ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 93 : ตัวตนอันน่าเคารพย่ำเกรง
ด้วยความเร็วของตู้รถม้าที่ถึงแม้ว่าจะมี 2 ตู้ก็ตาม แต่ความเร็วของมันนั้นก็ราวกับผู้ฝึกตนขั้น 6 ที่ออกเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุด จึงทำให้คนทั้งหมดเดินทางกลับมาถึงหน้าประตูสำนักภายใน ครึ่งจิบชา
“นั่นมันอันใดกันน่ะ ข้าไม่เคยเห็นรถม้าที่มี 2 ตู้แล้วก็ไม่มีม้ามาก่อนเลย”
“เจ้าโง่ ไม่รู้รึว่านั่นน่ะ คือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์อันล้ำค่า จะเอารถม้าธรรมดาทั่วไปมาเทียบกันได้อย่างไร”
“แล้วมันต่างกับรถม้าทั่วไปอย่างไรรึ อย่าบอกนะว่ามันใช้พลังปราณในการขับเคลื่อนน่ะ”
“เฮ้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับเจ้าเสียจริง ไม่รู้ว่าเจ้าไปอยู่ในซอกหลืบไหนมา เจ้านี่น่ะไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณขับเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย เจ้าไม่เห็นตัวอักขระยึกยือนั่นรึ เกรงว่าจะต้องเป็นฝีมือตัวตนระดับสูงของตำหนักอักขระเป็นแน่”
“เฮ้องั้นอย่างนี้ข้าก็ไม่แปลกใจเลย ไม่รู้ว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดกันนะที่ได้นั่งสิ่งประดิษฐ์อันนี้กันนะ”
เหล่าคนเฝ้าประตูที่ได้ยินเสียงพูดคุยกันเช่นนั้น ก็พลันยืดหลังตรงขึ้นมาในทันที เตรียมตัวรอ
ตู้รถม้าทั้งสองมาถึงหน้าประตูอย่างกระตือรือร้น
“ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสเป็นใครรึขอรับ โปรดแจ้งชื่อด้วยขอรับ” หัวหน้าคนเฝ้าประตูที่มีพลังปราณขั้น 6 พลันอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบ
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าคือผู้อาวุโสเจ้ายังไม่ปล่อยให้ข้าเข้าไปอีกรึ” น้ำเสียงของชายยชราชุดขาวนั้นแฝงไปด้วยการข่มขู่ ส่งผลให้คนทั้งหมดที่อยู่บริเวณนั้นหน้าซีดขึ้นในฉับพลัน
“เอ่อ…นี่…นี่มัน” หัวหน้าคนเฝ้าประตูขั้น 6 เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ในใจกลับรู้สึกราวกับต้านเสือที่ประตูหน้าหมาป่ากลับเข้าทางด้านหลัง
ก่อนหน้านี้เมื่อเขาเห็นผู้อาวุโสเข้าออกก็ไม่เคยถามเลยสักครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเหล่าระดับสูงของสำนักรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไรจึงสั่งลงโทษเขาและพรรคพวกในทันที ทุกคนถูกตัดทรัพยากรลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับตักเตือนว่าถ้ามีครั้งต่อไปละก็พวกเขาจะถูกจังไปขังคุกของสำนัก จึงทำให้เขาลำบากใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้จะเอ่ยเช่นใดออกไปดี
“อืม เจ้าจะเอายังไง” รังสีที่แผ่ออกมาจากตู้รถมาดูรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้คนเฝ้าประตูขั้น 5 ตัวสั่นขึ้นมาในทันที แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ หัวหน้าคนเฝ้าประตูก็ไม่เอ่ยอันใดออกมา ราวกับเป็นบื้อใบ้
“ดีมาก ต้องอย่างนี้สิ ชายชราผู้นี้ถูกใจเป็นอย่างยิ่ง” แรงกดดันถูกดึงกลับมา พร้อมกับหยกสีขาวนวลราวเหมันต์อันหนึ่งพลันปรากฎขึ้นบนมือของหัวหน้าคนเฝ้าประตูอย่างฉับพลัน
“อ...เอ่อ ผ่านไปได้ขอรับ” เมื่อเห็นหยกสีขาวนวลในมือ หัวหน้าคนเฝ้าประตูกลับดูเสียงสั่นยิ่งกว่าเดิม พลันหันไปมองยังลูกน้องของตน
เมื่อคนเฝ้าประตูเห็นสีหน้าของหัวหน้าตนก็เข้าใจได้แจ่มแจ้ง จึงรีบไปเปิดประตูในทันที
“อืม หวังว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่เช่นนี้กันทุกวัน” พอสิ้นเสียงชายชราชุดขาว ตู้รถม้าทั้งสองก็พลันหายไปจากหน้าประตูแล้ว
“ห…หัวหน้า ผู้อาวุโสผู้นั้นคือผู้ใดกัน ทำไมเมื่อท่านเห็นหยกนั่นจึงให้ผ่านไปในทันที” หนึ่งในคนเฝ้าประตูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
“เจ้าจะไปรู้อันใดกัน ตรานั่นเป็นสิ่งยืนยันตัวตนที่ดีที่สุดแล้ว” หัวหน้าคนเฝ้าประตูขั้น 6 เอ่ยด้วยน้ำเสียงโมโหราวกับต้องการระบายความกดดันเมื่อครู่นี้
คนเฝ้าประตูผู้นั้นที่ถามออกมาจึงหันมองไปโดยรอบ หมายจะให้เพื่อนร่วมงานของตนอธิบายให้ฟัง
“เจ้าพึ่งเข้ามาใหม่จะไม่รู้ก็คงไม่แปลก ตราหยกสีขาวนวลนั่นแสดงถึงสถานะตัวตนสูงสุดของสำนักที่มีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้นที่จะมีตราอันนี้ได้” รองหัวหน้าคนเฝ้าประตูที่มีพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 พลันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคารพนับถือ
พอได้ยินเช่นนั้น คนเฝ้าประตูที่มาใหม่ก็หน้าซีดขึ้นมาในทันที พลันถอนหายใจออกมา
ซึ่งความรู้สึกของของคนเฝ้าประตูคนอื่น ๆรวมทั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าก็เป็นเช่นเดียวกัน
พวกเขารอดมาได้แล้ว
“อืม ที่นี่…ที่ไหนกัน” ฉางกวงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ อย่างอ่อนเพลีย
ภาพตรงหน้าก็คือเพดานสีขาวสลับดำ เดิมทีเขาจะต้องอยู่ชายขอบของเทือกเขานรกเหมันต์ไม่ใช่รึ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
แสดงว่าเขารอดมาได้ใช่รึไม่ เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉางกวงก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ก่อนที่จะสลบไสลไปอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่ทันได้สังเกตเตียงข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่าฉางกวงจะฟื้นแล้วสินะ เฮ้ย ๆ แต่ดูเหมือนจะสลบไปอีกแล้ว” ฉีหมิงเทาที่นอนอยู่เตียงข้าง ๆ เอ่ยออกมาราวกับตะโกน
“รู้แล้ว สุภาพชนน่ะไม่โวยวายเยี่ยงนี้หรอก เฮ้อ” จางฮั่นที่นอนอยู่บนเตียงถัดไปนั้นเอ่ยตอบด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว
“เจ้าสุภาพชน บัณฑิตบัดซบ หรือว่าจะเอา” ฉีหมิงเทาชูหมัดขึ้นมาอย่างสั่นเทา ราวกับจะสื่อว่าข้าจะต่อยปากเจ้าซะ
“เงียบหน่อย ถ้าเจ้าทำให้ข้าสุภาพชนผู้นี้มีน้ำโหละก็ เจ้าจะได้นอนนานกว่าเดิมแน่” จางฮั่นเอ่ยพลางเอื้อมมือไปหยิบกระบี่คู่ใจของตนมาไว้บนมืออย่างรวดเร็ว
ก่อนที่จะเกิดเรื่องอันใดขึ้นทันใดนั้นก็มีฝ่ามือโผล่มาจากด้านหลัง ก่อนที่จะโบกใส่หัวทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย” คนทั้งสองพลันร้องออกมาพร้อมเพรียงกันก่อนจะหันไปมองด้านหลังของตน พลันพบเงาร่างหนึ่งเข้า ทั้งสองจึงรูดซิบปิดปากของตนเองในทันที
“เฮ้อ” เงาร่างทั้งสองที่อยู่ถัดออกไปอีกพลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่อก ซึ่งเงาร่างทั้งสองนี้ก็คือศิษย์ทั้งสองที่ดูแลค่ายกลให้กับกลุ่มของฉางกวงนั่นเอง
คนที่ตีหัวฉีหมิงเทากับจางฮั่นเมื่อครู่นี้ก็คือ ผู้อาวุโสของตำหนักปรุงโอสถนั่นเอง
นอกจากตำหนักปรุงโอสถจะรับหน้าที่ปรุงโอสถเป็นหลักแล้วนั้นก็ยังรับหน้าที่คอยรักษาคนบาดเจ็บด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกที่ตำหนักปรุงโอสถจะมีขนาดใหญ่โตที่สุดเมื่อเทียบกับตำหนักอื่น ๆ
ส่วนสาเหตุที่ทั้งสองดูหวาดกลัวผู้อาวุโสของตำหนักปรุงยานั้นก็เพราะว่า ถ้าเกิดโดนบัญชีดำจากการที่ผู้อาวุโสตำหนักปรุงยาเขียนเข้าละก็ คนผู้นั้นก็จะโดนตัดทรัพยากรอย่างน้อย 1 เดือนในทันที
นี่จึงทำให้ไม่ว่าใครก็หวาดกลัวการถูกรายงานในบัญชีดำ แน่นอนว่าฉีหมิงเทากับจางฮั่นก็เช่นเดียวกัน
“สรุปแล้วพวกเราก็ผ่านมันมาได้แล้ว ข้าแทบรอของรางวัลไม่ไหวแล้ว” หนึ่งในศิษย์ดูแลค่ายกลเอ่ยออกมาก่อนที่จะหันไปมองยังเพื่อนตนที่นอนเตียงข้าง ๆ พลันเห็นสายตาที่เปล่งประกายระยิบระยับของอีกฝ่ายจึงรู้ได้ในทันทีว่า คิดเช่นเดียวกัน
สรุปแล้วก็คือกลุ่มของฉางกวงนั้นได้ถูกย้ายเข้ามายังตำหนักปรุงโอสถเพื่อรับการรักษา โดยที่พวกจางฮั่น ฉีหมิงเทา และคนอื่น ๆ นั้นได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก แต่พลังปราณได้รับความเสียหายจากแรงกดดันของเสือเหมันต์ จึงทำให้ทั้งกลุ่มยกเว้นฉางกวงต้องนอนพักดูอาการอีก 1 วันก่อนจะออกไปได้
ส่วนของฉางกวงนั้นต้องนอนอย่างน้อยอีก 3 วันจึงจะออกไปได้
ผ่านไป 3 วันอย่างรวดเร็ว
“ข้าหลับไปนานเท่าใดกัน” ฉางกวงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพบว่าทั้งห้องนั้นว่างเปล่า
เมื่อเห็นเช่นนั้นฉางกวงก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นมาหมายจะเดินออกไปดูด้านนอกแต่ฉับพลันนั้นเอง
“เจ้าหนู ชายชราผู้นี้มีเรื่องจะเอ่ยด้วย” ทันใดนั้นพลันมีเงาร่าง ๆ หนึ่งปรากฎขึ้นเบื้องหน้าของฉางกวงซึ่งนั่นก็คือชายชราชุดขาวนั่นเอง
“ขอรับ” ฉางกวงเห็นมือของอีกฝ่ายโบกให้ตามไป จึงเดินตามไปอย่างช้า ๆ
“ฟึ่บ” ชายชราชุดขาวพลันควักแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมาก่อนที่ร่างทั้งสองจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังตำหนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
“ท่านเป็นใครกันแน่ แล้วมีจุดประสงค์อันใด” ฉางกวงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ที่เขาเดินตามอีกฝ่ายมานั้นก็เพราะเขาจับจิตมุ่งร้ายของอีกฝ่ายไม่ได้ จึงยินยอมตามมาอย่างเชื่อฟัง
“ชายชราผู้นี้เป็นจุดสุดยอดของสำนักประกายเหมันต์นี้ ส่วนชื่อนั้นรอให้เจ้าแข็งแกร่งกว่านี้ก่อนข้าจึงจะบอกกับเจ้า” ชายชราชุดขาวเอ่ยพลางไขว้มือไปด้านหลัง สีหน้าแววตาดูเคร่งขรึมราวกับเจ้าเหนือหัวที่ดูสูงส่ง ไม่อาจแตะต้องได้
“อย่าบอกนะว่าท่านคือ…” ฉางกวงเอ่ยพลางเว้นวรรคไป