ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 83 : หอตำราสำนักเหมันต์ประกาย
“ตกลง ข้าชอบที่เจ้าเอ่ยมาเมื่อครู่นี้ ” ฉีหมิงเทาจ้องมองยังจางฮั่นและฉางกวงด้วยแววตามุ่งมั่น
“ถึงแม้ว่าข้าจะเห็นด้วยกับคำพูดของเจ้าก็ตาม แต่ข้าไม่ค่อยชอบวิธีการของเจ้านัก ทว่าแม้แต่ฉีหมิงเทาก็ยังตอบรับเจ้า ก็ถือว่าข้าตกลงก็แล้วกัน และก็บุญคุณของเจ้ากับข้าก็จะได้จบกันสักที” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางเหลือบมองไปยังฉีหมิงเทา
“สหายฉีช่างเถรตรงนักข้าชอบ ส่วนสหายจางนั้นพอโล่งใจก็เอาใหญ่เลย” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ สีหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ภายในก็แอบลอบถอนหายใจเงียบ ๆ
ในที่สุดแผนนี้ก็สำเร็จไปอย่างงดงาม ทีนี้ก็เหลือสมาชิกคนอื่น ๆ แล้ว ซึ่งฉางกวงไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย
ตัวเขาเชื่อว่าแค่ตัวเองที่มีพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 เมื่อรวมกับพลังกายก็สามารถต่อกรเสมือนขั้น 7 ได้อย่างสูสี ยิ่งเมื่อรวมจางฮั่นและฉีหมิงเทาที่มีพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 4 เข้าไปก็เพียงพอกับภารกิจนี้แล้ว อีก 3 ที่เหลือนั้นถือว่าเป็นตัวแถมละกัน
“งั้นสมาชิกที่เหลืออีก 3 คน ก็ฝากพวกเจ้าด้วยนะ เจอกันวันรับภารกิจนะสหายทั้งสอง” ฉางกวงเอ่ยอย่างสบาย ๆ เดินจากไปในทันที
“อ้อแล้วก็ฝากแบ่งหน้าที่กันด้วยนะ ผู้ใดถนัดอันใดก็ดูแลด้านนั้นไปเลย” พอสิ้นเสียงนี้ เงาของฉางกวงก็หายลับไปอย่างสมบูรณ์
จางฮั่นและฉีหมิงเทามองหน้ากันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วก็พากันส่ายหัว สรุปแล้วพวกเขาคิดถูกจริง ๆ หรือเปล่าที่เชื่อมั่นในตัวฉางกวงผู้นี้
ฉางกวงที่แบ่งหน้าที่เสร็จก็ไม่สนใจอันใดอีกรีบกลับไปยังสำนักเพื่อปิดด่านฝึกตนอย่างสบายใจ
“เจ้าสิ่งนี้คงทำให้พลังกายของข้าเพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย” ฉางกวงนำผลึกสีขาวแซมดำออกมาจากสาบเสื้อด้วยแววตาพึงพอใจ
จากที่เมื่อครู่นี้เขาล้มหมีขาวมาได้ก็โฉยโอกาสนำแกนลึกอสูรขั้น 6 ของมันมาด้วย
ส่วนร่างของมันนั้นถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้อื่นมากแต่สำหรับฉางกวงแล้วนั้นไม่ค่อยจะมีผลมากนัก
“ฟึ่บ” ปราณบนมือของฉางกวงค่อย ๆ กลายเป็นเปลวไฟสีขาวเหมันต์อย่างรวดเร็ว
เปลวไฟนี้ได้หลอมละลายแกนผลึกอสูรขั้น 6 ในทันที
พลังงานที่ได้จากการย่อยสลายนั้นค่อย ๆ หลอมเข้าไปในกายของฉางกวงทีละน้อย เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายของฉางกวงก็ถูกแยกออกเป็น 2 สายในทันที โดยสายหนึ่งนั้นเข้าไปผสานกับร่างกายของฉางกวงโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งโดนดูดกลืนไปโดยเปลวไฟเหมันต์ที่อยู่ในร่างกายของฉางกวง
“ฟู่” เปลวไฟสีขาวเหมันต์ในร่างกายของฉางกวงนั้น เมื่อดูดซับพลังงานจากแกนผลึกอสูรเข้าไป มันก็พลันเปล่งประกายพร้อมกับปล่อยปราณสีขาวเหมันต์ออกมาบางส่วนไปช่วยเสริมก้อนพลังงาน 2 อันของฉางกวงอย่างช้า ๆ
กระบวนการนี้เกิดขึ้นอยู่ประมาณ 3 ชั่วยาม แกนผลึกอสูรในมือของฉางกวงก็พลันมลายกลางเป็นฝุ่น
“เฮ้อในที่สุดก็สำเร็จ” ฉางกวงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วจึงยืดเส้นยืดสายอย่างเมื่อยล้า พอยืดเส้นยืดสายเสร็จก็ลองชกหมัดออกไปในทันที พลางสังเกตการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนอย่างคาดหวัง
“ร่างกายข้ารู้สึกแข็งแกร่งขึ้นแต่พลังปราณกลับไม่ค่อยรู้สึกเปลี่ยนแปลงอันใดเลย”
ฉางกวงมองสำรวจร่างกายตนเองพลางครุ่นคิดไปด้วย
พลังปราณของเขานั้นอยู่ขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 เช่นเดิมแต่ความมั่นใจที่จะบรรลุขั้น 6 เพิ่มขึ้นไปอีก 2 ส่วน ในทางตรงกันข้ามนั้นเองพลังกายของเขาได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนี้เขาสามารถใช้เพียงพลังกายก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขั้น 4 ได้
“ฮึ ๆ ภารกิจต้องสำเร็จอย่างแน่นอน” ฉางกวงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
งั้นก็พักผ่อนก่อนก็แล้วกัน
เหลืออีก 1 วันก่อนเริ่มภารกิจสุ่ม
ฉางกวงที่พึ่งลุกขึ้นมาจากเตียงก็บิดตัวอย่างเกียจคร้าน
“ลองไปถาม 2 คนนั้นดีกว่าว่าทุกอย่างไปถึงไหนแล้ว” ฉางกวงจัดการตนเองเสร็จก็มุ่งหน้าไปยังที่พักของจางฮั่นและฉีหมิงเทาในทันที
“จางฮั่นเจ้าอยู่ไหม” เมื่อเห็นที่พักของจางฮั่นฉางกวงก็ตะโกนถามออกไปในทันที
“เข้ามาได้เลยสหายฉาง ตัวข้าผู้นี้พร้อมช่วยเหลือผู้เดือดร้อนทุกคนอยู่แล้ว” จางฮั่นก้าวออกมาจากที่พักของตนอย่างองอาจ น้ำเสียงดูเคร่งขรึมเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
“เจ้านี่ พอหายกลุ้มใจก็ทำเก๊กเลยนะ” ฉางกวงมองอีกฝ่ายอย่างระอาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในที่พักของจางฮั่นอย่างไม่รีบร้อน (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
พอเข้าไปยังด้านในเมื่อเห็นว่าจางฮั่นกำลังจะเอ่ยฉางกวงไม่รอช้ารีบเอ่ยขัดอีกฝ่ายก่อนในทันที
“ขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยเล่นละครกับข้า ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่รู้มาก่อนเลยก็ตาม” ฉางกวงเอ่ยพลางพยักหน้าให้จางฮั่น
“ก็นะ ถ้าเจ้าไม่เอ่ยเช่นนั้นบางทีเจ้านั่นอาจไม่ยอมรับข้อตกลงก็เป็นได้” จางฮั่นเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พอจัดการประเด็นก่อนหน้านี้เสร็จทั้งคู่ก็ปรึกษากันต่อในทันที โดยจางฮั่นกับฉีหมิงเทาจะรับหน้าที่เป็นแนวหน้าเอง
ส่วนสมาชิกอีก 3 คนที่หามานั้นจะดูแลเรื่องค่ายกล ไว้สะกดรอย สร้างที่พักและอื่น ๆ
“ส่วนหน้าที่ของเจ้าก็คือ การคอยสนับสนุนคนในกลุ่มทั้งหมด เจ้าคิดว่าไง” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง ตัวเขากับฉีหมิงเทาได้ปรึกษากันมาก่อนแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของฉางกวงนั้นอยู่ในระดับสุดยอด
การที่จะให้ฉางกวงไปอุดช่องโหว่ระหว่างพวกเขาทั้ง 5 จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
“อืม ข้าเห็นด้วยกับพวกเจ้า งั้นก็เอาตามนี้ละกัน” ฉางกวงขี้เกียจเตรียมอุปกรณ์อยู่แล้ว จึงรู้สึกว่าตำแหน่งนี้ช่างเหมาะสมกับตนเองยิ่งนัก
