ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 86 : ป่าเหมันต์ทมิฬ
“อืม ได้เวลาแล้ว” ฉางกวงไม่รอช้ารีบไปยังจุดที่นัดหมายกันเอาไว้ในทันที จุดรับภารกิจของสำนักผู้คนก็ยังเดินสวนกันไปมาอยู่เช่นเคย
“วันนี้เปลี่ยนคนเเล้วรึ” ฉางกวงมองไปยังคนที่คอยเเจกจ่ายภารกิจอย่างแปลกใจ ภาพจำของคนก่อนหน้านี้ที่เขาเคยรับภารกิจด้วยนั้นยังชัดเจนยิ่ง ถึงทั้งสองจะทำหน้าที่เดียวกันแต่เขากลับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศกลับดูแตกต่างกันยิ่งนัก
“ช่างมันเถอะ ไปรับภารกิจก่อนเเล้วค่อยว่ากัน” ฉางกวงสังเกตเห็นจางฮั่นกับฉีหมิงเทาและอีก 2 คนที่กำลังจ้องมองมาจึงไม่กล้ารอช้าอีก รีบเดินไปหาคนทั้ง 4 อย่างรวดเร็ว
“เจ้านี่มาช้าเสียจริง” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“สุภาพชนน่ะ ต่อให้คุกเข่าท่ามกลางเหมันต์โปรยปรายก็จะไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น หนักแน่น ประกอบกับท่าทางที่ดูองอาจอยู่แล้ว ทำให้กลุ่มคนที่อยู่โดยรอบบางส่วนพากันส่งเสียงวิจารณ์กันอย่างเลื่อมใส
“ฮึ่ม” ฉีหมิงเทาเเค่นเสียงพลางเบนหน้าไปอีกทางอย่างเบื่อหน่าย
“สหายทั้ง 2 ใจเย็น ๆ ลงก่อน” ฉางกวงที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบปิดปากจางฮั่นลงในทันที แล้วจึงหันมองปรามไปยังดัานฉีหมิงเทา
จางฮั่นที่โดนปิดปากอยู่นั้น สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเเต่เพียงเสี้ยวอึดใจก็เปลี่ยนกลับมาเป็นปกติ
ฉางกวงที่ถึงเเม้จะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของจางฮั่นแต่เขาก็แสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เขาไม่อยากให้ฉีหมิงเทาเดือดขึ้นมาอีกรอบ
“สหายทั้ง 4 รับภารกิจกันเถอะ” ฉางกวงเอ่ยเพื่อให้ทั้งสองไปสนใจเรื่องอื่น พลางเดินนำคนทั้ง 4 ไปยังบริเวณโต๊ะรับภารกิจ
ซึ่งโต๊ะรับภารกิจนี้ตั้งอยู่ข้าง ๆ กันกับโต๊ะแจกจ่ายภารกิจ แต่คนที่ต่อยังแถวโต๊ะรับภารกิจนั้นถ้าเปรียบเทียบกับแถวข้าง ๆ ของโต๊ะแจกจ่ายภารกิจละก็ ดูบางตากว่ามาก จึงทำให้ผู้คนแยกกระหว่างจุดทั้ง 2 นี้ได้อย่างง่ายดาย
“ข้าฉางกวงและกลุ่มมารับภารกิจขอรับ” ฉางกวงเอ่ยพลางยื่นตราประจำสำนักให้กับผู้ดูเเลโต๊ะรับภารกิจ
“อืม” ผู้ดูแลรับตราประจำสำนักของฉางกวงมาอย่างเรียบเฉยพลางนำไปนาบกับเเผ่นหินที่อยู่บนโต๊ะ
“วิ้ง” ประกายแสงพลันผลุดออกมายังฝั่งของผู้ดูแล พอผู้ดูแลได้อ่านข้อมูลบนลำเเสงที่ฉายมานั้น แววตาที่จ้องมองยังกลุ่มของฉางกวงนั้นก็กลายเป็นเคร่งขรึมขึ้น
“ภารกิจของเจ้าคือภารกิจสุ่ม ระดับ 4 ใช่รึไม่” ผู้ดูแลพลันถามฉางกวงด้วยสีหน้านิ่งสงบ
“ใช่ขอรับ” ฉางกวงหันไปมองยังกลุ่มฉีหมิงเทาที่ยืนอยู่ด้านหลัง เเล้วจึงหันมาพยักหน้าให้ผู้ดูแลอย่างมั่นใจ
