ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 82 : วัดใจกันไปเลย !
ในวันถัดมานั้นเอง เหลืออีก 2 วันก่อนออกเดินทาง
“คงต้องลองโน้มน้าวดูก่อนล่ะนะ” ฉางกวงคิดแทบตาย สุดท้ายจึงคิดวิธีออกมาได้วิธีหนึ่ง
“ต้องให้เจ้า 2 คนนั่นมาเปิดอกคุยกัน และก็ค่อยพูดจาหลอกล่อด้วยของรางวัลของภารกิจ” ฉางกวงคิดได้ดังนั้นจึงไม่รอช้ารีบเริ่มแผนการนำคนทั้งสองมาร่วมทีมในทันที
ก่อนอื่นก็ไปยังที่พักของจางฮั่นและก็นัดอีกฝ่ายว่าต้องการคุยเรื่องของที่ต้องเตรียมไปส่วนอีกด้านก็ไปนัดฉีหมิงเทามาคุยด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดสำคัญก็คือสถานที่ ๆ เงียบสงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน
สถานที่ ๆ ตรงกับเงื่อนไขข้างต้นที่เขาพอจะนึกได้ก็คือบริเวณชายขอบของเทือกเขานรกเหมันต์
โดยฉางกวงจะเดินออกจากสำนักพร้อมกันกับฉีหมิงเทา
“พวกเจ้าจะออกจากสำนักไปทำอันใดกันรึ” คนเฝ้าประตูสำนักที่มีพลังปราณขั้น 5 เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“เออ พวกข้าจะออกไปเตรียมอุปกรณ์พิเศษไว้สำหรับภารกิจที่จะมาถึงในไม่กี่วันนี้” ฉางกวงเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว โดยฉีหมิงเทาที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหัวหงึกหงักเป็นการยืนยันคำเอ่ยของพวกเขา
“ได้ พวกเจ้าต้องลงรายละเอียดไว้ด้วย” คนเฝ้าประตูนำเอาแผ่นหินสีฟ้าโปร่งใสออกมา พลางยื่นให้กับคนทั้ง 2
ฉางกวงกับฉีหมิงเทาที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบลงรายละเอียดลงบนแผ่นหินสีฟ้าอย่างรวดเร็ว โดยลงรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อยเท่านั้น
“อืม พวกเจ้าไปได้” คนเฝ้าประตูกวาดตาอ่านในเสี้ยวอึดใจแล้วจึงหันมาเอ่ยกับทั้งสองพลางพยักหน้าให้
เมื่อได้ยินดังนั้น คนทั้ง 2 ก็รีบไปยังจุดที่นัดหมายกันไว้ในทันที
“หวังว่าเรื่องของเจ้าจะสำคัญจริง ๆ นะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางหันมามองยังฉางกวง
“แน่นอนอยู่แล้วสหายฉี รับรองว่าคุ้มค่ากับบุญคุณที่ข้าค้างไว้กับเจ้า” ฉางกวงเอ่ยด้วยรอยยิ้มจริงใจแต่ที่ดูแปลกพิลึกเล็กน้อย
ไม่นาน บรรยากาศ 2 ข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เริ่มเห็นต้นไม้เยอะขึ้น พื้นก็เริ่มชันขึ้นเล็กน้อย นี่แสดงให้เห็นว่าใกล้ถึงจุดนัดหมายแล้ว พอทั้งสองมุ่งหน้าไปอีกราวครึ่งจิบชาก็เห็นเงาของคนผู้หนึ่ง
เงานั้นสวมชุดสีขาวสลับดำสายคาดเอวสีทองนั้นทำให้เขาดูโดดเด่นขึ้นมาไม่น้อย
คนผู้นี้ในตอนแรกนั้นอารมณ์นิ่งเฉยเป็นอย่างมาก แต่พอเห็นเงาสองสายมุ่งมาทางตน ฉับพลันนั้นอารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยามเมื่อเหลือบมองมาเห็นฉางกวงแววตานั้นดูโล่งใจเป็นอย่างยิ่งแต่พอเห็นเงาที่อยู่ข้าง ๆ ฉางกวงนั้นเอง สีหน้าพลันกลายเป็นปั้นยากขึ้นมาในทันใด
“นั่นมัน ฮึ่ม” ฉีหมิงเทาเองก็เห็นอีกฝ่ายได้ลาง ๆ เช่นเดียวกัน แต่พอสังเกตอีกฝ่ายได้ชัดเจนนั้น ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงรวบรวมพลังปราณขั้น 4 ของตนเองไปไว้ที่หมัดพลางพุ่งเข้าปะทะอีกฝ่ายในทันที
