ่ยด้วยท่าทีภูมิอกภูมิใจ
การคัดเลือกศิษย์ของเหล่าเซียนเเต่ละครั้งจะจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ซึ่งคนในหมู่บ้านนี้มีความเชื่อเป็นอย่างมากว่าถ้าใครมีโอกาสได้ดูซักครั้งหนึ่งในชีวิตก็จะช่วยส่งเสริมดวงชะตาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นทุกคนจึงกระตือรือร้นเป็นอย่างมากกับการคัดเลือกศิษย์ในเเต่ละครั้งที่เกิดขึ้น
“เเล้วไม่ทราบว่าถ้าอยากจะเข้าคัดเลือกข้าจะต้องทำเช่นไรบ้างรึขอรับ” ฉางกวงเอ่ยถามต่ออย่างรวดเร็ว
“ เจ้าจะต้องมารวมตัวกันบริเวณนี้ในอีก 2 3 วันข้างหน้าตรงบริเวณประกาศนี้ส่วนเหล่าเซียนจะทดสอบเช่นไรนั้น ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้”
“ออ เป็นเช่นนี้เอง ขอบคุณท่านลุงมากขอรับ” ฉางกวงประสานมือคารวะอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเจ้าสอบผ่านได้ ก็ย่อมเป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัยเลย” ท่านลุงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
การคัดเลือกลูกศิษย์ของเซียนไม่ใช่ว่ามีเพียงหมู่บ้านนี้หมู่บ้านเดียว
เเต่ยังมีหมู่บ้านที่คล้ายกับหมู่บ้านนี้อีก 3 ถึง 4 เเห่ง ซึ่งเเน่นอนว่าเเต่ละหมู่บ้านก็จะถือจำนวนลูกศิษย์ของเซียนเป็นอำนาจบารมีของหมู่บ้านนั้นมาข่มกันอยู่กราย ๆ
เมื่อรู้เเล้วว่าจะมีการคัดเลือกลูกศิษย์เซียนขึ้นมาในอีก 3 วันข้างหน้า ฉางกวงจึงเดินออกมาจากจากฝูงชน พลันนึกไปถึงยังพ่อลูกคู่หนึ่งขึ้นมาได้
“จะว่าไปเเล้ว ไม่รู้ว่าท่านลุงกับเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ” ฉางกวงนึกไปถึงภาพตอนที่เขาพึ่งฟื้นขึ้นมาเเล้วก็เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่คอยมาพูดให้กำลังใจเขา ในใจก็ให้รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ท่านลุงคนนั้นถึงเเม้ว่าจะดูภายนอกเย็นชาก็ตามเเต่ภายในนั้นก็ถือว่ามีน้ำใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวที่ให้บุตรสาวของตนพาคนเเปลกหน้ามารักษาตัวที่บ้าน
คิดเพลิน ๆ ก็เดินมาถึงยังบริเวณหน้าบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ที่เขา
“พี่ชาย ท่านกลับมาอีกเเล้วหรือ ท่านจะให้ข้าทำเเผลให้หรือไม่” น้ำเสียงเล็ก ๆ ใสเเจ๋วกังวาลออกมา
พร้อมกับร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งเปิดประตูออกมาด้วยความยินดี ยกยิ้มไร้เดียงสาให้กับฉางกวงเหมือนอย่างเคย
“เจ้าเองก็ยังน่าเอ็นดูเหมือนเคยเลยนะ” ฉางกวงเมื่อเห็นเด็กหญิงผู้นี้อีกครั้งหนึ่งก็อดที่จะยกยิ้มอย่างอบอุ่นพลางลูบหัวอย่างเเผ่วเบาไม่ได้
“อะเเฮ่ม” เสียงกระเเอมดังออกมาจากด้านในบ้านอย่างดุดัน
เด็กหญิงเมื่อได้ยินเสียงของพ่อของตนก็พลันรีบวิ่งไปหาบิดาของตนเองอย่างรวดเร็ว
“เจ้ากลับมาก็ไม่คิดทักทายข้าก่อนเลยรึ ช่างดียิ่งนัก” น้ำเสียงเย็นชาเเฝงเเววดุดันลอดผ่านออกมาจากช่องประตู
“ข้าขออภัยด้วยขอรับที่เสียมารยาท” ฉางกวงรีบเอ่ยพลางเปิดประตูเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนที่สวมขนสัตว์ดูเปลี่ยนไปอยู่เล็กน้อยเเต่ก็ไม่ต่างจากเดิมมาก ข้าง ๆ ก็มีเด็กหญิงนั่งอยู่ด้วยเเววตาสดใส จ้องมองฉางกวงอย่างรอคอย
