ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 88 : ต้นพฤกษาทมิฬ ?
“ฮึ่ม เข้ามาเลย” ฉีหมิงเทาที่เห็นอย่างนั้นไม่เพียงแต่จะไม่หลบเงาร่างนั้น แต่กลับโคจรปราณอย่างบ้าคลั่ง พลันพุ่งเอาร่างกายปะทะอีกฝ่ายด้วยความดุดันไม่ยอมถอย
เงาร่างนั้นไม่คิดว่าฉีหมิงเทาจะบ้าคลั่งถึงปานนี้ จึงทำให้ร่างทั้งสองกระแทกกันอย่างจัง
“เปรี้ยง” คลื่นกระแทกนั้นสร้างหลุมขนาดย่อม ๆ ขึ้นมา พลางพัดเอาร่างของทั้งฝ่ายกระเด็นถอยหลังไปอย่างรุนแรง
“เออ เขาจะไม่เป็นอันใดใช่ไหม” คนทั้งสองที่ดูแลค่ายกลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล
“ไม่เป็นไรหรอก ร่างกายของฉีหมิงเทาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
เขาเคยเห็นวิชาของอีกฝ่ายมาก่อนจึงพอจะมองออกว่าน่าจะเป็นวิชาประจำตระกูล โดยที่วิชานี้จะแปรเปลี่ยนพลังปราณเหมันต์ของผู้ใช้ให้เป็นพลังกายอันแข็งแกร่งดุดันราวกับสัตว์อสูร
ซึ่งเมื่อครู่จากที่สังเกตพลังกายของอีกฝ่ายมานั้น เกรงว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้น 4 ก็ทำอะไรเขาไม่ได้เลย และอาจสามารถประมือกับผู้ฝึกตนขั้น 5 ได้หลายสิบกระบวนท่า
“ครืน” ร่างของฉีหมิงเทากระเด็นมากระแทกพื้นด้านหลังของกลุ่มฉางกวงอย่างจัง
คนทั้งกลุ่มเห็นเช่นนั้นจึงรีบไปดูอย่างรวดเร็ว
ฉีหมิงเทาตอนนี้นอนราบอยู่บนพื้นเหมันต์ที่มีรอยกระแทก ขอบปากมีรอยคราบเลือดสีแดง สีหน้าดูตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง
“รีบรักษาเร็วเข้า” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างหาได้ยากพลางหยิบเอาโอสถเม็ดสีฟ้าเขียวออกมาใส่ปากฉีหมิงเทาอย่างรวดเร็ว เมื่อกลืนยาที่จางฮั่นนำออกมาสีหน้าฉีหมิงเทาก็ดูผ่อนคลายขึ้น
พอดีกลับที่คนดูแลค่ายกลทั้งสองค้นเจอยาที่เตรียมมาโดยเฉพาะ จึงทำให้ฉีหมิงเทาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้า ๆ
“ข้าสลบไปสินะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมึนงง
“ใช่เเล้ว ดีที่เจ้ายังไม่เป็นอันใดมาก” ฉางกวงเอ่ยพลางสังเกตอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
ถึงเเม้ว่าจะกระอักเลือดออกมา บนเสื้อมีรอยฉีกขาด เเต่ก็เห็นได้ชัดว่าฉีหมิงเทาไม่บาดเจ็บมากนักเเต่จะเรียกว่าน้อยก็ไม่อาจเรียกได้ไม่เต็มปาก
“เจ้าคนเเซ่ฉี ถ้าเจ้าอยากตายนักก็ไปตายที่อื่น เเต่อย่ามาตายต่อหน้าสุภาพบุรุษเช่นข้า” จางฮั่นเอ่ยพลางมองฉีหมิงเทาด้วยสีหน้าที่ทรงคุณธรรม ราวกับว่าไม่มีใครสามารถมาตายต่อหน้าต่อตาของเขาได้
“ไม่ต้องห่วงบิดาไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่งั้นคนเเซ่จางเช่นเจ้าก็สบายเกินไป” ฉีหมิงเทาที่สติกลับคืนมาเกือบสมบูรณ์พลันเอ่ยมองตอบกลับจางฮั่นด้วยเเววตาขุ่นเคือง
“อย่างนี้คงสบายใจได้เเล้ว” ฉางกวงมองทั้งสองที่ตอบโต้กันไปมาพลางเหลือบไปสบตากับคนดูเเลค่ายกลทั้งสองที่กำลังมองมาทางฉางกวงเช่นกัน คนทั้งสามพลันพยักหน้าให้อย่างรู้กัน
“บิดายังเป็นถึงขนาดนี้เเล้วเจ้านั่นจะต้องไม่ดีกว่ากันเป็นเเน่” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางมองไปยังด้านหน้าของตนอย่างกราดเกรี้ยว
“ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม งั้นข้าจะไปเอง พวกเจ้าคอยดูอาการของฉีหมิงเทาเถอะ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ไม่รอให้คนทั้งกลุ่มตอบกลับ เงาของฉางกวงก็หายไปเเล้ว
“อันใดกัน ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้นี่” คนทั้ง 4 หันหน้ามาสบตากัน ด้วยระยะที่ฉีหมิงเทากระเด็นออกมานั้นดูราว ๆ เพียง 10 ก้าวเท่านั้น
คนทั้งกลุ่มในตอนนี้จึงอยู่ห่างจากต้นเหมันต์ทมิฬเพียง 10 ก้าว เเต่ทำไมเงาร่างของฉางกวงจึงหายไปทั้งที่ระยะเเค่นี้ควรต้องเห็นตัวสิถึงจะถูก
“รึว่าเขาไปทางอื่น” หนึ่งในคนดูเเลค่ายกลพลันเอ่ยขึ้น
“ไม่หรอก ถึงเเม้ว่าข้าจะเห็นเพียงเเค่เส้นสายของหัวหน้าฉาง เเต่ก็เห็นว่าพุ่งไปยังทิศทางต้นเหมันต์ทมิฬไม่ผิดเเน่” จางฮั่นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“งั้นก็หมายความว่าอันใดกัน รึว่าต้นเหมันต์ทมิฬจะมีปัญหา” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางจะพุ่งตัวไปยังทิศทางเดิมอีกรอบ
“สุภาพชนน่ะควรสงบนิ่งดั่งกระเเสน้ำ ใจเย็น ๆ ลงก่อน” จางฮั่นดึงเสื้อของฉีหมิงเทาเอาไว้ พลางก้มตัวลงไปใช้มืออีกข้างเกลี่ยเหมันต์มารวมกันก่อนจะขยำอย่างรวดเร็ว
“เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ผู้เเซ่จาง ไม่ว่ามันจะเป็นอันใดเราก็เพียงพุ่งเข้าไปเดี๋ยวก็รู้เอง” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางกำลังจะขัดขืน (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เเต่ก็เห็นมืออีกข้างของจางฮั่นนั้นโยนก้อนหิมะออกไปทางทิศที่ต้นไม้เหมันต์ทมิฬตั้งอยู่อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเกิดว่าไม่มีอะไรผิดพลาดละก็ ก้อนหิมะนี่จะต้องปาโดนต้นไม้ก้านสีดำนี่อย่างเเน่นอน
เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำคนทั้งกลุ่มสีหน้าเปลี่ยนสีไป ก้อนเหมันต์ที่จะต้องโดนกลับทะลุหายไปอย่างรวดเร็ว หายไปราวกับว่าเมื่อครู่เป็นเพียงเเค่ฝันไป
“น...นี่มัน” ฉีหมิงเทาสีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ลำตัวพลันหยุดนิ่งลงในทันที
“ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ศิษย์ที่ดูแลค่ายกลทั้งสองถึงแม้ว่าจะไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา แต่แววตาก็สื่อว่าเห็นด้วยอย่างชัดเจน
“งั้นก็ตามเจ้าฉางเอ้ยหัวหน้าเข้าไปสิ จะมัวรีรออันใดกันอยู่” ฉีหมิงเทาที่ตั้งสติได้ก็พยายามดิ้นรนอีกครั้ง
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้จักนั้น ถ้าเลือกระหว่างการไปคนเดียวกับหลายคนละก็ หลายคนย่อมต้องปลอดภัยกว่าอยู่แล้ว
“เจ้าใจเย็นลงก่อน สุภาพชนน่ะต้องคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วอีกอย่างเจ้าเห็นสิ่งนี้แล้วหรือยัง” จางฮั่นเอ่ยขณะดึงเสื้อของฉีหมิงเทาไว้ พลางใช้มืออีกข้างชี้ตรงพื้นเหมันต์ด้านหน้า
ฉีหมิงเทาและศิษย์ดูแลค่ายกลทั้งสองที่เห็นเช่นนั้นก็พากันไปดูอย่างรวดเร็ว
