ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 84 : ฝึกวิชาอักขระในหอตำรา (1)
พอเดินมาถึงหอย่อยนักสลักอักขระฉางกวงก็สังเกตความพิเศษของมันได้ในทันที
หอย่อยนี้ดูมีอักขระเเถวหนึ่งถูกสลักล้อมรอบหอเอาไว้ เเต่ถึงเเม้ว่าจะดูเบาบางกว่าสมาคมอักขระของสำนักทวนธารา เเต่กลิ่นอายที่เเผ่ออกมานั้นเเฝงได้วยพลังธาตุเหมันต์อันรุนเเรง ซึ่งถ้าเทียบกันเเล้วหอย่อยนี้มีเเต่จะเเข็งเเกร่งกว่าไม่ด้อยกว่าเลยเเม้เเต่น้อย
“เกือบไปเเล้ว เวลาของข้ามีน้อย รีบเข้าไปดีกว่า” ฉางกวงที่ตั้งสติได้รีบเดินเข้าไปในทันที
ด้านในนั้นเต็มไปด้วยเเผ่นอักขระสีดำซะเป็นส่วนใหญ่ มีตำรากระดาษบ้างประปราย
ฉางกวงเห็นว่ามีลูกศิษย์ของสำนักยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าหอนักสลักอักขระ รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคอยตรวจสอบจึงรีบยื่นตราประจำสำนักให้ตรวจสอบก่อนที่จะผ่านไปได้เเล้วจึงเดินเข้าไปสำรวจเเผ่นอักขระในทันที
“เเผ่นนี้กับเเผ่นนี้” ฉางกวงเจอเป้าหมายของตนจึงเข้าไปนั่งด้านหน้าเเผ่นอักขระเเผ่นนั้นในทันที พลางกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว
“ตัวอักขระเหมันต์สามารถเขียนได้หลายรูปเเบบ…” ฉางกวงอ่านออกเสียงในใจ มือพลันลองวาดอักขระตามไปด้วย
คนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เมื่อเห็นผู้มาใหม่กำลังวาดอักขระอยู่ก็หันมามองอยู่ชั่วครู่เเล้วก็หันไปสนใจเเผ่นอักขระของตนเองต่ออย่างเรียบเฉย ถ้าเกิดว่าไม่ส่งเสียงดังจนทำลายสมาธิของผู้อื่นละก็ ไม่มีใครเเบ่งเวลาอันล้ำค่ามาสนใจคนอื่นหรอก
“หืม” แสงสว่างสีขาวนวลเปล่งประกายพลันปลุกสติของฉางกวงให้ตื่นขึ้นมาในฉับพลัน
แสงสีขาวนั้นกะพริบวูบวาบเป็นจังหวะ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจังหวะนั้นจากช้าเริ่มเร็วขึ้นทีละน้อย
“นี่มันไม่ดีแน่” ฉางกวงรีบโคจรพลังปราณของตนในทันที แต่ก็พบว่าตนเองไม่สามารถโคจรพลังปราณได้เลยแม้แต่น้อย ร่างกายของตนก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้น ราวกับว่าเขาจะวูบลงไปได้ทุกเมื่อ
ก่อนที่เขาจะวูบลงไปนั้นก็หันไปมองคนที่อยู่ด้านข้างของตน พยายามเอ่ยแต่ก็ไม่มีเสียงออกมาแม้แต่ประโยคเดียว แต่ก็เห็นว่าคนที่นั่งข้าง ๆ ตนนั่งดูแผ่นศิลาปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะมองตัวเขาเลย
“ครืน” สติของเขาดับวูบลง กลายเป็นมืดมิดลงในฉับพลัน
“เจ้านี่นี่ใช้ไม่ได้เลย” คนที่นั่งอยู่ด้านข้างของฉางกวงส่ายหัวอย่างระอา ตอนแรกที่เห็นเข้าภวังค์พลางขีด ๆ เขียน ๆ ก็รู้สึกถูกใจอีกฝ่ายไม่น้อย แต่พอเห็นว่าท่าทางของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นนั่งสมาธิอยู่นั้นก็รู้สึกประหลาดใจชอบกล แล้วพอสังเกตดี ๆ การนั่งสมาธิของอีกฝ่านนั้นดูราวกับหลับไปก็นึกโมโหอยู่ในใจ เสียทีที่ข้าไปชมไว้เสียจริง
ฉางกวงที่ไม่รู้เรื่องอันใดเลยก็พลันลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นก็คือพื้นที่โล่ง ๆ และเหมันต์ขาวโพลนทั้ง 4 ทิศ
“ที่นี่มันคือที่ใดกัน ไม่คิดว่ามันน่าเบื่อรึไร ปล่อยข้าออกไป” ฉางกวงตะโกนออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง แต่สิ่งที่ตอบกลับมาก็มีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้น
เมื่อเห็นดังนั้นฉางกวงจึงลองโคจรปราณของตนดู แต่ก็พบอย่างรวดเร็วว่าปราณของตนนั้นไม่มีวี่แววให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าหนู การที่เจ้ามายังที่แห่งนี้ได้ก็นับว่าใช้ได้เลย” เสียงดูเก่าแก่พลันดังก้องขึ้นมาในหัวของฉางกวง
มันดังราวกับว่าอีกฝ่ายเอ่ยออกมาจากในหัวของฉางกวง
“นี่มันอันใดกัน อึก” ฉางกวงยังไม่ทันได้ตื่นตะลึง พลันรู้สึกเค็มขึ้นมาในปาก พอเขาจะนำมือไปเช็ดกลับพบว่าไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว
“เฮ้อ เจ้าหนู เจ้านี่น่าผิดหวังเสียจริง แค่คำพูดข้าก็ทนไม่ไหวเสียแล้วรึ” น้ำเสียงนี้พลันดังขึ้นในหัวของฉางกวงอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเขาจะเตรียมรับมือไว้ก็ตามแต่ทุกอย่างก็ไร้ผล พลังเสียงนั้นกำลังจะกระทบเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่ฉับพลันนั้นเองเปลวไฟเหมันต์ก็พลันปรากฏขึ้นล้อมรอบกายเขา พลางสลายคลื่นเสียงนั้นไปอย่างช้า ๆ
“พลังคลื่นเสียงนี้มันคืออันใดกัน แล้วทำไมข้าจึงรู้สึกว่าตนเองกระอักเลือดแล้วจึงไม่มีเลือดออกมา” ฉางกวงมองหาต้นเสียงอย่างสับสน แววตาดูเคร่งเครียดขึ้นไม่น้อย
“ตอนแรกข้าก็คิดว่าเจ้าก้อนหินนั่นเลือกคนสุ่ม ๆ มาซะอีก การที่เลือกเจ้าหนูขั้นเกือบ 6 ที่ยังไม่รู้จักวิณญาณมานั้นดูเหลวไหลเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าก้อนหินนั่นจึงทำเช่นนี้” เสียงเก่าแก่นั้นเอ่ยพลางเปลวไฟเหมันต์รอบ ๆ ตัวของฉางกวงสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่มันก็ไม่มีท่าทีว่าจะมอดเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันยังดูกราดเกรี้ยวขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“อันใดนะผู้อาวุโส วิณญาณคืออะไร ที่นี่มันคือที่ใด แล้วมันเกิดอันใดขึ้นกับตัวข้า” ฉางกวงถามด้วยแววตาสับสน น้ำเสียงจึงดูไม่มั่นใจอยู่หลานส่วน
“งั้นข้าจะบอกเจ้าก็ได้ ในเมื่อเจ้ามีคุณสมบัติพอ เจ้าก้อนหินนี่เป็นผลงานของตัวข้าเองเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ส่วนที่นี่นั้นก็คือภายในเจ้าก้อนหินหรือก็คือแผ่นอักขระนั่นเอง
“เป็นไปไม่ได้กระมัง ผู้ใดจะสามารถนำเอาร่างกายใส่ลงไปในแผ่นอักขระได้กัน” น้ำเสียงของฉางกวงที่ตอบมาดูไม่เชื่อถือมากนัก เรื่องนี้มันเกินสามันสำนึกของเขาไปแล้ว เกรงว่าถึงแม้จะนำเอาผู้อาวุโสมาฟังด้วยท่าทีก็คงไม่ต่างจากเขานัก (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“ก็นั่นไง ข้าถึงบอกไปว่าระดับพลังของพวกเจ้ามันช่างกระจ้อยร่อยเกินไป ถ้าข้าจะบอกว่าพื้นที่เหมันต์นี้เตรียมไว้ขัดเกลาจิตวิณญาณในขั้นขจัดจิต แล้วเจ้าจะไปเข้าใจได้อย่างไรเล่า” น้ำเสียงเก่าแก่นั้นดูหัวเสียผิดหวังเสียเต็มประดา
“งั้นแล้วทำไมข้าจึงเข้ามาในที่นี่ได้รึ” ฉางกวงตัดสินใจปล่อยวางเรื่องที่ไม่เคยได้ยินไปก่อน เอาเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาก่อนก็แล้วกัน
“เจ้าถูกดึงวิณญาณเข้ามาในแผ่นอักขระนี้ ส่วนที่เจ้าก้อนหินนั่นเลือกเจ้าก็คงเพราะเปลวไฟนั่นกระมัง”
เสียงเก่าแก่ที่ถึงแม้ว่าจะเอ่ยออกมาจากในหัวของฉางกวง แต่พลังสั่นสะเทือนนั้นก็ยังถูกเปลวไฟเหมันต์ต้านทานไว้อย่างสุดกำลัง
“ดึงวิณญาณ งั้นข้าก็ตายแล้วน่ะสิ” ฉางกวงเข้าใจได้เรื่องเปลวไฟเหมันต์ แต่พอนึกได้เรื่องวิณญาณตนถูกดึงออกมา สีหน้าก็ดูซีดลงในทันที มือทั้งสองข้างก็ลองสัมผัสร่างกายดูราวกับว่าจะตรวจสอบความจริง
“ถ้าเป็นพวกเจ้าเหล่าผู้ฝึกตนทั้ง 9 ขั้นทั่วไปละก็ คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มาเอ่ยกับข้าแล้ว”
เสียงเก่าแก่นั้นดูภูมิใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ฉางกวงพยักหัวอย่างเข้าใจงี้นี่เอง ตัวเขายังไม่ตายงั้นก็หาทางออกไปจากที่นี่ก่อนก็แล้วกัน
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากให้ข้าปล่อยเจ้าออกไป แต่ตัวข้าบอกกับเจ้าได้เลยว่า เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนยกเว้นผู้ฝึกตนที่มีพลังเหนือกว่าข้ามาปลดให้ จะมีก็แต่ทางเดียวคือก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น เดิมที่นี่จะทำให้วิณญาณของคนผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้น แต่สำหรับตัวเจ้าในตอนนี้นั้นที่มีเพียงแค่วิณญาณกระจ้อยร่อยจนน่าสงสารก็คงอาศัยเลวไฟนั่นเดินฝ่าออกไปได้”
น้ำเสียงเก่าแก่นั้นดูเสียดายเป็นอย่างยิ่งราวกับว่าฉางกวงนั้นเป็นคนบาป
ฉางกวงได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็ดูแย่ลง งั้นถ้าฝึกวิณญาณไม่ได้ละก็
“งั้นข้าสามารถใช้อักขระร่วมในการเดินไปด้วยได้รึไม่” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“หืม มันก็ได้อยู่หรอก” น้ำเสียงเก่าแก่ดูผ่อนคลายลงไม่น้อยแต่ก็ยังแฝงไปด้วยเจตนาว่าฉางกวงเป็นคนบาปอยู่
“งั้นข้าขอขอบคุณท่านมาก ท่านผู้อาวุโส หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เจอกันในวันข้างหน้า” ฉางกวงเอ่ยเสร็จพลางวาดอักขระในทันที แล้วจึงเริ่มออกเดินอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อฉางกวงก้าวย่ำลงไปบนพื้นเหมันต์เเต่ละก้าวนั้น ถึงเเม้ว่าจะวาดอักระเหมันต์ช่วยก็ตามเเต่ ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นก้าวไปข้างหน้าได้ช้าเป็นอย่างยิ่ง
เเละถึงเเมัว่าจะได้เปลวไฟเหมันต์ที่ห่อหุ้มร่างกายสนับสนุนด้วยก็ตาม ถึงกระนั้นกว่าจะก้าวได้เเต่ละก้าวก็ใช้เวลาราวหนึ่งจิบชา
“เฮ้อ เจ้าหนูเอ้ย อย่างนี้นี่ข้าหลับรอเจ้าเลยเสียก็ยังได้ เอาอย่างนี้ ถ้าเจ้าตอบคำถามของข้าได้ข้าจะให้คำชี้เเนะเจ้าสักหน่อยก็เเล้วกัน” น้ำเสียงเก่าเเก่ดูเย่อหยิ่งอย่างชัดเจน
“ได้ขอรับท่านผู้อาวุโส เชิญถามมาเลยขอรับ” ฉางกวงทอดถอนหายใจเเล้วจึงเอ่ยออกมาเเต่ขาที่อยู่บนพื้นก็ไม่มีท่าทีจะหยุดก้าวเลยเเม้เเต่น้อย
“เจ้าคงรู้จักธาตุทั้ง 5 พื้นฐานอยู่เเล้ว เอาล่ะงั้นข้าจะถามเจ้าว่าธาตุพิเศษมีอันใดบ้าง”
“ธาตุเหมันต์ขอรับ”
“นอกเหนือจากนั้นเล่า”
ฉางกวงได้ยินเช่นนั้นถึงเท้าจะยังก้าวไปขัางหน้าต่อเเต่ในใจกลับตกอยู่ในห้วงความคิด
ธาตุพื้นฐานทั้ง 5 ก็จะมี ดิน น้ำ ลม ไฟ เเล้วก็ไม้ ซึ่งเท่าที่เขารู้มาจากทั้งอาจารย์เเละก็สำนักประกายเหมันต์ก็มีเพียงเท่านี้
เเต่เดี๋ยวก่อน ฉางกวงพลันนึกไปถึงพืชชนิดหนึ่งที่เคยอ่านจากตำราในสำนักทวนธารา