“อ้ออย่าลืมพรุ่งนี้ไปรวมตัวกันตรงจุดรับภารกิจนะ แล้วก็อย่าลืมบอกคนที่เหลือด้วย” ฉางกวงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนที่จะเดินจากไป
จางฮั่นที่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหัวพลางเดินเข้าที่พักของตนอย่างรวดเร็ว
“ไม่คาดว่าสองคนนั่นไม่ถูกกันราวน้ำกับน้ำมันแต่ก็สามารถปรึกษากันได้เสียด้วย” ฉางกวงเดินไปพลางคิดไปพลาง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องไปหาฉีหมิงเทาอีกรอบ เอาเวลาส่วนนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
“งั้นก็ไปลองค้นคว้าทักษะอักขระเพิ่มเสียดีกว่า” ฉางกวงดวงตาเป็นประกายรีบมุ่งหน้าไปยังบริเวณหอตำราอักขระของสำนักในทันที
หอตำราของสำนักประกายเหมันต์นั้นตั้งอยู่ตรงบริเวณศูนย์กลางของสำนัก โดยศิษย์ทุกคนรวมถึงผู้อาวุโสสามารถเข้าไปได้แต่ต้องจ่ายคะแนนคุณูปการหรือเหรียญสำนักเพื่อเข้าไป
โดยในหอตำรานี้ได้รวบรวมตำราของอาชีพหลักต่าง ๆ เอาไว้มากมายเช่น นักสลักอักขระ ผู้เชี่ยวชาญค่ายกล ปรมาจารย์โอสถและอื่น ๆ
“นี่เหรอหอตำรา ช่างต่างกับสำนักทวนธารายิ่งนัก” ฉางกวงมองไปยังหอทรงสูงทั้ง 5 อย่างทอดถอนหายใจ นับได้ว่าการเข้าสำนักนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาของเขาแล้ว
หอทรงสูงทั้ง 5 เรียงตัวกันเป็นรูปกากบาท โดยหอย่อยทั้ง 4 นั้นตั้งอยู่ทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ทิศละมุมประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก ส่วนหอหลักที่อยู่ตรงกลางนั้นดูราวกับปราสาทขนาดย่อม ๆ เมื่อนำมารวมกัน จึงทำให้ดูยิ่งใหญ่ราวกับว่านี่คือแดนสวรรค์โดยแท้
“งั้นก็ลุยเลย” ฉางกวงไม่รอช้ารีบเข้าไปยังทางเข้าในทันที ซึ่งอยู่ตรงหน้าหอหลักนั่นเอง
พอผ่านทางเข้าไป โถงด้านหน้าก็พลันปรากฎขึ้นมาพร้อมกับผู้ดูเเลที่กำลังเอ่ยกับศิษย์ด้านหน้าเเถวพลางชี้ไปยังหอย่อยหนึ่งใน 4 อัน
“เฮ้อ ต้องรออีกเเล้ว” ฉางกวงมองเเถวทอดยาวตรงด้านหน้าของตน พลางรีบเดินไปต่อเเถวในทันที
ในอีกครึ่งชั่วยามต่อมานั้นเอง ฉางกวงก็พลันไปถึงยังด้านหน้าของเเถว
“เจ้าต้องการเข้าหอไหน” ผู้ดูเเลเอ่ยพลางยิ้มอย่างอบอุ่น
“ข้าต้องการเข้าหออักขระขอรับ” ฉางกวงเอ่ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“อืมได้ 5 เหรียญเงินสำนักหรือเเต้มคุณูปการ 1 เเต้มสำหรับ 1 ชั่วยาม”
“นี่ขอรับ” ฉางกวงยื่นเหรียญเงิน 5 เหรียญให้อย่างสบาย ๆ เเต่ในใจกลับหลั่งเลือดออกมา
โดยปกติเเล้วเหรียญเงินของสำนักนั้นจะมีเฉพาะเหล่าศิษย์สายในเท่านั้นที่ได้เป็นรายเดือน
ส่วนตัวเขานั้นเป็นเพียงเเค่ศิษย์ใหม่สายนอกเท่านั้นจึงจำใจต้องค้นทั้งเนื้อทั้งตัวก็พบกับผลึกเเกนอสูรขั้น 4 ก้อนสุดท้ายพอดีจึงนำไปฝากขายกับพ่อค้าข่าว ได้มา 6 เหรียญเงินอย่างพอดิบพอดี
“เอ้าเชิญเข้าไปได้ อย่าลืมว่า 1 ชั่วยามห้ามเกิน” ผู้ดูเเลราวกับรู้ว่าฉางกวงพึ่งเคยมาจึงใช้น้ำเสียงย้ำเตือน พลางชี้ไปยัง 1 ใน 4 หอย่อย
“ข้าน้อยทราบเเล้ว” ฉางกวงพลันประสานมือขอบคุณเเล้วจึงเดินไปยังทิศทางที่ผู้ดูเเลหอตำราชี้