ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 96 : งานเทศกาลก่อนการประลอง
“นั่นจะต้องเป็นท่านพ่อกับท่านแม่เป็นแน่” ฉางกวงสีหน้าเคร่งเครียด เผลอกำมัดของตนเองโดยไม่รู้ตัว
ถ้าอย่างนั้นเขาจะต้องเร่งมือฝึกตนแล้ว เขาสัมผัสได้เลยว่าตัวตนของน้ำเสียงที่ทรมานพ่อกับแม่เขานั้นมีพลังฝึกตนที่ล้ำลึกเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่มีตัวตนใดที่เขาเคยเจอจะเทียบได้ แม้แต่เจ้าสำนักเหมันต์ประกายที่มีพลังฝึกตนอยู่ในขั้น 9 ก็ไม่อาจเทียบได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของอีกฝ่าย
“งั้นก็เริ่มจากไปหาทรัพยากรมาฝึกตนต่อก็แล้วกัน” ฉางกวงกำหมัดทั้ง 2 ของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเปลวไฟอันลุกโชน ด้วยแก่นผลึกอสูรที่เขามีอยู่ตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะเก็บไว้เป็นบางส่วน ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้ แต่ก่อนขณะที่ฉางกวงกำลังจะเลื่อนประตูออกไปจากที่พักของตนนั้นเอง
“ในที่สุดเจ้าก็ออกมาแล้วหัวหน้า ข้าคิดว่ารากจะออกออกจากเท้าข้าเสียแล้ว” ฉีหมิงเทาพลันโผล่พรวดออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ช่างหยาบคายยิ่งนัก สุภาพชนน่ะต้องรู้จักอดทนสุภาพอ่อนน้อม” จางฮั่นที่เดินตามมาติดๆ ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“พวกเจามาหาข้ามีเรื่องอันใดกันรึ” ฉางกวงจ้องมองยังคนทั้ง 2 ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าจะมาพูดคุยเรื่องรางวัลไม่ครบกันหรอกนะ เขาจำได้ว่าก็แบ่งและแจกเรียบร้อยไปแล้วนี่
“ไม่ใช่เจ้าบ้า วันนี้ที่ข้ามาหาเจ้าก็คือข้าอยากชวนเจ้าไปเที่ยวงานเทศกาลของสำนักอย่างไรเล่า” ฉีหมิงเทาราวกับคาดเดาความคิดของฉางกวงได้จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“มันคืองานอันใดกัน” ฉางกวงกะพริบตาปริบๆ ด้วยแววตาใสซื่อ
“นี่เจ้าไม่รู้หรอกรึ งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังเอง”
จางฮั่นมองยังฉางกวงด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลนี้ในทันที
ในอดีตที่ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัด แต่ความเห็นของคนส่วนใหญ่ก็คิดว่าน่าจะราว ๆ 200 ถึง 300 ปีก่อนที่บริเวณหมู่บ้านใกล้ ๆ เเละสำนักแห่งนี้ยังไม่ได้ก่อตั้งขึ้น ผู้คนในอดีตนั้นจะอาศัยอยู่ในถ้ำและอาศัยการล่าสัตว์หาอาหารเพื่อประทังชีวิต ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้ราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้
ที่ผู้คนใช้ชีวิตเยี่ยงนั้นก็มีเหตุผลเช่นกัน ก็คือว่าไม่อาจสร้างบ้านและหมู่บ้านขึ้นมาได้เลย เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายจึงมักทำให้มีหิมะถล่มลงมาทับบ้านไม้ก่อนที่ทันจะสร้างเสร็จเสียด้วยซ้ำ รวมทั้งปัญหาของสัตว์อสูรที่ชอบเข้าโจมตีอย่างป่าเถื่อน ด้วยปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้จึงทำให้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีพลังปราณเลยก็ไม่อาจแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
