ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 68 : เจ้าเสือสมควรตาย !
ระหว่างทางที่เดินเข้าไปอยู่นั้น ถึงแม้ว่าทางจะดูราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นฉางกวงก็ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย เขาร่ายวิชาอักขระตรวจสอบการเคลื่อนไหวและอื่น ๆ เท่าที่เขาจะทำได้ พร้อมกับมองไปซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง
“นี่มัน” ฉางกวงหันไปมองยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับที่ในไม่กี่ชั่วอึดใจถัดมา ทิศทางนั้นก็เกิดเสียงดังสวบสาบอย่างชัดเจน ตามมาด้วยอักขระที่อยู่ด้านข้างของฉางกวงเปล่งแสงสว่างจ้าออกมา
ทุกอย่างนี้ก็ยืนยันได้อย่างแน่นอนแล้วว่า
“มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ แล้วแถมยังอาจจะแข็งแกร่งกว่าข้าเสียด้วย” สีหน้าฉางกวงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ขึ้นมาในฉับพลัน
“ดูเหมือนว่าจะรู้ตัวแล้วสินะเจ้าหนู แต่ถึงจะรู้ตัวตอนนี้ไปก็เปล่าประโยชน์” เงาร่าสูงใหญ่ร่างหนึ่งโผล่ออกมาด้านหน้าของฉางกวง สีหน้ามีความประหลาดใจเล็กน้อย
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นสัตว์อสูรสินะ ข้าไม่ยักจะรู้มาก่อนเลยว่าสัตว์อสูรจะสามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ด้วย” ฉางกวงเอ่ยไปพลางแอบโคจรพลังปราณไปพลาง
“เพราะความรู้เจ้ายังตื้นเขินเกินไปน่ะสิ แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จะกลายเป็นมื้ออาหารของข้าอยู่ดี” เงาร่างยักษ์ใหญ่นั้นมองฉางกวงราวกับเป็นปลาที่อยู่บนเขียง
“ใครจะเป็นผู้ล่ากันแน่เดี๋ยวได้รู้กัน” ฉางกวงคำรามออกมาพร้อมกับร่ายวิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ ออกมาอย่างรวดเร็ว
“ครืน ๆ” ฝ่ามือเหมันต์ 1 คู่ที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายโบราณเก่าแก่ ผุดขึ้นมาประกบอีกฝ่ายในฉับพลัน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหลบเลยแม้แต่น้อย
“ฮึ” สัตว์อสูรตนนั้นในร่างชายวัยกลางคนรูปร่างบึกบึนส่งเสียงเยาะ พลางกับประสานหมัดทั้งคู่เข้าด้วยกัน แรงกดดันของพลังกายที่แผ่ออกมาจากร่างใหญ่ยักษ์นั่นเข้าผสานกับหมัดทั้งสองอย่างรวดเร็ว หมัดทั้งคู่ที่ดูธรรมดา ๆ อยู่เมื่อครู่นี้กลับดูราวกับว่าสามารถพลิกภูเขา มหาสมุทรได้ในครั้งเดียว แล้วหมัดคู่นั้นก็พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือเหมันต์อย่างไม่กลัวเกรง
“ตุ้ม” ฝ่ามือกับหมัดคู่เข้าปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร พลังงานเก่าแก่กับพลังกายก็ปะทะกันอย่างรุนแรง
เกิดเป็นเสียงดังสนั่นกึกก้อง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นกลับน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
ภายในในไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมานั้นเอง หมัดคู่นั้นก็พลันทะลุฝ่ามือน้ำแข็งออกมาได้อย่างรวดเร็ว
ราวกับว่าอีกฝ่ายช่างเปราะบางเหลือกัน
“ช่าง…” ยังไม่ทันที่สัตว์อสูรจะได้เอ่ยอันใดต่อ ฝ่ามือเหมันต์ที่ดูแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่นี้ อีก 5 คู่ก็พลันผุดขึ้นมาประกบล้อมรอบมันเอาไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับตบลงไปอย่างไม่ปรานี
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะมาประมาทคนเยี่ยงข้าได้อย่างนั้นรึ ฮึฝันไปเถอะ” ฉางกวงพึมพำพลางยกยิ้มอย่างมั่นใจ
ถึงแม้ว่าจะจัดการอีกฝ่ายไม่ได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้อีกฝ่ายยุ่งยากได้อย่างแน่นอน
“มนุษย์นี้ก็ช่างรู้จักลูกไม้สกปรกเยอะเสียจริง” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากในวงล้อมการโจมตีนั้นดูราวกับว่าไม่รู้สึกเคร่งเครียดกับสถานการณ์ตรงหน้าของตนเองมากนัก พร้อมกับที่ฝ่ามือเหมันต์โบราณทั้ง 10 ได้กดทับลงไปอย่างดุดัน
“กร๊อบ” ฝ่ามือทั้ง 10 ราวกับว่าปะทะกับขุนเขาอันสูงใหญ่ ไม่สามารถกดทับต่อไปได้อีกต่อไป
“โฮก” เสียงคำรามนั้นราวกับประกาศิตของสวรรค์ ฝ่ามือเหมันต์ทั้งสิบพากันสูญสลายลงไปอย่างรวดเร็ว
ช่องว่างพลันเปิดออกมาพร้อมกับเงาร่างของชายวัยกลางคนบึกบึนที่ตอนนี้สีหน้าดูดำทะมึนเป็นอย่างยิ่ง
พลันพุ่งเข้าใส่ฉางกวงราวกับดาวหางขนาดยักษ์ด้วยความกราดเกรี้ยว
เมื่อเห็นเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุด ๆ นี้ ฉางกวงก็ยิ้มไม่ออกแล้วเช่นกัน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นเคร่งเครียดอย่างรุนแรง ด้วยกระบวนท่าโอบล้อมเมื่อครู่นี้ที่เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าแม้แต่ขั้นครึ่งก้าวสู่ขอบเขตเสถียรคงปราณก็ยังจะต้องยุ่งยากไม่น้อย แต่อีกฝ่ายกลับทำลายได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยเพียงเสียง คำรามใส่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าสัตว์อสูรตนนี้จะต้องมีพลังการต่อสู้ที่เทียบเท่ากับเสมือนขั้น 7 หรือเสมือนขั้นเสถียรคงปราณเป็นอย่างต่ำ ไม่งั้นจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดตรงเบื้องหน้าไม่ได้อย่างแน่นอน
“มาฟัดกันให้รู้ดำรู้แดงไปข้างเลย ฮึ่ม” ฉางกวงที่แอบเตรียมการโคจรปราณไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ก็พลันตัดสินใจได้ในไม่กี่ชั่วอึดใจจะลองใช้วิชาที่เขาอยากลองใช้มาตั้งนานแล้ว
“วิชาเหมันต์พิโรธ เกราะเหมันต์คุ้มกาย”
เมื่อร่ายวิชาเสร็จ ปราณสีขาวเหมันต์ในร่างของฉางกวงก็พลันเผาผลาญอย่างบ้าคลั่ง ในไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมาปราณในร่างของเขาก็หายไปจนเหลือเพียงส่วนเดียว พร้อมกันกับที่
“วิ้ง” ประกายแสงสีขาวห่อหุ้มตัวฉางกวงอย่างรวดเร็ว แสงสีขาวนั้นควบรวมกลายเป็นชุดเกราะใสดั่งแก้ว ห่อหุ้มไปทั่วตัวฉางกวง ดูราวกับอัศวินผู้กล้าหาญในยุคกลางเป็นอย่างยิ่ง หอกเหมันต์ที่ดูแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อน ๆ หลายเท่าก็พลันก่อตัวขึ้นมาพร้อมกันกับชุดเกราะด้วยเช่นกัน เมื่อทั้งสองมารวมกัน กลิ่นอายแก่แก่โบราณก็พลันแผ่ออกมาอย่างรุนแรง ลวดลายอักขระโบราณผุดขึ้นมาเป็นอย่างสุดท้าย ยิ่งเสริมกลิ่นอายเก่าแก่น่าเกรงขามขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ
“ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์ใช้วิชาเช่นนี้มาก่อนเลย ช่างพิลึกและก็น่าหวาดเกรงยิ่งนัก” เมื่อเห็นเช่นนั้น อสูรในร่างของชายวัยกลางคนหน้าพลันเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ แล้วจึงกลับมาเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันตา
แน่นอนว่าวิชาเกราะเหมันต์คุ้มกายของฉางกวงนี้เองก็พึ่งคิดขึ้นมาได้เมื่อไม่นานมานี้
ด้วยอิสระของวิชาเหมันต์พิโรธที่ทำให้ผู้ใช้สามารถนำปราณเหมันต์ของตนไปแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งรูปร่างใดก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยนิสัยส่วนตัวของฉางกวงแล้วนั้น วิชาที่ดีจะต้องเก่งทั้งจู่โจมก็ได้ตั้งรับก็ดี
ซึ่งเกราะเหมันต์นี้ก็ตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่สัตว์อสูรตนนี้จะไม่เคยเห็นวิชาเช่นนี้มาก่อน
“ตายไปซะ” ฉางกวงไม่รอช้า รีบถ่ายทอดพลังปราณที่เหลืออยู่เพียงส่วนเดียวในการขับเคลื่อนชุดเกราะชุดนี้
“ฟุ่บ” ชุดเกราะนี้พุ่งเข้าใส่อสูรตนนี้อย่างรวดเร็ว
“แล้วไงเล่า มาวัดกันสักตั้งไปเลย” อสูรตนนี้ก็ดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปพร้อมกับฉางกวงด้วยเช่นกัน
แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากกายนั้นมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับที่ร่างมนุษย์สูงใหญ่บึกบึนนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
“โฮก” ร่างร่างนั้นพลันขยายใหญ่ขึ้นมาในฉับพลัน
ขนสีขาวราวปรอทผุดขึ้นมาปกคลุมร่างยักษ์นั้น ดวงตาเปล่งประกายสีทองอย่างดุดัน ร่างนั้นง้างกงเล็บสีฟ้าดำออกมาตะปปเข้าปะทะฉางกวงอย่างมุ่งร้าย
“เคร้ง ครืน” เสียงกรงเล็บปะทะกับหอก ทั้งสองฝ่ายต่างจู่โจมมุ่งเอาชีวิตของอีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร
ในชั่วพริบตาก็ผ่านไป 10 กระบวนท่า พร้อมกับชุดเกราะของฉางกวงที่มีรอยเล็บลากยาว ดูหน้ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ในฝั่งของพยัคฆ์ขาวเหมันต์ตัวนี้เองก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีกว่ากัน ร่องรอยหอกที่อยู่บนตัวนั้น
ถึงแม้จะดูไม่ค่อยได้รับบาดเจ็บนักแต่ก็เห็นเป็นเลือดซึมอยู่หลายจุด
“พอแค่นี้ดีกว่ามั้ง สู้กันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดเลย” ฉางกวงเอ่ยพลางยกหอกปัดป้องกรงเล็บของอีกฝ่าย
“เจ้ากลัวแล้วละสิ เจ้ามนุษย์ งั้นเอาเป็นว่าถ้าเจ้ายอมมาเป็นทาสของข้าข้าจะยอมเลิกราให้ก็ได้” พยัคฆ์สีขาวปรอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางตบกรงเล็บใส่ฉางกวงต่อในทันที
“ฝันไปเถอะ” ฉางกวงคำรามออกมา พร้อมกับกินยาพฤกษาเซียนที่เหลืออยู่อีกไม่กี่เม็ดแล้ว
พลางร่ายกระดองเต่าเหมันต์ทึบแสงออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที
“เจ้ามนุษย์นี่คิดจะทำอันใดกันแน่” พยัคฆ์สีขาวปรอทหยุดจ้องมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีอ่อนล้าไม่ต่างกัน
“เจ้าเสือสมควรตาย ฟังข้าให้ดี ถ้าเจ้าทำลายกระดองเต่าเหมันต์นี่ของข้าได้ละก็ ข้าจะยอมทุกเงื่อนไขของเจ้าในทันที” เนื้อเสียงนั้นดูอ่อนล้าเป็นอย่างมาก ราวกับว่าผู้เอ่ยเค้นเสียงพูดออกมา
“เจ้าเอ่ยแล้วนะ” พยัคฆ์ขาวรู้สึกว่าแรงตัวเองกลับมาชั่วคราวเมื่อถูกกระตุ้นจากคำพูดของอีกฝ่ายแล้ว จึงใช้แรงทั้งหมดของตนในการตะปป กระดองเต่าเหมันต์นั้นหวังให้แตกในทีเดียว
แต่สิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้นในชั่วพริบตา กระดองเต่าเหมันต์นั้นกระเด็นไปอย่างง่ายดายพร้อมกับเสียงตวาดโกรธเกรี้ยวของพยัคฆ์ขาว
“เจ้ามนุษย์บัดซบนี่ คิดจะเชิดสัญญาตั้งแต่แรกแล้ว ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”
ในสถานที่ห่างจากจุดนี้อีกราว 10 ลี้
“เจ้าเสือนั่น จะต้องทำลายกระดองเต่าอย่างแน่นอน แล้วพอเห็นว่าข้างในว่างเปล่าละก็…”
ชายหนุ่มที่กำลังพุ่งตัวอย่างรวดเร็วก็พลันอดที่จะยกยิ้มอย่างเยาะเย้ยออกมาไม่ได้
“ฮ่า ๆๆ ปล่อยเจ้าเสือสมควรตายนั่นไปชั่วคราว เดี๋ยวรอบิดาเจ้าเก่งกว่านี้ก่อน รับรองว่าข้าจะมาอัดเจ้าให้น่วมไปเลย”
ฉางกวงรีบพุ่งไปต่อในทิศทางที่ไฟเหมันต์ด้วยแววตาที่เปล่งประกาย
“ใกล้แล้ว” ฉางกวงสัมผัสได้ถึงความหิวกระหายของเปลวไฟเหมันต์กองนั้นอย่างชัดเจน
“เอ๋” ภาพตรงหน้าฉางกวงตรงหน้าดูเลือนรางลง พร้อมกับสติของฉางกวงที่กำลังจะหมดลง
“ข้ากำลังจะสลบแล้วสินะ ไม่แปลกใจเลยจริง ๆ” ฉางกวงพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
ที่เขาสามารถหลบหนีออกมาได้เมื่อครู่นี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะยาพฤกษาเซียนแต่อีกส่วนหนึ่งที่ใหญ่กว่าก็คือพลังปราณที่เขาแปลงกลับมาจากชุดเกราะเมื่อครู่นี้ ซึ่งมาได้ไกลขนาดนี้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ส่วนกระดองเต่าเม่ื่อครู่ก็เพียงตัวหลอกเท่านั้นที่จริงเเล้วด้านหลังนั้นฉางกวงจงใจสร้างรูขนาดใหญ่เพื่อไว้หลบหนีตั้งเเต่เเรกเเล้ว
“กระดองเต่าเหมันต์” ร่ายเสร็จฉางกวงก็ล้มฟุบลงไปทันที