“ใจเย็นก่อนสหายทั้ง 2 มีอะไรก็ค่อย ๆ เอ่ยกันได้” เมื่อเห็นเช่นนั้นฉางกวงจึงรีบเอ่ยประนีประนอมในทันที
แต่ก็ยังช้าไปอยู่ดี ฉีหมิงเทากลายเป็นเงาสีขาวเหมันต์อย่างรวดเร็วพร้อมกับไปปรากฏตัวตรงหน้าจางฮั่นพร้อมกับชกกำปั้นไปยังอีกฝ่ายในทันที
จางฮั่นที่เห็นเช่นนั้นก็นำกระบี่ออกมาต้านหมัดรวดเร็วดุจเดียวกัน กระบี่ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชักออกจากฝักเลยก็ตามแต่พลังปราณที่แผ่ออกมานั้นก็ทำให้ผู้ที่ต่ำกว่าขั้น 4 แห่งขอบเขตขยายปราณขยาดได้เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าหมัดของฉีหมิงเทาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
“พลั่ก” ฉีหมิงเทากระเด็นออกไปเล็กน้อยจึงตั้งหลักได้ สีหน้าดูแย่ลงไม่น้อย
ส่วนทางด้านจางฮั่นเองนั้นยังคงยืนอยู่ตรงจุดเดิมเมื่อครู่นี้ แต่สีหน้ากลับดูปั้นยากเป็นอย่างยิ่ง
“พวกเจ้า…” ยังไม่ทันที่ฉางกวงจะได้เอ่ยจบ ทันใดนั้นเอง
“โฮก” เสียงคำรามกึกก้องออกมาจากทิศทางด้านหลังของคนทั้ง 3
“เจ้านั่นมัน” ฉางกวงที่หันไปมองยังต้นเสียงก็เห็นเงาของหมีขนสีขาวแซมดำตัวหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้สีขาวแววตาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ร่างกายฉับพลันรู้สึกหนักขึ้นราวกับว่าอากาศกำลังกดทับตัวเขาอยู่
“นี่มันพลังอันใดกัน” ฉีหมิงเทาเมื่อจ้องมองยังหมีสีขาวแซมดำ เข่าก็พลันทรุดลงไปในทันทีราวกับว่ามีใครมากดเอาไว้ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“ฮึ่ม” จางฮั่นที่ยกกระบี่เหมันต์ขึ้นมาอีกรอบ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังเข่าทรุดลงไปเช่นกัน แค่ช้ากว่าฉีหมิงเทาเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจเท่านั้น
“หมีตัวนี้มีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้น 6 ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสองคนนั่นจึงต้านทานแรงกดดันไม่ได้”
ฉางกวงตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ ไม่กล้าประมาทฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย
“โฮก” หมีสีขาวตัวนั้นพลันคำรามอย่างกราดเกรี้ยว ขนสีขาวรอบตัวพลันเปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาพร้อมกับแรงกดดันรอบตัวที่เพิ่มขึ้น
“พวกเจ้าทั้งคู่ ถอยไปเสีย” ร่างของจางฮั่นกับฉีหมิงเทาที่กำลังคุกเข่าอยู่นั้นก็ถูกลมหอบหนึ่งผลักไปยังด้านหลังให้พ้นจากการต่อสู้
ในไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมา หมีขาวก็พลันทะยานใส่ฉางกวงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับง้างอุ้งเท้าเตรียมตะปปฉางกวงด้วยท่าทีดุร้าย
“ฝันไปเถอะ” ฉางกวงรวบรวมพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ออกมาพลางใช้วิชาเหมันต์พิโรธในทันที
ฝ่ามือเหมันต์ 1 คู่พลันผุดออกมาจากพื้นดินโดยมีมือฉางกวงที่วางบนพื้นเป็นจุดศูนย์กลาง ก่อนที่ฝ่ามือเหมันต์คู่นี้พลันตบลงไปราวสายฟ้าโดยเล็งเป้าไปยังหมีขาว