จนในวันหนึ่งนั้นเอง ที่ว่ากันว่ามีเซียนเหาะลงมาจากท้องฟ้า ใช่ฟังไม่ผิดหรอก คนผู้นั้นร่อนตัวลงมาอย่างสบาย ๆ ก่อนที่จะรวบรวมผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ ทั้งหมดมาอยู่ด้วยกัน และก็สอนพลังปราณให้กลุ่มคนเหล่านั้นจึงทำให้เกิดผู้ฝึกตนออกมาอย่างมากมาย
และในที่สุดหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยพลังของผู้ฝึกตนและค่ายกลที่ล้อมรอบหมู่บ้านนั้นจึงทำให้ผู้คนที่เหลือก็ค่อย ๆ ทยอยมาอยู่กันเรื่อย ๆ หมู่บ้านก็ขยายขนาดขึ้นเช่นกันจนกลายเป็นเมืองขึ้นมาในทุกวันนี้
จึงทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นวีรบุรุษของเหล่าข้าวบ้านทุกคน ซึ่งคนผู้นั้นก็คือผู้ก่อตั้งสำนักเหมันต์ประกายและก็หมู่บ้านที่อยู่โดยรอบท่านเจ้าสำนักรุ่นแรกนั่นเอง และด้วยต้องการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของท่านและการฉลองชัยชนะของผู้คนในอดีต สำนักจึงกำหนดให้ 2 3 วันนี้เป็นวันเทศกาลของสำนักขึ้นมา โดยในแต่ละปีก็มีซุ้มขายของและกิจกรรมมากมายที่ถูกจัดขึ้น
“ที่แท้แล้วเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง” ฉางกวงพยักหน้าอย่างเข้าใจและก็เห็นด้วย แต่พอหันไปมองทางด้านฉีหมิงเทานั้นฉางกวงก็เผลอกัดปากตนเองอย่างไม่รู้ตัว
“อืม เทพธิดาน้อยของข้า เจ้าชอบถังหูลู่หรือเกี๊ยวน้ำมากกว่ากัน แจ๊บๆ”
ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางน้ำลายยืดออกมา ดวงตาทั้งสองปิดสนิท สีหน้าดูมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าบัดซบนี่ อย่ามาหลับต่อหน้าบัณฑิตนะ” จางฮั่นหยิบกระบี่ขึ้นมาเตรียมจะชักออกจากฝัก ฉันพลันนั้นเองออร่ากระบี่อันเย็นยะเยือกพลันแผ่ออกมา
“อืม ใครกัน เกิดอันใดขึ้น” ฉีหมิงเทาที่สัมผัสถึงออร่าของกระบี่ได้จึงลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้นมาเตรียมป้องกันตัว
“ข้าเข้าใจแล้ว เเต่สหายทั้ง 2 ข้ายังมีธุระอยู่ เอาไว้วันหลังนะ” ฉางกวงอาศัยจังหวะนี้เอ่ยปฎิเสธในทันที เขาต้องรีบเพิ่มระดับพลังปราณของตน ไม่มีเวสามาสนใจเทศกาลนี้หรอกนะ แต่ขณะที่ฉางกวงกำลังจะเดินจากไปนั้นเอง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ถ้าเจ้าไม่ไปเที่ยวเทศกาลกับข้า งั้นข้าจะตามติดเจ้าและคอยป่าวประกาศว่าเจ้าคือฉางกวงผู้ที่กลายเป็นศิษย์สายในได้รวดเร็วที่สุดผู้นั้น” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียวเอาแต่ใจ พลันจ้องมองฉางกวงด้วยแววตาจริงจัง
“ก็ได้ ๆ แต่แค่วันนี้วันเดียวนะ” ฉางกวงเอ่ยพลางทอดถอนหายใจอย่างจนใจ
เขาเชื่อว่าผู้แซ่ฉีเจ้าเลือดร้อนคนนี้จะต้องกล้าทำตามที่พูดมาอย่างแน่นอน
“ไม่มีปัญหาที่จริงพวกเราก็ว่าจะไปเที่ยวแค่วันเดียวเหมือนกัน” จางฮั่นที่อยู่ข้างๆ ชิงเอ่ยตอบก่อนอย่างฉับพลัน แล้วจึงมหันมองฉีหมิงเทาอย่างท้าทาย
“เจ้าคนแซ่จาง เรื่องครั้งที่แล้วก็ยังไม่ได้สะสางเลย เจ้าก็วอนซะเเล้ว แน่จริงก็มาดวลกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยสิ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยอารมณ์คุกกรุ่นราวกับว่าพร้อมพุ่งชนทุกสิ่งทุกอย่างหน้า
“อะแฮ่ม เอาเป็นว่าไปกันเถอะ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนที่จะเดินนำไปในทันที
พอเห็นเช่นนั้นทั้งสองก็รีบเดินตามฉางกวงไป
คนทั้งสามเดินมาถึงยังจุดจัดเทศกาลอย่างรวดเร็ว
ซึ่งบริเวณที่จัดก็คือหมู่บ้านที่อยู่ในสำนักเหม้นต์ประกายนั่นเอง ซึ่งในตอนนี้นั้นทั้งสองฟากฝั่งถนนเต็มไปด้วยซุ้มมากมายที่เรียงตัวกันไปตามถนน มีโคมสีฟ้าอ่อนมากมายถูกแขวนไปทั่วงาน ประกอบกับฝูงชนมากมายที่มีทั้งผู้ฝึกตนและคนธรรมดาทั่วไปเดินกันไปมาอย่างขวักไขว่ จึงทำให้บรรยากาศโดยรอบดูครึ้นเครงเป็นอย่างมาก
“สมแล้วที่เป็นเทศกาลใหญ่ของสำนัก มีทั้งของกินและของน่าสนใจหลายอย่างเต็มไปหมดเลย”
ฉางกวงครุ่นคิดอยู่ในใจพลันจ้องไปโดยรอบ มีทั้งซุ้มอาหารของคนทั่วไป และก็ซุ้มอาหารของผู้ฝึกตนที่นำเอาเนื้อสัตว์อสูรและสมุนไพรปราณมาปรุงอาหาร กลิ่นอาหารนี่ช่างเย้ายวนยิ่งนัก พอหันไปอีกด้านหนึ่งก็มีซุ้มการละเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็นปาลูกดอกลงเป้าเอย เสี่ยงทายหินเอย และก็อื่นๆ อีกมากมาย โดยรวมแล้วดูราวกับสวรรค์บนดินเลยก็ไม่ปาน
“ฉางกวงเจ้ามัวแต่มองอันใดอยู่ ของพวกนี้มันไม่น่าสนใจสำหรับผู้ฝึกตนเช่นเราแล้วมาลองดูอันนี้ดีกว่า” ฉีหมิงเทาที่สังเกตเห็นท่าทางของฉางกวงจึงเอ่ยออกมาก่อนจะเดินนำฉางกวงและจางฮั่นไปยังซุ้มที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน
ซึ่งเมื่อเดินลึกเข้าไปก็จะเห็นได้ว่าผู้คนบางตาขึ้นและก็ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ต่างก็มีพลังปราณทั้งหมดทุกคน
“เจ้าจบพาพวกเราไปที่ใดกันแน่” ฉางกวงเอ่ยพลางมองฉีหมิงเทาด้วยเเววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
จางฮั่นที่เดินมาด้วยกันก็หันไปมองฉีหมิงเทาเช่นเดียวกัน
“เจ้าบัณฑิตบัดซบกับเจ้าบ้านนอกจะไม่รู้จักก็ไม่แปลกหรอก ตามข้ามาก็พอ” ฉีหมิงเทาเอ่ยออกมาโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้นยังคงเดินนำต่อไปอย่างอารมณ์ดี
“หนอย เจ้านี่ ถึงข้ายอมรับว่าถ้าเทียบกันกับเจ้าแล้วข้าจะบ้านนอกจริง แต่เมื่อมาได้ยินเจ้าเอ่ยออกมาเช่นนี้ ไม่มีใครที่จะรู้สึกดีกับเรื่องเช่นนี้หรอก” ฉางกวงครุ่นคิดอยู่ในใจ อยากจะอัดเจ้าบัดซบนี่เสียจริง เมื่อหันไปเห็นสีหน้าที่ดูคล้ำลงของจางฮั่นฉางกวงก็เข้าใจความรู้สึกของจางฮั่นได้ในทันที
“ถึงแล้ว” ฉีหมิงเทาที่ไม่เห็นท่าทางของคนทั้งสองก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ภาพตรงหน้าก็คือซุ้มขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกตนที่ต่อแถวกันอย่างแน่นขนัด โดยป้ายตรงซุ้มก็เขียนไว้ว่าสงครามเหมันต์ ซึ่งตัวอักษรนั้นดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
“นี่มันคืออันใดกัน” ฉางกวงจ้องมองยังจางฮั่นและฉีหมิงเทา รอให้ทั้งสองอธิบายให้ฟัง