ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 92 : บรรลุขั้น 6
“หยุดอยู่ตรงนั้นซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าชายชราไม่เตือนเจ้า” เงาร่างสีดำพลันโผล่ขึ้นมาขวางเบื้องหน้าของฉางกวงอย่างรวดเร็วราวกับทะลุมิติมา
“ครืนครั่น” แรงกดดันของผู้ฝึกตนที่แผ่ออกมาเพียงเล็กน้อยก็ดูราวกับแม่น้ำสายใหญ่นั้นพลันผลักร่างของเสือเหมันต์ถอยออกไป 10 ก้าวในทันที
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ข้าจะปล่อยมันไปสักครั้ง ถือว่าข้าให้หน้าเจ้า” เสือเหมันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แต่ในใจมันกลับหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เจ้ามนุษย์ผู้นี้ออร่าล้ำลึกน่ากลัวเป็นอย่างมาก ไม่ควรจะฝืนต่อไป ควรเอาชีวิตของตัวเองไอ้ก่อน
“งั้นก็ช่วยชายชราผู้นี้อีกเรื่องได้รึไม่” เงาร่างนั้นมองเสือเหมันต์ด้วยแววตาเปล่งประกาย
“เรื่องอันใดกัน” เจ้าเสือเหมันต์พยายามจะเดินจากไปอย่างไม่แยแส แต่มันก็พบว่าตนเองราวกับตกลงไปในบ่อโคลน ไม่อาจขยับได้เลยจึงเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีลนลาน
“ก็ไม่มีอันใดมากหรอก แค่ชายชราผู้นี้อยากได้สัตว์อสูรพิทักษ์สำนักไว้สักตัวน่ะ ถือว่าชายชราผู้นี้ให้โอกาสเจ้านะ” เงาดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฝันไปเถอะ เห็นข้าผู้นี้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านงั้นรึ วันนี้ข้าขอสู้ตายกับเจ้า” เสือเหมันต์พลันฝืนร่างกายอันขาดเจ็บสาหัสของมันกระโจนใส่เงาดำนั้นอย่างชิงชัง หมายจะงับให้ขาดเป็นเสี่ยง ๆ
เมื่อเห็นเซ่นนั้นเงาดำนั้นก็ไม่หลบ แต่กลับยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว สีหน้าดูหยอกล้อ แฝงไปด้วยความดูถูกอย่างเห็นได้ชัด
“ครืน” พลังปราณอันเข้มข้นที่แผ่ออกมานั้นดูราวเหมันต์ของจริง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับซ่งหมิงเทาและท่านอาจารย์ของฉางกวงที่อยู่ในขั้น 7 แห่งขอบเขตเสถียรคงปราณนั้นละก็ดูแข็งแกร่งกว่ามาก ราวกับอยู่คนละโลก ไม่อาจนำมาเทียบกันได้เลย
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างจัง ด้วยแรงกระโจนของเสือเหมันต์นั้นไม่อาจทำให้เงาร่างสีดำนั้นถอยหลังไปได้เลยแม้แต่น้อย กลับกันนิ้วนั้นพลันทะลวงเข้าไปตรงเพดานปากของเสือเหมันต์อย่างรุนแรงในทันที พร้อมกับเลือดที่ทะลักออกมากลบปากของเจ้าเสือเหมันต์ แต่ถึงเป็นเช่นนั้นมันก็ยังไม่ยอมแพ้ งับลงไปหมายจะให้เจ้ามนุษย์นี้แขนขาดไปเลย
“เจ้าเสือที่เทียบเท่ากับเสมือนขั้น 7 จงยอมเสียโดยดีอย่าให้ชายชราผู้นี้ต้องใช้ไม้แข็ง” เงาชุดดำนั้นเอ่ยด้วยรังสีสังหาร ไม่แยแสการงับของเสือเหมันต์เลยแม้แต่น้อย
“เคร้ง” เกิดประกายไฟขึ้นมาในฉับพลัน เสือเหมันต์รู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นงับเพชรเข้าไปก็ไม่ปาน
“อ๊าก” เสือเหมันต์ร้องอย่างโหยหวน เขี้ยวด้านหน้าของมันหลุดกระเด็นร่วงลงบนพื้นในทันที
“งั้นก็จงกลายเป็นทาสของชายชราผู้นี้ซะ” เงาชุดคลุมดำนั้นหยิบเอาแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ ก่อนที่จะโยนยันต์นั้นใส่เสือเหมันต์อย่างฉันพลัน
“ฟิ้ว” ยันต์นั้นพุ่งออกไปราวกับลูกธนู พลางลอยไปติดตรงศีรษะของเสือเหมันต์อย่างพอดิบพอดี
“นี่มัน …ไม่ ข้าไม่ยอม” เสือเหมันต์ที่สติเริ่มเลือนรางจึงทำให้มันตอบสนองช้าไปเพียงเสี้ยวอึดใจ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ยันต์นั้นจมลงไปในร่างกายของมันแล้วซึ่งไม่มีโอกาสได้ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
ยันต์นั้นเมื่อจมลงไปในร่างของเสือเหมันต์ มันก็พุ่งไปยังบริเวณแกนกลางสัตว์อสูรราวกับมีสตินึกคิด ก่อนที่จะไปห่อหุ้มยังแกนสัตว์อสูรราวกับชั้นเคลือบผิวดินก็ไม่ปาน ตอนนี้ถ้าเกิดว่าแผ่นยันต์ถูกทำลายละก็แกนอสูรก็จะสลายไปด้วยกันอย่างแน่นอน
“อึก” เสือเหมันต์กระอักเลือดออกมา ก่อนที่มันจะล้มลงบนขึ้นอย่างหมดสภาพ สีหน้ามันดูไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด
“แค่นี้ก็เรียบร้อยเเล้ว” เงาชุดดำนั้นสะบัดชุดคลุมทิ้งอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นร่างของชายชราที่สวมชุดสีขาวประดับด้วยฟูกสีดำบนหน้าอกซ้าย ผมถูกรวบเอาไว้คล้ายกับบัณฑิตขงจื้อ หนวดสีขาวรูปสี่เหลี่ยมคางหมูบนใบหน้านั้นเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก เมื่อรวมกับความสูงที่ประมาณชายวัยกลางคน จึงทำให้ชายชราผู้นี้ดูไม่เหมือนกับคนสูงอายุเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับดูคล้ายกับชายวัยกลางคนที่มีภูมิฐาน ราวกับคุณลุงที่ดูใจดี เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและความอ่อนโยน
“รีบรักษามันก่อนดีกว่า” ชายชราชุดดำพลันควักขวดใสออกมาจากสาบเสื้อ ขวดนั้นบรรจุไปด้วยเม็ดยาสีฟ้าอ่อน พลังปราณที่แผ่ออกมาดูเย็นสบายเป็นอย่างยิ่ง แล้วจึงรีบเดินไปยังเบื้องหน้าของเสือเหมันต์ที่กำลังฟุบอยู่บนพื้นก่อนที่จะยกหัวมันขึ้นมา ง้างปาก และยัดยา เม็ดสีฟ้าอ่อนลงไป 2 เม็ด
“วิ้ง” ร่างกายของเสือเหมันต์พลันแผ่ปราณสีฟ้าอ่อนออกมา ก่อนที่เลือดจะหยุดไหลลง เเล้วแผลก็ถูกปราณสีฟ้าอ่อนในยาปกคลุมเอาไว้ เริ่มรักษาตัวอย่างรวดเร็ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
แต่ชายชราผู้นี้ก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยร่างของชายชราชุดขาวได้เดินไปยังร่างของฉางกวงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะทาบมือลง
“อืม ดูเหมือนว่าเจ้าหนูนี่จะบาดเจ็บไม่มากนักเมื่อเทียบกับผู้ต่อสู้ ส่วนพลังปราณหมดไปอย่างสมบูรณ์ พลังกายก็เกือบหมดไปเช่นเดียวกัน” ชายชราพลันทำเช่นเดียวกันกับที่เคยทำกับเสือเหมันต์ แต่ครั้งนี้จะดูอ่อนโยนกว่ามาก
“วิ้ง” ร่างของฉางกวงก็ส่องแสงสีฟ้าอ่อนออกมาเช่นเดียวกัน แต่แสงสีฟ้าที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกนั้นดูน้อยกว่ากันมาก นี่แสดงให้เห็นว่าบาดแผลภายนอกของฉางกวงนั้นไม่หนักหนานัก แต่กลับกันภายในร่างกายของฉางกวานั้นราวกับหลุมดำก็ไม่ปาน กลืนกินเม็ดโอสถสีฟ้าอ่อนนี้อย่างบ้าคลั่ง
“ครืน” ไม่กี่เสี้ยวอืดใจต่อมา เม็ดยาสีฟ้าอ่อนในร่างของฉางกวงก็หายไปกับระเหยกลายเป็นอากาศพลังปราณสีฟ้าอ่อนนั้นถูกร่างกายของฉางกวงและไฟเหมันต์กลั่นกรองอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้ภาพเมล็ดแตงโมอันเลือนรางพลันปรากฎขึ้นด้านข้างของเมล็ดแตงโม 2 เมล็ด ซึ่งนี้คือสัณญาณของการจะบรรลุขั้น 6 ของผู้ฝึกตน จุดสูงสุดของขอบเขตขยายปราณ
“หืม เจ้าหนูนี่จะบรรลุขั้นระหว่างไม่ได้สติงั้นรึ น่าสนใจเสียจริง”
ชายชราชุดขาวพลันจ้องมองไปยังฉางกวงราวกับมองทะลุเห็นถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
การบรรลุได้เช่นนี้ช่างหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง คนส่วนใหญ่เวลาจะบรรลุก็ต้องปิดด่านฝึกตน ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก็มีคนกลุ่มน้อยเช่นกันที่มีความปราดเปรื่องสามารถบรรลุได้ในสถานการณ์อื่น ๆ เช่น การต่อสู้ การหลบหนีจากศัตรู หรือระหว่างที่พูดคุยนั้นก็มีบันทึกไว้ให้เห็นอยู่เช่นกัน แต่การบรรลุขั้นระหว่างสลบไสลนั้นตัวเขาไม่เคยได้ยินมาเลยแม้แต่น้อย
ฉะนั้นถ้าเจ้าหนุ่มนั้นพลาดขึ้นมาละก็จะต้องลงมือช่วยเขาให้ได้
ระหว่างที่ชายชราชุดขาวกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่นั้น เมล็ดแตงโมที่ดูราวกับภาพมายาก็เริ่มดูเหมือนเป็นภาพกึ่งจริงกึ่งมายา
จากภาพที่มีแต่สีขาวดำก็พลันมีสีส้มแดงและขาวเติมเข้ามา และถ้าสังเกตดีๆ ละก็จะเห็นสีฟ้าอ่อนที่ดูคล้ายกับเม็ดโอสถที่ฉางกวงกินเข้าไป ภาพกึ่งจริงกึ่งมายานี้เมื่อผ่านไปก็เริ่มกลายเป็นความจริงขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับพลังปราณมหาศาลที่ถูกดึงดูดลงไปในเมล็ดแตงโมนี้
“ได้เวลาเเล้ว ไหนขอชายชราดูหน่อยสิว่าเจ้าจะทำได้หรือไม่” ชายชราชุดขาวจ้องมองฉางกองด้วยแววตาเปล่งประกายตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แลวในเสี้ยวอึดใจต่อมานั้นเอง
“ครืนครั่น” เมล็ดแตงโมในร่างของฉางกวงพลันก่อตัวขึ้นเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้รอบด้านของตัวฉางกวงพลันเกิดลมเหมันต์พัดออกไปทั้ง 4 ทิศ พึ้นดินสั่นสะเทือนราวกับแสดงความยินดี ก่อนที่ทั้งหมดนี้จะหายไปในสิบชั่วอิดใจ
นี่แสดงให้เห็นว่าฉางกวงได้ขึ้นเป็นผู้ฝึกตนขั้น 6 อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
“งั้นชายชราก็พาพวกเขากลับไปเลยละกัน” ขายชรานำเอากล่องสี่เหลี่ยมออกมาจากสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว
ซึ่งมันก็คือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์นั้นเอง
เมื่อสายชราสุดสีขาวถ่ายทอดปราณลงไปในกล่องสี่เหลี่ยมนั้น ตัวกล่องก็พลันเปิดออกมาทั้ง 4 ด้านก่อนที่จะค่อยๆ กลายเป็นตู้รถม้าขนาดใหญ่ ถ้าเกิดว่าอาจารย์ของฉางกวงจ้าวเฟิง หรือผู้อาวุโสหน้ายิ้มมาเห็นฉากนี้เข้าจะต้องอุทานออกมาอย่างแน่นอน
นี่คือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่เกิดจากความร่วมมือของตำหนักหลอมสมบัติกับตำหนักอักขระซึ่งเป็นตำหนักที่คอยควบคุมหอตำราหลอมสมบัติเเละหอตำราอักขระที่ฉางกวงเคยไปก่อนหน้านี้อีกทีหนึ่ง ด้วยความร่วมมือของตำหนักที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองจึงทำให้สิ่งประดิษฐ์นี้มีความล้ำค่าเป็นอย่างมาก เกรงว่าถ้าผู้ฝึกตนขั้น 9 มาเห็นเข้าจะต้องกลืนน้ำลาย เกิดความละโมบขึ้นมาเป็นแน่
“งั้นก็กลับกันเถอะ” ชายชราชุดขาวโบดมือครั้งหนึ่ง ร่างของสมาชิกทั้ง 5 คนของกลุ่มฉางกวงก็ลอยเข้ามาในรถม้าตู้แรกในทันที ส่วนร่างของเสือเหมันต์นั้น ก็ลอยเข้าไปในอีกตู้หนึ่งที่อยู่ถัดไป
“ฟิ้ว” เมื่อร่างของชายชราชุดขาวหายเข้าไปในรถม้าตู้แรกนั้น รถม้าที่มีตู้ 2 ตู้ขนาดใหญ่ก็พลันเริ่มออกเดินทางในทันที
อักขระยึกยือพลันกระจายไปทั่วตัวรถม้า ส่งผลให้รถม้าเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าราวกับพายุ