“แฮ่” หมีขาวโดนฝ่ามือทั้ง 2 ตบลงอย่างจัง ถึงแม้ว่าจะเป็นยังงั้นแต่ท่าทางของมันก็ยังคงดุร้ายเหมือนเดิม มันแยกเขี้ยวคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว อุ้งเท้าตะกุยไปยังฝ่ามือทั้ง 2 ที่พยายามประกบตัวมันอย่างป่าเถื่อน
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทำไมพวกเจ้าจึงต้องแย่งคู่หมั้นกัน แต่ข้าสามารถเอ่ยอย่างหนึ่งกับพวกเจ้าได้”
ฉางกวงถอนหายใจพลางหันไปยังจางฮั่นและฉีหมิงเทาที่กำลังมองมาอย่างสงสัย
“เปรี้ยง” ฝ่ามือทั้ง 2 ถูกอุ้งเท้าที่แฝงไปด้วยพลังกายของสัตว์อสูรขั้น 6 ตะกุยจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ฉางกวงแค่นเสียงอย่างรู้ทัน กลายเป็นเงาแสงสีขาวพุ่งไปยังหมีขาวในทันที พลันใช้วิชาเหมันต์พิโรธอีกรอบแล้วจึงต่อยไปยังบริเวณท้องของอีกฝ่าย
“ยิ่งพวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้น เสียงของพวกเจ้าก็จะยิ่งดังขึ้นเช่นกัน” ฉางกวงกลับมายืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับเงาของหมีสีขาวที่กำลังร่วงลงมาบนพื้น ตรงช่วงท้องมีรอยหมัดอยู่ชัดเจน
จางฮั่นกับฉีหมิงเทาที่กำลังค่อย ๆ ลุกขึ้นมาเมื่อเห็นฉากนี้เข้า สีหน้าก็เปลี่ยนป็นตกตะลึง ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า ทั้งคู่ต่างมองมายังฉางกวงด้วยแววตาสับสน
ถึงแม้จะรู้ว่าฉางกวงจงใจทำเช่นนี้ก็ตามแต่พวกเขาก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย
“ที่จริงตัวข้าก็มีส่วนผิดด้วยเช่นกัน ตัวข้าไม่อาจขัดขืนท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้” จางฮั่นเริ่มเอ่ยออกมาเป็นคนแรก น้ำเสียงดูจำใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา ซึ่งไม่ต่างจากที่ฉางกวงได้ฟังมาจากคนขายข่าวเลย
จะมีก็แต่เพิ่มเติมบางส่วนที่ขาดหายไป เช่น ที่จริงแล้วฝั่งหญิงผู้นั้นชอบฉีหมิงเทามากแต่ก็โดนกดดันเช่นเดียวกับจางฮั่นจึงมาเอ่ยขอหย่ากับฉีหมิงเทา
“ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ภายในใจตกอยู่ในภวังค์
“เจ้าอ้วนเช่นเจ้าน่ะรึคู่หมั้นของข้า” เด็กสาวตัวเล็กดวงตาสีดำราวอัญมณีจ้องมองมาด้วยแววตาพิจารณา
“นี่เจ้าอ้วนฉี เจ้าคิดยังไงกับข้า” เด็กสาวคนเดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“เจ้าก็น่ารักดี” น้ำเสียงที่ตอบกลับไปดูนั้นขัดเขินอย่างชัดเจน
“ฮ่า ๆ เจ้าไม่มีคำอื่นจะเอ่ยแล้วใช่ไหมเจ้าอ้วน” เด็กสาวคนเดิมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มอันสดใส แววตาคู่นั้นหรี่ลงอย่างได้ใจ
“พวกเจ้าทั้งสองจงมาเข้าร่วมภารกิจกลุ่มกับข้าซะ จะได้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น” ฉางกวงมองไปยังทั้งสองพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แต่ในใจกลับกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก
การที่อยู่ ๆ เขาทำเช่นนี้ผลลัพธ์อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองอาจจะคิดว่าเขาบ้าแล้วเดินจากไปหรือไม่งั้นก็ประทับใจแล้วตกลงกันได้ ซึ่งเขาก็ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้เลยแม้แต่น้อย งั้นก็วัดใจกันไปเลย