“ฮือฮา” คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังของฉางกวงและคนที่ต่อเเถวรอรับการแจกจ่ายภารกิจนั้นหันมามองยังกลุ่มฉางกวงเป็นตาเดียว ราวกับว่าพวกฉางกวงนั้นตัวเปล่งประกายระยิบระยับดึงดูดสายตา
เมื่อเห็นเช่นนั้นจางฮั่นก็ทำหน้าพึงพอใจพลางกำลังจะเอ่ยออกมานั้นเอง พลันรู้สึกได้ถึงรังสีน่าหวาดกลัวรุนแรงมาจากด้านข้างตน
พอหันไปมองก็เห็นฉีหมิงเทากำลังขมวดคิ้วอยู่จากที่จะเอ่ยจึงหุบปากฉับลงไปในทันที แต่สีหน้าก็ยังคงฉีกยิ้มอย่างอบอุ่น
“อืม งั้นข้าจะแจ้งรายละเอียดภารกิจนี้กับพวกเจ้า” ผู้ดูแลเอ่ยอย่างเรียบเฉย แต่สีหน้าของคนที่อยู่รอบ ๆ กลับดูตื่นเต้นยิ่งนัก ราวกับว่าเป็นตัวพวกเขาเองที่กำลังจะรับภารกิจสุ่มนี้
“ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่จะให้พวกเจ้าทั้ง 5 เข้าไปเก็บวัตถุดิบชนิดหนึ่งนามว่า ผลเหมันต์ทมิฬ ซึ่งจะอยู่ตรงบริเวณชายขอบของป่าเหมันต์ทมิฬ” ถึงตัวผู้ดูแลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดั่งผิวน้ำ แต่เสียงคนรอบข้างกลับดังเซ็งแซ่อยู่ไม่ขาด
“ป่าเหมันต์ทมิฬนั้นคือที่เเห่งใดรึ”
“เจ้านี่ไม่รู้อันใดเลย ป่าเหมันต์ทมิฬนั้นอยู่ด้านในของเทือกเขานรกเหมันต์ หวังว่าเจ้ายังรู้จักมันอยู่”
“แน่นอน พวกเราเป็นศิษย์ของสำนักประกายเหมันต์ทำไมจะไม่รู้กัน ถ้าเป็นอย่างนั้นด้วยระดับพลังของพวกเขาก็นับได้ว่าโชคหล่นทับเสียจริง”
“นั่นก็ไม่แน่หรอก ถึงเเม้ว่าป่าเหมันต์ทมิฬนั้นจะอยู่ไม่ลึกมากนัก แต่ก็มีโอกาสเจอกับสัตว์อสูรที่พอ ๆ กับผู้ฝึกตนขั้น 7 ได้เช่นกันถ้าพวกเขาซวยมากพอ” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“นั่นก็จริง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับโอกาสในที่แห่งนั้นแล้วก็นับว่าคุ้มค่า”
ฉางกวงที่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้ายังคงเป็นปกติ แต่ในใจกลับปั่นป่วน เห็นทีคงต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเสียเเล้ว
“อะแฮ่ม” ผู้ดูแลพลันกระแอมพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ
เสียงรอบข้างพลันเงียบลงในชั่วพริบตา
“พวกเจ้ามีเวลาทั้งหมด 7 วันในการทำภารกิจ ถ้าพวกเจ้าไม่กลับมาก่อนหรือกลับมาล่าช้าทางสำนักจะถือว่าพวกเจ้าทำภารกิจไม่สำเร็จซึ่งทางสำนักจะส่งกลุ่มช่วยเหลือไปค้นหาพวกเจ้าหลังจากนั้นในทันที ขอให้โชคดีในภารกิจ”
ผู้ดูแลเอ่ยพลางสะบัดนิ้วทีหนึ่งลำแสงที่ฉายอยู่ก็พลันกระพริบวาบขึ้นเพียงชั่วอึดใจแล้วจึงดับลง หลังจากนั้นผู้ดูแลก็หยิบตราประจำสำนักขึ้นมาพลางยื่นส่งคืนให้ฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณมากขอรับ” ฉางกวงประสานมือแล้วจึงนำตราประจำสำนักใส่ไว้ในสาบเสื้ออย่างเงียบ ๆ
“ไปกันได้เสียที” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยเเววตาเปล่งประกายกระหายการต่อสู้
“สุภาพชนน่ะ ต้องรู้จักงำประกายเอาไว้” จางฮั่นเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“หุบปากไปเลย เจ้าคนเเซ่จาง ไม่งั้นข้าซัดเจ้าเเน่” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางยกไม้ยกมือขึ้นมา
“ใจเย็น ๆ กันก่อนสหาย มีภารกิจรอพวกเราอยู่ อย่ามัวแต่โอ้เอ้อยู่เลย” ฉางกวงยกมือปรามทั้งสอง ในใจกลับคร่ำครวญ คิดถูกจริง ๆ ไหมเนี่ยที่นำเจ้าพวกนี้มาด้วย
ทั้ง 5 เริ่มออกเดินทางในทันที พวกเขาผ่านออกมาจากประตูสำนักได้อย่างง่ายดายกว่าครั้งก่อนหน้าเสียอีก
ด้วยระดับขั้นผู้ฝึกตนของกลุ่มพวกเขา ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ก็เริ่มปรากฎต้นไม้ขึ้นมาในระยะสายตา พื้นเริ่มชันขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าใกล้ถึงชายขอบของเทือกเขานรกเหมันต์เเล้ว
“เริ่มใช้งานอักขระกันได้” เมื่อได้ยินฉางกวงเอ่ย คนทั้ง 2 ที่ จางฮั่นกับฉีหมิงเทาหามาก็พลันนำเเผ่นศิลาดำออกมาคนละก้อน แล้ววจึงวาดอักขระลงไปอย่างรวดเร็ว
“ค่ายกลที่เกิดจากอักขระบนแผ่นหินนั่นไม่เลวเลยจริง ๆ” ฉางกวงพยักหัวอย่างชื่นชม ด้วยแผ่นหินอักขระรวมกับฝีมือของนักอักขระทั้ง 2 ที่เทียบเท่ากับผู้อาวุโสระดับกลางของสำนักทวนธารา ทำให้ค่ายกลอักขระนี้สามารถตรวจสอบและป้องกันสัตว์ร้ายที่ต่ำกว่าขั้น 5 ได้อย่างดีเยี่ยม เเละถึงแม้ว่าจะเป็นขั้น 5 ก็ยังสามารถต้านทานได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
“จางฮั่นกับฉีหมิงเทาแบ่งกันเฝ้าหน้าหลังเอาไวั” ฉางกวงเอ่ยเสร็จจางฮั่นกับฉีหมิงเทาก็เคลื่อนไหวในทันที
โดยจางฮั่นถอยไปด้านหลังเเถวส่วนฉีหมิงเทาก็ขยับขึ้นมาตรงต้นขบวนเเถว
ส่วนตัวฉางกวงนั้นเดินอยู่ทางด้านขวาของเเถว สายตาพลันกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ว่าจะพึ่งเข้าใกล้ยังบริเวณเทือกเขานรกเหมันต์ที่สัตว์อสูรส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้น 2 ขั้น 3 ก็ตาม แต่เพื่อความมั่นใจก็สู้รอบคอบเอาไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย จะได้เดินทางได้ราบรื่น ไม่เจอสัตว์ร้ายมารบกวนเส้นทางเดินทาง
ซึ่งก็ตามที่ทั้งกลุ่มคาดเอาไว้ การเดินทางช่วงแรกนั้นราบรื่นผ่านไปด้วยดี มีสัตว์อสูรตัวเล็กตัวน้อยเข้ามาก็ถูกค่ายกลอักขระสกัดเอาไว้
“เจ้าพวกนี้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกันบ้างรึไร” ฉีหมิงเทาเอ่ยอย่างหัวเสียพลางมองไปยังสัตว์อสูร 2 3 ตัวที่อยู่ห่างราว 20 ก้าวกำลังเดินเข้ามาอย่างดุดัน
“เฮ้อ เจ้าพวกนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ โชคดีที่พวกเราไม่ต้องไปเสียเวลารับมือกับมัน” ฉางกวงเอ่ยพลางสังเกตขบวนตนเองอย่างรวดเร็ว
จางฮั่นถึงแม่ว่าจะไม่ปริปากออกมาแต่สีหน้าก็ดูแย่ลงเล็กน้อย ส่วนด้านของสองคนที่ดูเเลค่ายกลอักขระอยู่นั้นสีหน้าดูอิดโรยลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นทีว่าถ้ามีสัตว์อสูรพุ่งเข้าไม่หยุดละก็ คนทั้งสองคงจะฟุบลงในไม่ช้านี้