ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 97 : งานเทศกาลก่อนการประลอง 2
“นี่ก็คือ กิจกรรมยอดฮิตของเหล่าผู้ฝึกตนและเหล่าศิษย์ของสำนักพวกเราอย่างไรเล่า” จางฮั่นที่ถึงแม้จะเอ่ยว่ายอดฮิตแต่สีหน้านั้นกลับดูเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก
“แล้วมันคืออันใดกันเล่า” ฉางกวงจ้องมองยังทั้งสองด้วยแววตาที่เติมไปด้วยคำถามเช่นเดิม
“มันคือการละเล่นที่มีให้เลือกเล่นได้ 2 รูปแบบ ก็คือการควบแน่นอาวุธจากพลังปราณมาสู้กันกับสนามรบจำลองที่สู้กันด้วยกำลังคน”
ฉีหมิงเทาเอ่ยออกมาอย่างสั้น ๆ ซึ่งฉางกวงที่ตั้งใจฟังอยู่นั้นรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก
“การควบเเน่นอาวุธจากพลังปราณนั้นก็คือการที่พวกเจ้าแต่ละคนได้อุปกรณ์ปราณพิเศษที่สามารถแปลงพลังปราณของเเต่ละคนให้กลายเป็นอาวุธเหมันต์ชนิดต่าง ๆ ได้ ซึ่งมันจะไม่มีคมและความรู้สึกของมันเวลาที่โดนฟันจ้วงหรือแทงก็ราว ๆ โดนปาหิมะใส่
ส่วนสงครามจำลองก็คือการที่พวกเจ้าถ่ายเทพลังงานลงไปบนอุปกรณ์ปราณพิเศษอีกอันหนึ่งแล้วนำมาต่อกันจะเกิดภาพฉายสนามจำลองขึ้นมา ซึ่งพลังปราณของพวกเจ้าจะถูกแปลงเป็นแต้มยิ่งใส่พลังปราณมากแต้มก็จะมากเช่นเดียวกัน พวกเจ้าต้องนำแต้มเหล่านั้นไปเลือกทหารจำลองซึ่งมีประเภทต่างๆ มารบกัน”
ผู้ดูแลที่คอยต้อนรับเมื่อเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้จึงรีบมาเอ่ยอธิบายเพิ่มเติมให้ฉางกวงในทันที
“อย่างนี้นี่เอง” ฉางกวงพยักหน้าเข้าใจ
“ข้าก็เอ่ยเช่นนี้นี่แหละ” ฉีหมิงเทาพยักหน้าราวกับว่าเมื่อครู่ตนเองก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน
“เจ้าเล่นพูดซะรวบรัดตัดตอนขนาดนี้ แล้วข้าจะไปรู้เรื่องได้อย่างไรกันเล่า” ฉางกวงคิดในใจอย่างเงียบ ๆ พอหันไปเห็นจางฮั่นที่พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ ก็ทำให้ตัวเขารู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
“ในเมื่อเข้าใจกันเเล้วก็ลุยเลย เอาการควบรวมอาวุธนะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและมั่นใจ คิดว่าฉางกวงจะต้องเลือกควบรวมอาวุธอย่างเเน่นอน
“เจ้าป่าเถื่อนต้องเอาสงครามจำลองสิ หรือว่าเจ้ากลัวว่าจะแพ้ข้ากัน” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยุ
“ฮึ่ม เจ้าชนะข้าไปนับ 10 10 ครั้งเจ้ายังไม่พอใจอีกรึ แน่จริงก็มาสู้กันด้วยควบรวมอาวุธสิ ไม่งั้นข้าก็ไม่ยอมรับ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่พึงพอใจ
“งั้นเอาเป็นว่ารวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันเลยไหม” ฉางกวงเอ่ยเสนอออกมาด้วยดวงตาเปล่งประกาย