บนพื้นหิมะที่ห่างไปราว ๆ 3 4 ก้าวนั้นปรากฏตัวอักษรไม่กี่พยางค์ขึ้นมา
“พวกเจ้ารออยู่นี่” พยางค์นั้นเขียนอย่างสวยงาม สัมผัสได้ถึงความสุขุมของผู้เขียนอย่างชัดเจน
“อืม ถ้าหัวหน้าว่าอย่างนั้นก็คงตามนั้น” ฉีหมิงเทาพงกหัวพลางมองไปยังจางฮั่นให้เลิกดึงเสื้อตนได้แล้ว
พอเห็นเช่นนั้นจางฮั่นก็ปล่อยเสื้อของฉีหมิงเทาลงอย่างเรียบเฉย
ถ้าเกิดว่าฉางกวงเอ่ยเช่นนั้นก็ต้องประเมินไว้แล้วอย่างแน่นอนว่าตัวเขาเอาตัวรอดเองได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าพวกเขาไปด้วยอาจจะไปถ่วงแข้งถ่วงขาเสียเปล่า ฉะนั้นการที่พวกเขาอยู่นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ตัดมาอีกด้านหนึ่ง
“เจ้านี้ตายแล้วอย่างแน่นอน” ฉางกวงที่เดินทะลุภาพลวงตาของต้นไม้สีดำมานั้น ก็เห็นถึงร่างที่พุ่งชนฉีหมิงเทาเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน
ร่างสีดำนั้นจะว่าเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นสัตว์อสูรก็ไม่เชิง
ร่างนั้นดูราวกับสัตว์ในตำนาน ครึ่งท่อนบนเป็นคนแต่ครึ่งท่อนร่างกลับดูเป็นม้า ตัวเขานั้นมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเพราะร่างนี้นอนคว่ำไปบนพื้นหิมะสีขาว แต่สังเกตจากขนาดตัวก็พอจะเดาได้ว่าร่างนี้เมื่อเทียบกับมนุษย์น่าจะเป็นช่วงวัยกลางคน
“เฮ้อ เห็นชัด ๆ ว่านี่คือค่ายกลอักขระ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผู้ติดตั้งต้องการอันใดกันแน่” ฉางกวงมองไปยังบริเวณโดยรอบอย่างเคร่งเครียด ที่เขามั่นใจว่าภาพลวงตานี้คือค่ายกลอย่างแน่นอน ก็เป็นตอนหลังจากที่เขาเดินทะลุภาพต้นไม้เข้ามาแล้ว บรรยากาศโดยรอบดูราวกับว่ามีความผันผวนที่ตัวเขาแทบจะมองไม่ออก
ต้องรู้ก่อนว่าความเชี่ยวชาญอักขระของเขาในตอนนี้ที่ผ่านบททดสอบแผ่นหินมานั้นเทียบเท่ากับผู้อาวุโสระดับสูงของสำนัก นั่นหมายความว่าผู้ที่ติดตั้งค่ายกลนั้นอย่างน้อยจะต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่ 8 ขึ้นไป ซึ่งถ้าอีกฝ่ายมีเจตนาร้ายก็จะน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
“แฮ่” เสียงที่แปลกประหลาด แฝงความหดหู่มืดมนได้ทำให้ฉางกวงตื่นจากห้วงภวังค์ความคิดในทันที
ด้านหน้านั้นก็ปรากฏเงาร่างสีดำ 3 ถึง 4 ร่างขึ้นมา แต่ละร่างนั้นดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกมันดูคล้ายกัน นั่นก็คือ รอยฉีกขาดที่เปื่อยยุ่ยไปทั่วลำตัวของพวกมัน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับครึ่งคนครึ่งม้าเมื่อครู่นี้ดูอ่อนไปเลย
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกสินะ” ด้านหลังของร่างสีดำทั้ง 4 มีต้นไม้ที่ดูคล้ายภาพลวงตาที่ตัวเขาเดินทะลุเข้ามา มันจะต้องเป็นต้นเหมันต์ทมิฬ เป้าหมายภารกิจของพวกเขาอย่างแน่นอน
แล้วในขณะที่ฉางกวงจ้องต้นเหมันต์ทมิฬนั้น เงาร่าง 4 ร่างก็คล้ายกับว่าสัมผัสถึงฉางกวงได้เช่นกัน
พวกมันจึงร้องแฮ่ พลางกระโจนใส่ฉางกวงอย่างดุร้าย
“เข้ามาเลย” ฉางกวงปลดปล่อยพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ออกมาในทันที พลางร่ายวิชาเหมันต์พิโรธออกมาอย่างรวดเร็ว