ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 71 : การทดสอบรอบเเรกที่ลุ้นระทึก
“เจ้าก็เป็นผู้สมัครด้วยงั้นรึ” ผู้คุมสอบอีกคนนึงที่กำลังนั่งฟังการซักประวัติอยู่นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางหันมามองฉางกวงด้วยสายตาพิจารณา
“ขอรับ” ฉางกวงประสานมือตอบรับอย่างรวดเร็ว
ผู้คุมสอบผู้นั้นมองพิจารณาฉางกวงอยู่ชั่วครู่แล้วจึงส่ายหัวอย่างระอาแล้วก็หันกลับไปสนใจการซักประวัติตรงหน้าต่ออย่างเรียบเฉย
“หมายความว่าไงกัน มองข้าแล้วก็ส่ายหัว อย่าบอกนะว่าเพียงข้ามาช้าก็มีอคติกับข้าแล้วรึ” ฉางกวงถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่พอใจแต่ภายนอกก็นั่งรออย่างสงบไม่กล้าแสดงอารมณ์ของตนออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ เจ้าตรงนั้นขึ้นมาได้” ผู้คุมสอบอีกคนที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยเรียกฉางกวงด้วยเสียงดังกังวาน
ฉางกวงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์เมื่อครู่ก็พลันสะดุ้งตัวขึ้นมาในทันที
พอเห็นผู้คนรอบข้างรวมทั้งผู้คุมสอบมองมาทางเขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“งั้นข้าก็รีบขึ้นไปเถอะ” ฉางกวงส่งยิ้มแหย ๆ ให้กับคนที่เฝ้าดูพลางรีบขึ้นไปบนแท่นอย่างรวดเร็ว
“ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะรู้มาคร่าว ๆ เกี่ยวกับวันนี้แล้วนะ แต่เผื่อว่าเจ้ายังไม่รู้ งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังอีกทีหนึ่ง
ในวันนี้นั้น พวกข้าสองคนจะคอยสอบถามประวัติของเจ้าอย่างละเอียด โดยเจ้าจะต้องตอบมาตามความเป็นจริงทุกประการ ถ้าเกิดว่าพวกข้าค้นพบว่าเจ้าเอ่ยวาจาเท็จออกมาแม้แต่คำเดียว เจ้าจะไม่ผ่านในทันทีเข้าใจไหม”
ผู้คุมสอบที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายนั่นเสียงก็แข็งกร้าวเน้นย้ำอย่างชัดเจน
“ข้าน้อยเข้าใจขอรับ” ฉางกวงตอบด้วยน้ำเสียงไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป
“ดี งั้นพวกข้าทั้งสองจะเริ่มถามเจ้าแล้ว อ้ออย่าลืมตอบคำถามในกระดาษนี้ไปด้วย”
ผู้คุมสอบที่ยิ้มเป็นมิตรยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับฉางกวง สีหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มอย่างรอดูเรื่องสนุก
ฉางกวงที่พอได้ยินเช่นนั้นก็โอดครวญในใจเงียบ ๆ จึงรับกระดาษกับหมึกมาอย่างรวดเร็ว ไม่สังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย
การสอบถามประวัติของฉางกวงจึงเริ่มขึ้นในทันที โดยประวัติส่วนตัวที่ตอบได้เขาก็ตอบไปในทันที
แล้วด้วยการที่ฉางกวงต้องแบ่งสมาธิไปตอบคำถามในกระดาษด้วย จึงทำให้แม้ฉางกวงจะครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนตอบออกมา ก็ทำให้ดูไม่น่าสงสัยเลยแม้แต่น้อย
“แล้วทำไมวันนี้เจ้าถึงมาช้านักล่ะ” ผู้คุมสอบที่ส่ายหัวให้กับฉางกวงเมื่อกี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เออ คือว่าเรื่องมันค่อนข้างซับซ้อนนะขอรับ” ฉางกวงเอ่ยเตือนอีกฝ่ายด้วยความหวังดี
“เล่ามา มันคงไม่ยาวจนถึงมืดค่ำหรอก” ผู้คุมสอบผู้นี้จ้องมองฉางกวงเขม็ง ส่วนผู้คุมสอบอีกคนที่ดูเป็นมิตรก็เงียบเสียงตัวเองลง เปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ฟังอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ ถ้าพวกท่านอยากรู้ขนาดนี้เล่าก็เล่าสิ” ฉางกวงจึงเริ่มเอ่ยเล่าออกมาอย่างรวดเร็ว โดยที่เล่าแค่เพียงว่าเมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ ตนเองอยากหาที่ฝึกฝนเสียหน่อย จึงเดินทางขึ้นไปยังเทือกเขานรกเหมันต์
พอมาถึงท่อนนี้ ผู้ที่มุงอยู่รอบข้างก็พากันกระซิบกระซาบ แล้วก็จ้องมองฉางกวงด้วยแววตาสงสารเห็นใจ
ราวกับว่าฉางกวงพึ่งกลับมาจากรบทัพจับศึกเสียอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนผู้คุมสอบทั้งสองเมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าเงียบ ๆ กันหน่อย” ผู้คุมสอบที่ส่ายหัวให้กับฉางกวงเมื่อครู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาลพลางขมวดคิ้วมองคนที่มามุงดูกัน
ซึ่งมันก็ได้ผล เมื่อสิ้นเสียงดังกังวานนั้น ผู้คนที่เมื่อครู่นี้กำลังกระซิบกระซาบกันก็พากันเงียบกริบลงในทันที
