ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 87 : ฝูงสัตว์อสูรราวกับพายุกระหน่ำ
“พวกเจ้าทั้งสองไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการเอง” ฉางกวงเอ่ยพลางยื่นมือนำเอาเเผ่นอักขระมาจากคนทั้งสอง พอคนทั้งสองปล่อยมือจากเเผ่นอักขระนั้น สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาเล็กน้อย ฉางกวงเมื่อได้เเผ่นอักขระมาก็ไม่รอช้าตวัดนิ้วใช้พลังปราณของตนเพื่อเปิดใช้งานในทันที
แผ่นอักขระทั้งสองพลันเปล่งลำเเสงวาบขึ้นพร้อมกับฉางกวงที่รู้สึกได้ว่าปราณของตนถูกถ่ายเทลงไปในเเผ่นอักขระ พร้อมกับสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังเชื่อมต่อกับค่ายกลอักขระราวกับว่าตัวเขาคือค่ายกลและค่ายกลก็คือตัวเขา
จางฮั่นและฉีหมิงเทาที่กำลังดูอาการของศิษย์ทั้งสองดูแลค่ายกลทั้งสองก็รับรู้ถึงแรงกระเพื่อมของพลังปราณได้ แต่ก็เพียงแค่นั้นสีหน้ายังคงเป็นปกติ ต่างจากคนทั้งสองที่ดูแลค่ายกลอักขระนั้นกลับจ้องมองฉางอย่างตกตะลึง แววตาที่มองฉางกวงนั้นดูเคารพย่ำเกรงขึ้นสองส่วน
“กินพลังปราณข้าเสียจริง” ฉางกวงเห็นว่าพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ของเขาหายไปราว ๆ 1 ส่วนอย่างรวดเร็วนั้นก็พลันสะบัดนิ้วมืออีกครั้งหนึ่งตัวอักขระบนแผ่นศิลาก็พลันเปลี่ยนไปพร้อมกับพลังปราณที่ถูกถ่ายทอดลงไปในเเผ่นหินอักขระก็ลดลงไปกึ่งหนึ่ง การเชื่อมต่อกับค่ายกลอักขระที่สัมผัสได้ก็พลันลดลงไปหลายส่วน
เมื่อเห็นเช่นนั้นฉางกวงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
พอได้ฉางกวงมาถือเเผ่นอักขระค่ายกล สถานการณ์พลันเปลี่ยนไปในทันที สัตว์อสูรที่จะบุกเข้ามาทุก ๆ ครึ่งเค่อก็หายไปเสียเฉย ๆ
นาน ๆ ทีทุกช่วงเวลาครึ่งชั่วยามจะมีปรากฎขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง แต่มันก็จะล้มลงก่อนถึงระยะ 20 ก้าวเสมอไม่อาจก้าวเข้ามาใกล้กลุ่มฉางกวงได้เลยแม้แต่น้อย จางฮั่นและฉีหมิงเทาต่างมองมายังฉางกวงอย่างประหลาดใจ
“ท่านสอนข้าเรื่องอักขระค่ายกลได้หรือไม่” คนดูแลค่ายกลทั้งสองสีหน้าตอนนี้ดูดีแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมราวกับลูกศิษย์ที่กำลังขอคำชี้แนะจากอาจารย์พวกเขา
“ย่อมได้ แต่พวกเราต้องผ่านภารกิจนี้ไปให้ได้ก่อน” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง พลางมองทั้งสองด้วยแววตาเปล่งประกาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนทั้งสองพลันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วจึงรีบควักเอาโอสถออกมากินไปพลางโคจรพลังปราณของตนไปพลางด้วยความกระตือรือร้น
“ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรพวกนี้จะต้องจงใจเป็นเเน่ หรือว่าจะมีผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กัน” ฉางกวงมองสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดผ่านทางค่ายกลอักขระด้วยเเววตาเคร่งขรึม มือก็ยังคงวาดอักขระอย่างต่อเนื่อง พลังปราณในร่างก็ถูกเผาผลาญไปเรื่อย ๆ ราวสายน้ำ ถึงเเม้ว่าจะมีพลังปราณที่ย่อยมาจากพลังวิณญาณคอยเติมให้ก็ตาม เเต่บนหน้าผากก็ยังคงปรากฎเหงื่อซึมออกมา
“ดูเหมือนว่าเราต้องเร่งมือกันเสียเเล้ว” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางยกกำปั้นชกออกมาด้านหน้า
“ข้าเห็นด้วยกับเขา ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่มีความเป็นสุภาพชนเลยก็ตาม” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเที่ยงธรรม เเต่คนรอบข้างกลับไม่ตอบสนองอันใดเลย ยกเว้นก็เพียงเเต่ฉีหมิงเทาที่กำหมัดอยู่ในเเขนเสื้อ
“งั้นก็รีบเถิดสหายทั้งหลาย” เมื่อเห็นฉางกวงเอ่ยขึ้น ทั้งกลุ่มก็รีบปฎิบัติตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่มในทันที ทั้งกลุ่มพลันเพิ่มความเร็วขึ้นในชั่วพริบตา ในไม่ช้าป่าข้างหน้าก็ดูเปลี่ยนไปจากเดิม คนทั้งกลุ่มสบตากัน รู้ได้เลยว่าป่าข้างหน้านี้จะต้องเป็นป่าพฤกษาทมิฬอย่างเเน่นอน จากหิมะสีขาวพลันมีสีดำคล้ายน้ำหมึกปะปนอยู่ทั่วบริเวณ บรรยากาศที่ดูเยือกเย็นก็เปลี่ยนไปเป็นมืดมนราวกับว่ามีความตายจับจ้องเหล่าผู้ที่ริอาจเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลยเเม้เเต่น้อย
“เฮ้อ ดูเหมือนว่าที่เเห่งนี้ก็มีดีบ้างล่ะนะ” ฉางกวงเอ่ยพลางมองไปยังด้านหลังของตน เมื่อทั้งกลุ่มเดินผ่านเข้าไปในเขตพฤกษาเหมันต์ทมิฬ สัตว์อสูรที่ติดตามมาด้านหลังนั้นพลันหยุดกึกลง พวกมันไม่กล้าย่างเท้าเข้ามาเลยเเม้เเต่ก้าวเดียว ในเเววตาของพวกมันฉายเเววสับสน
“รีบไปหาเจ้าผลเหมันต์ทมิฬนั่นกันเถอะ ว่าเเต่มีใครรู้จักเจ้าผลนี้บ้างหรือไม่” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพลางหันหน้ามองคนทั้งกลุ่มเพื่อรอคำตอบ
“เจ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องเอ่ยออกมาก็ได้นะ” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
” หนอยเจ้าเเซ่จาง รอบิดาทำภารกิจนี้เสร็จก่อน เจ้าไม่รอดเเน่” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอัดอั้น
“ข้าคิดว่าในเเผ่นหยกภารกิจน่าจะบอกเอาไว้นะ ท่านลองควักออกมาช่วยกันดูเป็นอย่างไร” หนึ่งในสองคนที่ทำหน้าที่ดูเเลค่ายกลเอ่ยออกมาอีกคนด้านข้างก็พยักหน้าเป็นการเห็นด้วยกับความคิดนี้
“ขอบใจที่ช่วยเตือนข้า ข้าก็ลืมไปเลยนะเนี่ย” ฉางกวงรู้สึกผิดจนเเสดงออกมาทางสีหน้า ก่อนที่จะหยิบเอาหยกประจำตัวของสำนักออกมาในทันที
“วิ้ง” เมื่อถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป ลำเเสงขนาดเล็กก็พลันถูกฉายออกมาพร้อมกับข้อมูลที่พลันปรากฎขึ้นมา
เหมือนกับว่าผู้ดูเเลภารกิจจะรับรู้ว่าฉางกวงจะต้องเปิดดูรายละเอียดภารกิจ ข้อมูลนี้จึงปรากฎขึ้นมาในทันทีโดยที่ไม่มีข้อมูลส่วนอื่น ๆ ปรากฎขึ้นมาด้วย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
คนทั้งกลุ่มจึงช่วยกันกวาดตาหาข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว จนฉางกวงได้เห็นข้อมูลที่ต้องการจึงเอ่ยบอกให้ทุกคนหยุดค้นหา
“ผลเหมันต์ทมิฬนั้นจะเติบโตขึ้นบริเวณชายขอบของป่าพฤกษาเหมันต์ทมิฬ โดยส่วนมากจะพบอยู่ตรงบริเวณที่เหมันต์ทมิฬมากกว่าเหมันต์ทั่วไปราวสองส่วน”
ยังไม่ทันที่ฉางกวงจะได้อ่านออกเสียงต่อก็พลันมีคนเอ่ยขัดขึ้นมา