พอได้ยินสิ่งที่ฉางกวงเอ่ยออกมา จางฮั่น ฉีหมิงเทา และคนต้อนรับ ก็พากันนิ่งอึ้งเป็นไก่ไม้ ทั้งสามต่างมองฉางกวงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“อะแฮ่ม” ฉางกวงกระแอมไอ ก่อนที่จะเอ่ยความคิดของตนเองออกมา รูปแบบหลักก็ยังคือสงครามจำลองเช่นเดิม แต่มีกฏเพิ่มเติมเข้าไป ก็คือตัวผู้เล่นสามารถออกมาจากภาพฉายแล้วโจมตีอีกฝ่ายด้วยการควบรวมอาวุธเพื่อก่อกวนกันได้” ฉางกวงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ การที่เพิ่มวิธีการเช่นนี้เข้าไปต้องทำให้มันสนุกขึ้นอย่างแน่นอน
“ข้าเห็นด้วย หึ ๆ จางฮั่นรอบนี้เจ้าเตรียมตัวแพ้ไว้ได้เลย” ฉีหมิงเทาเมื่อได้ยินที่ฉางกวงเอ่ยมาก็หันไปมองจางฮั่นด้วยสายตาเปล่งประกาย
“ก็ดูน่าสนใจดี แต่มันจะทำได้จริงหรือเปล่า” จางฮั่นไม่ตอบโต้ฉีหมิงเทาแต่กลับหันไปมองยังคนต้อนรับอย่างสงสัย
“เอ่อ…เรื่องนี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอเวลาไปถามหัวหน้าของข้าสักครู่” คนดูแลที่คอยต้อนรับตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ก่อนจะวิ่งเข้าไปยังส่วนของผู้ดูแลหลักของซุ้มอย่างรวดเร็ว
ฉางกวง จางฮั่น และฉีหมิงเทา ทั้งสามที่เห็นเช่นนั้น ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา พากันยืนรอไปทั้งอย่างนั้น
หลังจากผ่านไปชั่วจิบชาหนึ่ง
คนที่คอยต้อนรับก็เดินกลับมาหาพวกฉางกวงโดยด้านหลังนั้นมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตามมาด้วย
“พวกเจ้าเป็นคนคิดขึ้นมางั้นรึ ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก” ยังไม่ทันที่พวกฉางกวงจะได้เอ่ยถามอันใด ชายวัยกลางคนที่ใส่ชุดของสำนักก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใช่แล้วขอรับ แล้วท่านคือผู้ดูแลซุ้มนี้ใช่ไหมขอรับ” ฉางกวงสังเกตเห็นถึงความไม่ธรรมดาของอีกฝ่าย
จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ถูกต้อง ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนคิดกฎนี้ขึ้นมา งั้นข้าจะให้รางวัลพวกเจ้าโดยที่ครั้งนี้ข้าจะไม่คิดเงินของพวกเจ้า” ชายวัยกลางคนเอ่ยพลางพยักหน้ายอมรับ
“เยี่ยมไปเลย” ฉีหมิงเทาเผลออุทานออกมาอย่างดีใจ
จะต้องรู้ก่อนว่าค่าเข้าเล่นของซุ้มนี้ก็คือเหรียญสำนักที่มีมูลค่า 50 เหรียญเงินซึ่งเทียบเท่ากับราคาของแกนผลึกอสูรขั้น 4 หนึ่งชิ้น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
โดยที่เหรียญเงิน 1 เหรียญของสำนักเหมันต์ประกายนั้นสามารถให้คนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่ได้หลายเดือนและสามารถทำให้ผู้ฝึกปราณทั่วไปใช้ชีวิตอยู่ได้เป็นอาทิตย์โดยไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝน
จากที่เอ่ยมาข้างต้น จึงเห็นได้ว่าค่าเข้าซุ้มแห่งนี้นั้นแพงมากขนาดไหน ถ้าได้รับการยกเว้นไปละก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
“ขอขอบคุณท่านมาก ว่าแต่ท่านมีอันใดอยากจะพูดกับพวกเราอีกรึเปล่าขอรับ” จางฮั่นเอ่ยพลางประสานมือขอบคุณราวกับบัณฑิตคงแก่เรียน
“คือว่า พวกเจ้าจะว่าอันใดไหมถ้าข้าอยากนำแนวคิดพวกเจ้าไปใช้งาน” ชายวัยกลางคนที่สวมชุดของสำนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามพลางสังเกตท่าทีของคนทั้งสาม