“เจ้าเล่าต่อได้” ผู้คุมสอบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยกับฉางกวงด้วยท่าทีสนใจ
“แล้วหลังจากนั้นอยู่ดี ๆ ข้าก็เจอสัตว์อสูรล้อมโจมตีอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนต้องหนีไปซ่อนในถ้ำจนพวกมันก็จากไปดื้อ ๆ ราวกับว่าเกิดอะไรขึ้นบางอย่าง พอข้ารู้เช่นนั้นก็รีบออกมาจนมาถึงที่นี่เลยขอรับ”
“ถ้ามาช้าแบบนี้ก็เข้าใจได้” ผู้คุมสอบที่ส่ายหัวให้กับฉางกวงจึงมองพิจารณาฉางกวงใหม่ด้วยแววตาที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“
อ้อ เท่านี้ก็น่าจะครบแล้วนะ จะเหลือก็แต่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว” ผู้คุมสอบคนนี้เอ่ยไปยิ้มไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าฉางกวงจึงเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว อยากรู้ว่าขั้นตอนสุดท้ายนั้นคืออะไรกันแน่
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีพลังปราณแล้วนี่ งั้นข้าคงไม่ต้องเอ่ยอันใดให้มากเลย เพียงเจ้าวางมือลงบนผลึกนี้ก็จะรู้ได้ในทันทีเลยว่าเจ้าผ่านหรือไม่ผ่าน” ชายหน้ายิ้มแย้มเอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ
พลางกับยกผลึกใสทรงวงกลมชิ้นหนึ่งขึ้นมาตรงหน้าฉางกวง
“ขอรับ” ในเมื่ออีกฝ่ายมองออกแล้วว่าตนเองนั้นเป็นผู้ฝึกตนละก็ งั้นก็วางมือลงไปเลยละกัน
ฉางกวงตัดสินใจได้ดังนั้นจึงวางมือลงอย่างไม่ลังเล
“วิ้ง” แสงสีฟ้าขาวพลันปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับที่ฉางกวงสัมผัสได้ในทันทีว่ามีพลังงานไร้รูปร่างบางอย่างได้เข้าไปสำรวจในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
พลังงานนั้นเข้าไปซอกแซกในทุกอณูร่างกายของฉางกวง ราวกับว่ามันจะรู้ทุกเรื่องในร่างกายของฉางกวงให้จงได้
“อืม ฉางกวงผู้ฝึกตนขั้น 3 แห่งขอบเขตจุดปราณ ธาตุที่ใช้ได้ ธาตุน้ำแข็ง ธาตุไฟ…”
ผู้คุมสอบทั้งสองพากันเอ่ยดูข้อมูลที่ผลึกนั้นส่งออกมาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าผู้คุมสอบทั้งสองออกจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ในเมื่อผลทั้งหมดออกมาถูกต้องแล้ว งั้นก็คงไม่มีอะไรผิดเพลาดแล้วล่ะ
“ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยนะ ถ้าเจ้ามีพลังปราณถึงขนาดนี้ละก็ เจ้าไม่ต้องทดสอบรอบ 2 แล้วล่ะ เจ้าจงไปเตรียมตัวสอบรอบสุดท้ายวันถัด ๆ ไปเลย หวังว่าผลลัพธ์ของเจ้าจะออกมาได้ด้วยดีนะ ไว้เจอกันใหม่”
ผู้คุมสอบที่ยิ้มให้ฉางกวงพลันเอ่ยออกมาแล้วก็ยิ้มดั่งเช่นเคย ส่วนผู้คุมสอบอีกคนนึงก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ขอรับ งั้นข้าน้อยขอลา” ฉางกวงประสานมือคารวะทั้งสองอีกรอบนึง ก่อนจะเดินออกมาด้วยสีหน้านิ่งสงบ
เมื่อเดินออกห่างมาได้จากจุดนั้นอยู่พอสมควรแล้วฉางกวงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ด้วยการที่เขาไม่อยากเปิดเผยพลังต่อสู้ที่แท้จริงของตนเองในตอนนี้ จึงได้แต่ขอให้ไฟเหมันต์ช่วยในการปกปิดระดับพลังปราณของเขา ในตอนสุดท้ายที่พลังงานไร้รูปร่างนั้นพยายามซอกแซกในร่างกายของเขานั้นก็นั่งลุ้นอยู่แทบตาย สุดท้ายมาก็ผ่านมาได้ ช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก
“แสดงว่าถ้าเราเก็บซ่อนเมล็ดปราณได้ก็เท่ากับว่าปิดซ่อนพลังปราณได้สินะ” ฉางกวงได้ข้อสรุปของตนเอง
เดินมาโดยไม่รู้ตัวก็พลันถึงหน้าบ้านที่ดูคุ้นเคยเสียแล้ว เสียง ๆ นึงก็พลันดังขึ้นมาในทันที
“เจ้าหนุ่ม เจ้าไปไหนก็ไม่เอ่ยกันต่อหน้าเลยนะ เล่นให้ข้าเป็นห่วงเสียแทบแย่เลย” ชายวัยกลางคนที่ดูคุ้นเคยเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูทั้งกราดเกรี้ยวและก็เป็นห่วงเป็นใยในเวลาเดียวกัน
“ท่านลุงซูหมิง ข้าขออภัยด้วยขอรับ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย
“เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลังก็ได้ มา ๆ เข้าบ้านมาพักก่อน คุยเรื่องการคัดเลือกให้ข้าฟังด้วยนะ” ซูหมิงรีบเปิดประตูเชิญชวนให้ฉางกวงเข้ามา
ฉางกวงที่เห็นอย่างนั้นก็อดยกยิ้มออกมาไม่ได้ จึงรีบเดินเข้าไปในบ้านของลุงซูผู้ที่เคยช่วยเขาไว้ช่วยเขาอย่างรวดเร็ว