“อันใดคือเหมันต์ดำมากกว่าเหมันต์ขาวกัน สุภาพชนเเซ่จางรู้รึไม่เล่า” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางมองจางฮั่นด้วยสายตายียวน
“ฮึ เเน่นอนว่าคงหมายความว่าพวกเราต้องสังเกตที่ ๆ มีเหมันต์ทมิฬหรือก็คือเหมันต์ดำที่เจ้าเรียกนั้นมาก ๆ หน่อย ประมาณนั้น” จางฮั่นเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน
“พวกเจ้าใจเย็นกันก่อน รอข้าเอ่ยจบก่อนก็ได้นะ” ฉางกวงคำรามอยู่ในใจ เเต่ภายนอกก็คอยจ้องคนทั้งสองอยู่ พอเห็นว่าจางฮั่นกับฉีหมิงเทาหยุดเเล้ว กำลังจะอ่านต่อสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้
“ข้อมูลมีเท่านี้รึขอรับท่านหัวหน้า” คนดูเเลค่ายกลทั้ง 2 ที่สังเกตเห็นสีหน้าของฉางกวงก็เอ่ยถามออกมาในทันที
“อืม มีเท่านี้จริง ๆ” ฉางกวงย่นคิ้วพลางพยักหน้าเป็นการยอมรับ
“งั้นก็ต้องพึ่งพาพวกเจ้าเเล้วล่ะ เรื่องสำรวจนี่ข้าขอผ่าน” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางจ้องมองไปยังจางฮั่นราวกับว่านี่เเหละหน้าที่ของเจ้า
“ย่อมได้ สุภาพชนเช่นข้า เรื่องสังเกตนี่ดีเยี่ยมเลยล่ะ” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เเววตาพลันเริ่มมองบนพื้นเหมันต์ใต้เท้าอย่างมุ่งมั่น
“ข้าคิดว่า เราก็เเค่เดินเลาะตามชายขอบของป่าพฤกษาเหมันต์ทมิฬไปเรื่อย ๆ บวกกับช่วยกันสังเกตก็น่าจะหาเจอได้ไม่ยากนัก พวกเจ้าเห็นว่าเป็นเช่นไร” ฉางกวงเสนอความคิดเห็นตนออกมาอย่างรวดเร็ว พลางสังเกตปฎิกิริยาของคนในกลุ่ม
“ข้าเห็นด้วย” ฉีหมิงเทาเเทบตอบออกมาในทันทีที่ฉางกวงเอ่ยจบ ส่วนคนอื่น ๆ ก็พยักหัวหงึกหงักตามมาเป็นการเห็นด้วย
“งั้นก็ลุยโลด หน้าที่เเบ่งตามเดิม เเต่ทุกคนต้องช่วยกันดูบนพื้นด้วย” ฉางกวงเอ่ยด้วยเสียงดังกังวาล
คนทั้งกลุ่มจึงเเยกย้ายกันไปจัดขบวนดังเช่นที่เข้ามายังเทือกเขานรกเหมันต์
ด้วยเหตุนี้คนทั้งกลุ่มจึงเดินเลาะไปตามตะเข็บเขตเเดนของพฤกษาเหมันต์ทมิฬ ซึ่งบนพื้นเหมันต์นั้นก็ดูไม่เหมือนกันเลยเเม้เเต่น้อย บ้างก็ไม่เเต่เหมันต์สีขาว หรือมีเเต่เหมันต์สีดำอย่างล่าสุดที่พวกเขาเดินผ่านนั้น เหมันต์ดำกับเหมันต์ขาวดูผสมกันจนกลายเป็นสีเทาซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขที่จะพบผลเหมันต์ทมิฬเลยเเม้เเต่น้อย
“ด้านหน้านั่นมัน” ฉีหมิงเทาตาโตขึ้นอย่างตื่นเต้น จางฮั่น คนดูเเลค่ายกลมั้ง 2 เเละฉางกวงพลันหันไปตามทิศทางที่ฉีหมิงเทาหันไป
สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นเช่นเดียวกับฉีหมิงเทา
พื้นตรงหน้านั้นมีต้นไม้ต้นหนึ่ง บนพื้นนั้นมีเหมันต์สีดกองอยู่ราวกับเป็นดินของต้นไม้ต้นนั้น ส่วนโดยรอบนั้นก็มีเหมันต์สีขาวที่ล้อมรอบเหมันต์ดำไว้อีกทีหนึ่ง ดูราวกับเป็นกระถางของต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง
“ในที่สุดก็จะได้จบภารกิจนี้กันเสียที” ฉีหมิงเทาพุ่งร่างของตนออกจากกลุ่มในทันที มุ่งหน้าตรงไปยังต้นไม้ด้านหน้าหมายจะเด็ดนำผลของมันออกมา
“เดี๋ยว ช้าก่อน” ฉางกวงตะโกนห้ามเเต่ก็ช้าไปเสียเเล้ว
“ฟุ่บ” พลันมีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากมุมอับ เงานั่นกระโจนเข้าใส่ฉีหมิงเทาอย่างป่าเถื่อน