ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 85 : ฝึกอักขระในหอตำรา 2
“ธาตุหินหลอมละลายขอรับ” ฉางกวงตอบด้วยความมั่นใจ
“อืม ก็ถือว่าถูก เจ้ารู้มาจากผลผิงกั่วศิลาละลาย ไม่เลวเลย เเต่ที่จริงคนส่วนใหญ่จะเรียกว่าธาตุหินหนืดเสียมากกว่า
ฉางกวงเมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงรู้ความคิดของเขาได้
“ตามที่ข้าได้เอ่ยเอาไว้ รับไป ความทรงจำของข้าเกี่ยวกับอักขระ”
“นี่มัน” ในหัวของฉางกวงตอนนี้พลันมีข้อมูลจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในสมอง ทำให้ในตอนนี้นั้นร่างกายฉางกวงภายนอกจึงหยุดลงอย่างกระทันหัน จนเวลาผ่านไปได้ครึ่งชั่วยามเท้าของฉางกวงก็เริ่มก้าวต่อ พร้อม ๆ กับที่สติของฉางกวงก็กลับมาด้วยเช่นกัน
“ท่านให้ข้อมูลข้าไม่ครบงั้นรึ ผู้อาวุโส” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ เเต่มือก็ยังวาดอักขระต่อไป
“ฮึ เจ้าหนู ด้วยระดับพลังเเค่นั้นถ้ารับเอาความรู้อักขระของข้าไปทั้งหมดละก็ เจ้าได้ท้องเเตกตายเป็นเเน่” น้ำเสียงเก่าเก่นั้นส่อเเววดูถูก
“เเต่ข้ากลับรู้สึกว่าท่านก็ให้ข้าได้เพียงเท่านี้ใช่หรือเปล่าขอรับ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม เเต่เเววตากลับดูเปล่งประกายอย่างชัดเจน
“ฮึ” เสียงเก่าเเก่ไม่ตอบเเต่ก็เหมือนกับตอบไปในตัวมันเอง
“ข้าเอ่ยเล่นเฉย ๆ นะท่านผู้อาวุโส อย่าถือโทษกันเลยนะขอรับ คือว่าข้าขอคำอธิบายเกี่ยวกับธาตุพิเศษเพิ่มเติมได้ไหมขอรับ” ฉางกวงพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“ฮึ่ม เจ้าหนู ข้าจะถือเสียว่าให้โอกาสเจ้าสักครั้งก็เเล้วกัน เรื่องธาตุนั้น…”
เสียงเก่าเเก่เอ่ยอธิบายอย่างเยิ่นเย้อ ตามที่ฉางกวงเข้าใจเเละสรุปมาได้ก็คือ
ธาตุพิเศษนั้นจะพิเศษกว่าธาตุทั่วไปตรงที่จะมีเขตเเดนเป็นมิติเเยกของตนเอง ตรงตามที่เขาฟังมาจากอาจารย์จ้าวของเขา ซึ่งก็คือเขตเเดนเหมันต์จันทราเเห่งนี้ที่เขาอยู่ก็เป็นของธาตุเหมันต์
ส่วนธาตุพิเศษอีก 3 ธาตุก็คือ หินหนืด เเสง เเละความมืด ซึ่งก็มีเขตเเดนของพวกเขาเช่นเดียวกัน
โดยที่เขตเเดนเหมันต์กับเเขตเเดนหินหนืดมักจะปะทะกันอยู่บ่อย ๆ เเละในอีกด้านหนึ่งเขตเเดนเเสงเเละความมืดก็เขม่นกันอยู่เช่นกัน จึงทำให้เขตเเดนของทั้ง 4 ธาตุพิเศษรักษาสมดุลเอาไว้ได้
ถ้าเพียง 1 ในพวกเขาลงมือละก็ เขตเเดนของธาตุปกติทั้ง 5 ที่อยู่ด้านนอกนั้นได้เสียหายหนักเป็นเเน่ จึงเห็นได้ว่าธาตุพิเศษนั้นเเข็งเเกร่งกว่าธาตุปกติเป็นอย่างมาก