“ท่านลุงขอรับ ข้าน้อยฉางกวงขอมาคารวะท่านลุง ท่านลุงโปรดอภัยให้กับความเสียมารยาทเมื่อครู่นี้ของข้าด้วย” ฉางกวงเอ่ยด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“รู้ก็ดีเเล้ว” ชายวัยกลางคนน้ำเสียงผ่อนลงเล็กน้อย เเต่พอเมื่อหันมามองยังลูกสาวตน ก็อดไม่ได้ที่จะลูบหัวอย่างรักใคร่
“ว่าเเต่ พวกท่านมีนามว่าอันใดกันงั้นรึขอรับ ขออภัยเรื่องนี้ด้วยจริง ๆ ข้าเป็นคนชอบขี้หลงขี้ลืม ว่าจะถามก่อนเเล้วเเต่ก็ไม่ได้ถาม” ฉางกวงเอ่ยอย่างจนใจ
“เฮ้อ” ชายวัยกลางคนถอดทอนหายใจออกมา ไม่รู้จะเอ่ยอันใดกับอีกฝ่ายดี
“พี่ชาย ข้านึกว่าท่านรู้เเล้วเสียอีก ตัวข้ามีนามว่า ซูฉี ส่วนท่านพ่อนั้นมีนามว่าว่าซูหมิง” เด็กหญิงด้านข้างเอ่ยด้านน้ำเสียงใสเเจ๋ว
“งั้นข้าขอคารวะท่านลุงซูอีกรอบนึงนะขอรับ” ฉางกวงจึงประสานมือคารวะอีกรอบนึง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซูหมิงก็โบกมือด้วยความเบื่อหน่าย เเล้วจึงเอ่ยถามออกมาตรง ๆ ว่า
“เจ้ามาบ้านข้ามีจุดประสงค์อันใดงั้นรึ”
“คือว่าข้าจะเข้าคัดเลือกเป็นลูกศิษย์เซียนน่ะขอรับ เเล้วไม่รู้ว่าจะไปอยู่ในรอเวลาสอบดี คิดไปคิดมาจึงเดินมาอยู่ตรงหน้าบ้านท่านลุงเเล้วขอรับ” ฉางกวงเอ่ยด้วยความลำบากใจ
ที่จริงเเล้วตัวเขาก็ไม่ได้อยากจะรบกวนผู้มีพระคุณที่ช่วยเขาเอาไว้หรอกถ้ายังมีทางเลือกอื่นอยู่ ถ้าเกิดว่าท่านลุงซูไม่ให้เขาอยู่ เขาก็พร้อมจะเดินจากไปโดยไม่โกรธเเค้นเลยเเม้เเต่น้อย
“เจ้าจะเข้ารับการทดสอบเป็นลูกศิษย์เซียนงั้นรึ เป็นเกียรติ ๆ มาก ฮ่า ๆ” ซูหมิงน้ำเสียงภาคภูมิใจไม่ต่างกับลุงเมื่อครู่ที่ฉางกวงเจอเลยเเม้เเต่น้อย
“งั้นก็”
“เจ้าพักอยู่ได้เลย ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ เเล้วถ้าว่าง ๆ ก็เล่นกับฉีน้อยด้วยล่ะ” ซูหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก
ถ้าฉางกวงได้เป็นลูกศิษย์ของเซียนละก็ เขาที่เป็นคนเคยให้ที่พักก็ย่อมมีหน้ามีตาขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“ขอขอบคุณมากขอรับ น้ำใจครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลย” ฉางกวงประสานมือขอบคุณอีกรอบหนึ่ง
ซูหมิงที่ท่าทีเย็นชาก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มเเย้ม พาฉางกวงไปยังห้องรับเเขกอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าฉางกวงเริ่มรู้สึกลำบากใจเเล้ว ซูหมิงก็เอ่ยจากไปอย่างรวดเร็ว
“เห็นทีว่าเรื่องที่ลุงเมื่อกี้เอ่ยมาก็ดูท่าว่าจะเป็นจริงอยู่ 9 ส่วนเเล้ว” ฉางกวงเมื่อเห็นว่าท่านลุงซูหมิงจากไปเเล้วก็ถอดทอนใจออกมา เเล้วเริ่มฝึกตนเองในทันที
จากไรท์ : เนื่องจากผมติดเกมเกลือชินจนเพลินขออภัยด้วยครับที่ไม่ได้ปั่นนิยาย
ผมจะพยายามลงให้เหมือนเดิมนะครับ ส่วนติดเหรียญล่วงหน้าขอเวลาไปศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ
ในส่วนเนื้อหาภาคนี้จะเริ่มที่ฉางกวงหลบหนีออกมานะครับ
รอติดตามต่อไปว่าเขาจะทำยังไงต่อไป
ขอบคุณครับ
จาก เเซลมอนรมควัน