“ไม่มีปัญหาขอรับ” ทั้งสามตอบออกมาไล่เลี่ยกัน
“อืมดีมาก พวกเจ้าเข้าไปได้เลย” ชายวัยกลางคนโบกมือให้คนทั้งสามเข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าพึงพอใจ ปากยิ้มแก้มแทบปริ
พอได้ยินคนทั้งสามก็รีบเดินเข้าไปด้านในของซุ้มนี้ในทันที โดยมีคนต้อนรับคนเดิมคอยนำทางให้
“ถึงแล้ว พวกเจ้ามีเวลาแค่ 1 วันเท่านั้นนะ” คนต้อนรับพามาหยุดยังห้อง ๆ หนึ่งที่ดูค่อนข้างใหญ่
ฉางกวงที่พึ่งเคยเข้ามาก็มองไปยังประตูเลื่อนของห้องข้าง ๆ ที่มีเรียงกันนับ 10 10 บาน ด้วยสีหน้าประหลาดใจ นี่ดูราวกับโรงเตี๊ยมขนาดยักษ์เลย ไม่แปลกใจที่ทำไมซุ้มนี้จึงมีขนาดใหญ่กว่าซุ้มอื่น ๆ นับ 10 เท่า
“มา ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว มาตัดสินกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระหายการต่อสู้ก่อนที่จะเลื่อนเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงกับจางฮั่นที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบตามเข้าไปในทันที
“ฟึ่บ” พอเข้าไปในห้องเมื่อทั้งสามนำอุปกรณ์พิเศษออกมาถ่ายทอดพลังปราณออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะนำมาต่อกัน
“วิ้ง” วงโคจรของค่ายกลอันซับซ้อนที่สลักอยู่บนอุปกรณ์พิเศษพลันเปล่งประกายขึ้น
เกิดเป็นภาพฉายที่เเฝงไปด้วยศาสตร์ลวงตาครอบคลุมไปทั่วบริเวณห้อง ฉับพลันนั้นห้องทั้งห้องพลันหายไป กลายเป็นทุ่งหญ้าที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาพลันปรากฏขึ้นมา
ยินดีต้อนรับผู้เล่น สู่สงครามจำลอง ท่านได้รับแต้มทั้งหมด 40 แต้ม ท่านสามารถใช้แต้มแลกสิ่งต่าง ๆ ได้ในร้านค้า โดยโบกมือของท่าน
“สุดยอดไปเลย” ฉางกวงลองโบกมือดูในทันที แสงภาพฉายพลันโผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ทหารฝึกหัด 1 แต้ม
ทหารชำนาญการ 2 แต้ม
ทหารบัญชาการ 5 แต้ม
ผู้ฝึกตนขั้นห้า 15 แต้ม
...
“งั้นข้าเอากำแพง ป้อมบัญชาการ ทหารชำนาญการ 10 ตน ทหารบัญชาการ 1 คน…” ฉางกวงเอ่ยราวกับกระซิบกับภาพฉายจอแสงนั้น
“ครืน” ฉับพลันนั้นพลันมีกำแพงขนาดกลางปรากฏขึ้นมาพร้อมกับบ้านบัญชาการขนาดกลางปรากฏขึ้นมา ก่อนที่จะมีเหล่าทหารปรากฏขึ้นมา ซึ่งแต่ละคนนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ภาพฉาย แต่ความรู้สึกจากตัวอีกฝ่ายนั้นก็ดูราวกับเป็นทหารตัวเป็น ๆ มายืนอยู่เบื้องหน้าเลย
พอกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้น แต้มของฉางกวงที่แสดงอยู่บนภาพฉายก็ถูกหักออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลือ 0
“ฝากจัดการให้ข้าด้วย” ฉางกวงสั่งการทหารบัญชาการผ่านความคิดในทันที
“ทราบแล้วขอรับ” ผู้บัญชาการทหารยกมือทาบหน้าอกก่อนที่จะวิ่งออกไปจากห้องบัญชาการอย่างแข็งขัน
“ได้เวลาทำตามแผน” ฉางกวงมองออกไปนอกกำแพงด้วยแววตาเปล่งประกายราวกับว่ามองเห็นคนทั้งสองที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง