ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 91 : สู้กันจนตายไปข้าง
“ฮึ่ม รอบก่อนเจ้ายังจัดการข้าไม่ได้รอบนี้ก็อย่าได้หวัง” ฉางกวงเอ่ยพลางโคจรวิชาเหมันต์พิโรธอย่างบ้าคลั่ง
“ครืน” พลังปราณในร่างพลันโคจรอย่างบ้าคลั่งก่อนที่จะก่อตัวสร้างชั้นน้ำแข็งจำนวนมหาศาลขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ชั้นน้ำแข็งเหล่านั้นก่อตัวเป็นระเบียบและกลายเป็นรูปร่างกระดองเต่าอย่างรวดเร็ว
กระดองเต่านี้มีเกล็ดเหมันต์โปร่งใสนับไม่ถ้วนซ้อนกันอย่างหนาแน่นซึ่งแต่ละเกล็ดนั้นแผ่อำนาจกดดันทำให้ผู้ฝึกตนขั้นที่ต่ำกว่าขั้น 5 หน้าซีดได้เลย จึงไม่ต้องสงสัยว่าพลังอำนาจของมันนั้นนับเป็นพลังป้องกันที่สูงที่สุดที่ฉางกวงสามารถใช้ได้ในตอนนี้แล้ว
แม้แต่เกราะเหมันต์ก่อนหน้านี้ที่ฉางกวงเคยใช้ไปก็เทียบกันไม่ได้
กรงเล็บของเสือเหมันต์พลันจ้องใส่กระดองเต่าเหมันต์อย่างจัง
“เปรี้ยง” กรงเล็บสีดำมะเมื่อมจ้วงแทงเข้าไปยังกระดองเต่าเหมันต์อย่างป่าเถื่อน
เกล็ดเหมันต์ด้านนอกที่โปร่งใสของกระดองเต่าเหมันต์ถูกบดขยี้ลงในทันที แรงกดมหาศาลนั้นส่งผลให้พื้นด้านใต้นั้นกระเทือนในทันที
แรงที่จ้วงแทงถูกลดทอนลงเช่นเดียวกันแต่กรงเล็บนั้นก็ยังไม่หยุดทะลุทะลวง แรงสั่นสะเทือนก็แผ่ออกไปโดยมีกระดองเต่าเหมันต์เป็นจุดศูนย์กลางจนกระทั่งมันทะลุเข้าไปได้ 4 ชั้นจึงหยุดลงพร้อมกับแรงกระแทกที่หยุดลงเช่นเดียวกัน
“น่าสนใจ อย่างนี้สิถึงจะน่าสนุก ข้าจะดูว่าเจ้ามนุษย์ไร้ยางอายเช่นเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก” เสือเหมันต์เอ่ยพลางยิ้มอย่างสบาย ๆ ราวกับว่ามันไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
แต่ฉางกวงที่อยู่ในกระดองเต่าเหมันต์กลับไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
กรงเล็บของเสือเหมันต์ตัวนี้เดิมทีเพียงจ้วงเเทงปกติด้วยความแข็งแกร่งของพลังกายเจ้าเสือเหมันต์ก็สามารถเจาะทะลวงร่างของผู้ฝึกตนขั้น 5 ได้อย่างสบาย ๆ ผู้ฝึกตนขั้น 6 ส่วนมากก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้เช่นกัน มีเพียงผู้ฝึกตนขั้น 6 สุดยอดฝีมือหรือขั้น 7 ขึ้นไปเท่านี้ที่พอจะต้านทานเอาไว้ได้
ดังนั้นถึงแม้ว่ากระดองเต่านี้จะต้านทานได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายใช้พลังกายผสานกรงเล็บเเล้วกระหน่ำโจมตีมาละก็เกรงว่าแม้แต่กระดองเต่าเหมันต์ก็คงอยู่ได้ไม่ถึงเสี้ยวจิบชาเป็นแน่
“วิชาเหมันต์พิโรธ ฝ่ามือโบราณสยบอสูร” ฉางกวงจึงอาศัยจังหวะนี้โจมตีสวนกลับในทันที ดังคำกล่าวที่ว่าการโจมตีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด จะต้องไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายโจมตีกระหน่ำได้
“ครืนครั่น” พลังปราณในร่างของฉางกวงนั้นถูกถ่ายเทลงไปในพึ้นดิน ฉับพลันนั้นพลันมีฝ่ามือนับ 10 10 คู่โผล่ขึ้นมาปิดล้อมเจ้าเสือเหมันต์อย่างรวดเร็ว ฝ่ามือแต่ละข้างนั้นมีอักขระยึกยือสีดำแทรกอยู่อย่างเห็นได้ชัดความโบราณที่พวกมันแผ่ออกมานั้นดูโบราณนับพัน ๆ ปี
ฝ่ามือพวกนี้พอผุดขึ้นมาก็ไม่รอข้าพลันตบลงไปยังเป้าหมายของพวกมันในทันที
“ฮึ่ม คิดว่าแค่นี้จะปิดล้อมข้าไว้ได้งั้นรึ ช่างเพ้อฝันยิ่งนัก” เสือเหมันต์ถึงแม้ว่าจะเอ่ยออกมาเช่นนั้น แต่ในใจมันกลับเคร่งเครียด รีบโคจรพลังกายของตนเองออกมาในทันที
“ซู่” พลังกายในร่างของเสือเหมันต์ในตอนนี้นั้นเอ่อล้นออกมาจากแก่นสัตว์อสูรของมันราวกับเกลียวคลื่นอันเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะซัดทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า พลังกายเหล่านี้พลันหลั่งไหลไปปกคลุมทั่วร่างเสือเหมันต์อย่างบ้าคลั่ง กลายเป็นเยื่อแสงงเบาบางที่เห็นด้วยตาเปล่า
“วิชากระจอกงอกง่อย จงหายไปซะ” กรงเล็บเสือเหมันต์ที่ปักคาอยู่บนกระดองเต่าเหมันต์นั้นเมื่อได้รับเอาพลังกายบริสุทธิ์ที่หลั่งไหลเข้ามานั้นความแหลมคมของมันก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น และพลังกายบางส่วนก็ถูกถ่ายเทเข้าไปในกระดองเต่าเหมันต์ผ่านรอยแตกที่มองไม่เห็นจึงทำให้กระดองเต่าเหมันต์สั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ในขณะเดียวกันนั้น ฝ่ามือเหมันต์นับ 10 10 คู่ก็กระหน่ำตบลงไปอย่างดุดัน เยื่อแสงที่เกิดจากพลังกายสัตว์อสูรก็สั่นสะเทือนราวกับว่าอากาศกำลังจะเเตกสลาย เยื่อแสงนั้นดูริบหรี่ลงไปทุกขณะพร้อมกับฝ่ามือเหมันต์ที่ถูกเยื่อแสงนั้นกร่อนสลายไปเช่นเดียวกัน
“จะเเพ้หรือชนะ ก็วัดกันตรงนี้นี่เเหละ” ฉางกวงเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก ก่อนที่จะตั้งสมาธิอย่างรวดเร็ว ความคิดพลันจดจ่อเข้าไปในร่างกายของตน ทุ่มหมดหน้าตัก ตั้งใจโคจรปราณในร่างกายครั้งสุดท้ายอย่างบ้าคลั่ง ถ้าเกิดว่าครั้งนี้ยังชนะไม่ได้อีก ก็ต้องแพ้อย่างแน่นอน
“ตุ้ม” แรงปะทะจากทั้งสองฝั่งได้ทำให้เกิดแรงกระแทกอันมหาศาล ส่งผลให้แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เหมันต์บนพื้นพลันปลิวกระจัดกระจายขึ้นมาบดบังทัศน์วิสัยโดยรอบ ราวกับเหมันต์ถล่มลงมาจากท้องฟ้าก็มาปาน (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เจ้าหนูนี่ไม่เลวเลย ขนาดผ่านการต่อสู้ก่อนหน้านี้มายังสามารถต่อกรกับสัตว์อสูรเสมือนขั้น 7 ได้ถึงขนาดนี้ด้วยพลังปราณเพียงแค่ขั้นครึ่งก้าวสู้ขั้น 6 ช่างเป็นต้นกล้าที่ดีเสียจริง”
ห่างออกไปราว ๆ 300 ก้าว เงาร่างที่เคยนำเอาโอสถยัดปากฉางกางเฝ้ามองด้วยแววตาประหลาดใจ
ถึงแม้ว่าเจ้าหนูนี่จะมีพลังกายที่น่าเหลือเชื่ออยู่ก็ตามแต่การที่ฝืนสู้ได้ถึงขนาดนี้จิตใจของเจ้าหนูนี่ช่างตั้งมั่นแรงกล้ายิ่งนัก
อย่างนี้สิถึงจะน่าสนับสนุน ต้นกล้าที่มีทั้งพรสวรรค์และความมุ่งมั่นเซ่นนี้ สักวันหนึ่งจะต้องเป็นกำลังสำคัญของสำนักเป็นแน่
“ฉะนั้นจะปล่อยให้ตายไปไม่ได้ ถ้าเกิดว่าท่าไม่ดีขึ้นมาละก็ ชายชราผู้นี้จะต้องช่วยชีวิตเขาไว้ให้ได้” เงาร่างนั้นจ้องมองไปยังเหมันต์ที่กระจัดกระจายที่บัดนี้ค่อย ๆ เริ่มบางลงแล้วราวกับว่ามองทะลุเห็นการต่อสู้อย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนั้นในไม่กี่อึดใจต่อมาเหมันต์ที่กระจัดกระจายก็สลายลงพร้อมกับฉากตรงหน้าที่ปรากฎขึ้น
“เจ้ามนุษย์ไม่เลวเลย ถ้าข้าไม่ได้เตรียมตัวมาละก็ต้องแพ้เจ้าเป็นเเน่” เสือเหมันต์พลันค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาบนพื้นเหมันต์อย่างเชื่องช้า
ส่วนหลังของมันตอนนี้มีรอยฝ่ามือปรากฎขึ้นนับ 10 ซึ่งแต่ละรอยนั้นมีเลือดซึมออกมา จึงเห็นได้ว่ามันบาดเจ็บมากเพียงใด
“อืม เจ้าสัตว์เดรัจฉานเจ้าเล่ห์ ไม่คิดว่าจะขุดหลุมหลบการโจมตีข้าไปได้” เสียงอู้อี้แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าพลันดังขึ้นมาจากชุดเกราะเหมันต์ ซึ่งนั่นก็คือฉางกวงนั่นเอง
เขาอาศัยจังหวะนั้นทุ่มเทพลังปราณทั้งหมดเพื่อสร้างชุดเกราะเหมันต์นี้ขึ้นในจังหวะสุดท้าย ซึ่งสภาพของชุดเกราะเหมันต์ในตอนนี้ก็ดูราวกับเป็นชุดเกราะโลหิต เนื่องด้วยมีสีส้มออกแดงมาแทนที่สีโปร่งใสราวเหมันต์
นั่นก็มาจากโลหิตสดๆ ที่ไหลออกจากมุมปากของเขาผสานกับปราณเปลวไฟสีส้มของฉางกวงจึงออกมาเป็นเช่นนี้
จึงเห็นได้ว่าสภาพของฉางกวงในตอนนี้ก็ไม่ดีไปกว่าเสือเหมันต์เลยแม้แต่น้อย
“เจ้ามนุษย์ จงตายให้ข้าผู้นี้ซะ” เสือเหมันต์ที่เห็นเซ่นนั้นแววตาก็เปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งกระโจนใส่ฉางกวงอย่างดุร้าย กระหายเลือด
เตรียมจะขย้ำให้ฉางกองตัวขาดเป็นสองท่อน
“ฝันไปเถอะ จะให้ข้ามัดมือมัดเท้างั้นรึ รนหาที่ตาย” ฉางกวงวาดอักขระขึ้นมาอย่างโซเซ นำพลังกายที่เหลือมาสกัดเป็นอักขระ
“วิ้ง” อักขระพลันปรากฎขึ้นบริเวณหมัดของชุดเกราะเหมันต์ ซึ่งอักขระในคราวนี้ดูแตกต่างจากปกติเป็นอย่างยิ่ง ดูบ้าคลั่ง ป่าเถื่อน ราวกับว่าตัวมันพร้อมที่จะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หมัดชุดเกราะเหมันต์ที่มีอักขระนี้พลันชกออกไปอย่างเชื่องช้า แต่เนื่องจากเจ้าเสือเหมันต์ไม่ได้หลบ ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าปะทะกันอย่างจัง
“เปรี้ยง” แรงหมัดที่มีพลังงานพอทำให้ผู้ฝึกตนขั้น 6 หน้าซีดได้นั้นส่งผลให้เสือเหมันต์หน้าบุมลงไปตามแรงหมัดในทันที
ทำให้เสือเหมันต์คำรามอย่างเดือดดาลก่อนที่จะกัดตอบโต้ในทันที เลือดพลันพุ่งกระฉุดออกมาจากหมัดข้างนั้นของฉางกวง
“ม…ไม่ไหวแล้ว” ฉางกวงสติค่อย ๆ มืดลงลำตัวโซเซมากก่อนที่จะฟุบลงไปอย่างรวดเร็ว
“โฮก” เสือเหมันต์ที่เห็นเซ่นนั้นมันก็คำรามด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะกระโจนเข้าไปหาฉางกวงด้วยรังสีสังหารอันแรงกล้า