“ฉะนั้นตัวเจ้าที่มีเจ้าไฟเหมันต์นั่นจงฝึกมันให้ดี ยิ่งเจ้าก้าวสู่ขอบเขตพลังที่สูงขึ้นเรื่องความพิเศษของธาตุจะส่งผลกับการต่อสู้อย่างเเน่นอน” เสียงเก่าเเก่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ขอรับ ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้เเนะ” ฉางกวงที่ถึงเเม้ไม่เห็นตัวอีกฝ่าย เเต่ก็ยกมือขึ้นมาประสานขอบคุณอย่างจริงใจ ความรู้อันนี้ช่วยเปิดมุมมองของเขาไม่น้อยเลย
“หวังว่าเจ้าจะไปถึงขั้นนั้น เจ้าอาจจะได้เจอตัวข้าที่กำลังตกปลาอยู่หรือก็จิบชามองธรรมชาติ หวังว่าเจ้าจะไปทักทายร่างหลักของข้า เเล้วถ้าเกิดว่าเจ้าไม่เป็นที่พึงพอใจกับข้าละก็เตรียมตัวหัวโหม่งพื้นได้เลย”
เสียงเก่าเเก่เอ่ยเสร็จก็พลันเงียบลงไปในทันที
ฉางวงที่รอฟังอยู่นั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นผิดหวังอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งเเล้วจึงเปลี้ยนกลับมาเป็นดังเดิม
“เฮ้อ ข้าขอพักก่อนเเล้วกัน” ฉางกวงหยุดเท้าตนเองลง พลางเริ่มเปลี่ยนวิธีเขียนอักขระ
“ฟึ่บ” เปลวไฟเหมันต์ประสานกับอักขระของฉางกวงอย่างรวดเร็ว ฉับพลันนั้นพลันมีเเผ่นหิมะผลุดขึ้นมาล้อมตัวของฉากวงเอาไว้ 4 ด้าน
ซึ่งถ้าจางฮั่นได้มาเห็นเข้าละก็จะรู้ได้ในทันทีว่ามันคือการสร้างที่พักง่าย ๆ ออกมาจากพลังตนเอง เเต่เนื่องด้วยฉางกวงไม่สามารถใช้พลังปราณได้ จึงได้เเต่อาศัยทักษะเขียนอักขระเเละไฟเหมันต์เท่านั้น กำเเพงที่ผลุดออกมาจึงดูเล็กกว่าปกติเกือบครึ่ง ขนาดของมันในตอนนี้เกินความสูงของฉางกวงไปนิดหน่อยเท่านั้น เเต่ก็ยังดีที่หลังคาเป็นดั่งปกติ
“อึดอัดชอบกล เเต่ก็ช่วยไม่ได้” ฉางกวงนั่งท่าเดียวกับที่จะฝึกพลังปราณ จะเสียเเต่ไม่มีพลังปราณก็เท่านั้น
เเต่เขาก็รู้สึกได้เลยว่าพลังกายหรือก็น่าจะคือพลังวิณญาณของเขาได้รับการฟื้นฟูในขณะพักคล้ายกับเวลาที่พักเหนื่อยเพื่อเอาเเรง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
“ดูเหมือนว่าเจ้าหนูนี่สามารถฟื้นฟูพลังวิณญาณได้รวดเร็วเสียด้วย ไม่คิดเลยว่าเจ้าก้อนหินเส็งเคร็งจะคิดถูกเสียได้” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เศษเสี้ยวจิตวิณญาณที่เอ่ยกับฉางกวงจ้องมองฉางกวงจากเงามืดด้วยเเววตาประหลาดใจ
ขั้นขจัดจิตทั่วไปจะฟื้นฟูจิตวิณญาณตัวเองในสถานการณ์เดียวกันกับฉางกวงนั้นจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วยาม เเต่เท่าที่สังเกตุจากการซึมซับวิณญาณของฉางกวง น่าจะเสร็จได้ภายใน 3 ชั่วยาม ซึ่งมันน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก
พอเพ่งมองดูอีกทีก็พบว่าเปลวไฟเหมันต์สีขาวที่ห่อหุ้มร่างวิณญาณของฉางกวงบาง ๆ อยู่นั้น กำลังดูดซับวิณญาณโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าไฟนั่นจะต้องเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของฟ้าดินเป็นเเน่” เศษเสี้ยววิณญาณถอดทอนหายใจอย่างปลงตกพลางเหลือบมองฉางกวงด้วยเเววตาอิจฉาอยู่เพียงเสี้ยวอึดใจเเล้วกจึงพลันกลับเป็นปกติ ถึงจะยอมรับว่าอิจฉาฉางกวงอยู่ไม่น้อย เเต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องไปเเย่งชิงมันมา
ฉางกวงที่ไม่รู้เรื่องราวอันใดก็นั่งพักฟื้นท่าเดิมต่อไป
อีก ราว ๆ 2 ชั่วยามต่อมานั้นเอง
“ฟื้นฟูได้เกิน 9 ส่วนเเล้ว ลุยต่อได้” ฉางกวงเริ่มก้าวเท้าเดินอย่างมุ่งมั่น สมาธิดำดิ่งลงไปกับความรู้อักขระส่วนมือก็เริ่มวาดบนอากาศอีกครั้งหนึ่ง
“อืม ความเข้าใจในอักขระของเจ้าหนูนั่นเพิ่มขึ้นอีกเเล้ว” เศษเสี้ยววิณญาณมองยังฉางกวงที่ความเร็วเพิ่มขึ้นอีก 5 ส่วนก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ ก่อนที่จะให้ประสบการณ์กับอีกฝ่ายนั้น มันมองออกเเต่เเรกเเล้วว่าฉางกวงมีพรสวรรค์ด้านอักขระ
ด้วยการวาดลวดลายอักขระนั้นให้ความรู้สึกราวกับว่า ผู้ฝึกตนขั้น 8 ขั้น 9 มาวาดเองกับมือทั้ง ๆ ที่เจ้าหนูนี่มีพลังฝึกตนเเค่เกือบขั้น 6 เเท้ ๆ ส่วนด้านพลังกายนั้นไม่ต้องไปเอ่ยถึง
เมื่อเห็นดังนั้นมันจึงลองให้ความรู้ที่เทียบเท่าขั้นนักอักขระขั้น 9 ไป ซึ่งอีกฝ่ายก็รับเอามันไปได้ เเละก็ใช้ได้ดีเสียด้วย
“เหนื่อยเเฮะ ข้ามั่นใจว่าความรู้เรื่องอักขระของข้าในตอนนี้ไม่น้อยหน้าผู้อาวุโสขั้น 7 อย่างเเน่นอน” ฉางกวงวาดอักขระบนอากาศ
อักขระที่โผล่มาในครั้งนี้นั้นดูต่างกับเมื่อครู่อยู่มาก เเสงสีดำสลับขาวที่เปล่งออกมาดูมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อักขระสีขาวดำนี้ผลักดันให้เกิดเส้นทางตรงข้างหน้า ทำให้ฉางกวงยิ่งก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
พอเห็นเช่นนั้นในใจฉางกวงก็ผ่อนคลายขึ้นมาหลายส่วน ความคิดหนึ่งก็ฉับพลันเเวบขึ้นมาในหัวของเขา ถ้าเกิดว่าเปลวไฟเหมันต์สามารถดูดซับเอาพลังวิณญาณโดยรอบไปได้เเลัวถ้าเกิดดูดซับเอาหิมะสีขาวตรงพื้นมาล่ะจะเป็นอย่างไร
คิดได้ดังนั้นฉางกวงก็ยิ้มปร่าขึ้นมาในทันที พลางควบคุมเปลวไฟเหมันต์อย่างฮึกเหิม
“เจ้าหนู ช้าก่อนเจ้าในตอนนี้นั้นไม่อาจดูดซับพลังวิณญาณเข้าไปมากได้” เศษเสี้ยวรีบเอ่ยเตือนออกมาหลังจากที่เงียบไปนานเเต่ก็สายไปเสียเเล้ว พอเห็นท่าทางของฉางกวงที่ยิ่งดูดพลังวิณญาณตรงพื้นก็ยิ่งฮึกเหิมนั้น ถ้ามันมีเเววตาละก็เกรงว่าตอนนี้เเววตามันคงเเทบถลนออกจากเบ้าของมันเเล้ว เรื่องเเบบนี้มันเกินสามัญสำนักของมันไปเเล้ว
“ดูเหมือนว่าถ้าข้าฝืนรับพลังวิณญาณมากไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี งั้นถ้าข้าเเปลงมันเป็นพลังปราณล่ะ” ฉางกวงในตอนนี้นั้นตกอยู่ในห้วงความคิดของตนจึงไม่ได้ยินเสียงเก่าเเก่เตือนเลยเเม้เเต่น้อย เเต่ถึงเเม้ว่าจะได้ยินก็คงไม่สนใจอยู่ดี
ในเมื่อเปลวไฟเหมันต์ตามเข้ามากับพลังวิณญาณได้ถ้างั้นก็ควบคุมให้เปลวไฟเหมันต์ดูดพลังวิณญาณเเล้วค่อย ๆ เเปลงเป็นพลังปราณให้เขาฝึกฝน ก็เปรียบกับเขามีโอสถคอยสนับสนุนเรื่องพลังปราณตลอดเเถมยังไม่ต้องไปเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงของโอสถอีกด้วย
งานนี้ช่างกำไรงามเสียจริง
เขาถูกปลุกขึ้นจากภวังค์โดยเเสงสีขาวกะพริบวูบวาบ มันราวกับว่าเขานั้นเดินมาถึงทางออกเเล้ว
“ช้าก่อน ข้ายัง…” ฉางกวงไม่ทันเอ่ยจบก็ถูกดึงวิณญาณออกไปในทันที
พอเห็นเช่นนั้นเศษเสี้ยววิณญาณก็ทอดถอนหายใจอย่างโล่งอก ภาวนาขอให้อย่าเจอเจ้าเด็กปีศาจนี่อีกเลย
“ไม่…” ฉางกวงกรีดร้องอย่างไม่ยินยอมก่อนจะพบว่าตนเองยังนั่งอยู่ที่เดิม จะเเปลกก็เเต่ตรงที่คนด้านข้างเขาได้หายไปเเล้ว
ตอนนี้หอตำราอักขระจึงดูโล่งเป็นอย่างยิ่ง
“กี่ยามเเล้ว ข้าอยู่ในนั้นนานเท่าใด” ฉางกวงลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน เเววตาเปี่ยมไปด้วยความสับสน
พอตั้งสติได้ก็ไปสอบถามศิษย์ที่มายืนเฝ้าหน้าหอ พออีกฝ่ายเห็นฉางกวงสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตกใจเเล้วก็เรียกผู้อาวุโสมาดูเเลต่อในทันที เรื่องราวต่อจากนี้ก็คือเขาถูกผู้อาวุโสซักไซ้ เเล้วก็ถูกค่าปรับโทษฐานอยู่เกินเวลาด้วย
“เฮ้อ เสมอทุนสินะ” ฉางกวงอยู่ในระหว่างทางกลับไปยังที่พักตนเอง เขาได้พลังวิณญาณมาไว้ฝึกเเต่ก็เเลกมาด้วยหนี้ที่ต้องจ่ายคืนสำนัก ช่างมันก่อนละกัน เอาเป็นว่าไปพักผ่อนดีกว่า วันพรุ่งนี้ก็จะต้องออกเดินทางเเล้ว
ฉางกวงคิดไปพลางนอนไปพลาง เเล้วจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว