ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 99 : ว่าที่ผู้ฝึกตนขั้น 7
เมื่อฉางกวงมาถึงที่พักศิษย์สายนอกของตนก็อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตนเองก่อนที่จะนอนฟุบลงไปทั้งอย่างนั้นเลย
“เฮ้อ เช้าแล้วเหรอเนี่ย” ฉางกวงยืดเส้นยืดสายอย่างเอื่อยเฉื่อยก่อนที่จะลุกออกมาจากเตียงของตนเอง
ด้วยสีหน้ากระปี้กระเปร่า
“งั้นก็เริ่มเลยแล้วกัน” ฉางกวงมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีคนอยู่จึงนำแกนผลึกอสูรขั้น 6 ออกมาพลางตั้งสมาธิอย่างรวดเร็ว
“พรึ่บ” เปลวไฟเหมันต์ขนาดเล็กพลันโผล่ขึ้นมาบนมือของฉางกวงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะปกคลุมไปทั่วแกนผลึกอสูรในทันที
แกนผลึกอสูรเมื่อมันสัมผัสถูกกับเปลวไฟเหมันต์ จากที่มันดูแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าก้อนหินก็พลันอ่อนยวบลงในทันที ผิวด้านนอกของมันราวกับเป็นก้อนเต้าหู้ก่อนที่จะสลายไป พร้อมกับถูกเปลวไฟเหมันต์บนฝ่ามือของฉางกวงดูดซับเข้าไปภายในเสี้ยวอึดใจ
“ช่างรวดเร็วยิ่งนัก” ฉางกวงรู้สึกประหลาดใจกับตนเองอยู่เงียบ ๆ ถ้าเป็นตัวเขาก่อนหน้านี้ที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ละก็ การที่จะย่อยสลายแกนผลึกอสูรขั้น 6 นั้นจะต้องใช้เวลาครึ่งวันเป็นอย่างน้อย
แต่จากที่เขาสังเกตอยู่เมื่อครู่นี้ ถ้าเกิดว่ายังรักษาสภาพเช่นนี้เอาไว้ได้ละก็ เพียงหนึ่งชั่วยามก็น่าจะเสร็จสิ้นได้ พอคิดได้เช่นนั้นฉางกวงก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข
ถ้าเกิดว่าเขาบรรลุขั้น 7 ได้ละก็ ไม่อยากคิดเลยว่าเปลวไฟเหมันต์ที่เขาใช้ได้จะแข็งแกร่งขึ้นมาขนาดไหนกัน
ความต่างระหว่างขั้น 6 กับขั้น 7 นั้นถึงแม้ว่าจะดูห่างกันแค่ขั้นเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอบเขตขยายปราณกับเสถียรคงปราณนั้นไม่ได้ต่างกันเพียงแค่ปริมาณพลังปราณเท่านั้น แม้แต่คุณภาพของพลังปราณนั้นก็ราวกับนำภาพฉายมาเทียบกับของจริงก็ไม่ปาน
เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้น 7 ใช้พลังปราณออกไปอย่างส่ง ๆ ต่อให้จะมีผู้ฝึกตนขั้น 6 นับ 10 ก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ได้เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนเสมือนขั้น 7 ลงมือต่อกร ก็ทำได้เพียงเเค่ฝืนต้านทานเอาไว้เท่านั้น
“ข้าเองก็จะต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้น 7 ให้จงได้ และจะต้องบรรลุให้มากกว่านั้นขึ้นไปอีก” ฉางกวงกำหมัดตนเองอย่างรุนแรง ถ้าแค่เพียงบรรลุขั้น 7 ก็ยังทำไม่ได้ละก็ อย่าได้หวังว่าจะไปเจอท่านพ่อกับท่านแม่ได้เลย เกรงว่าเพียงแค่ไปเจอรองเจ้าสำนักทวนธาราซ่งหมิงเทาเข้าละก็ ตัวเขาจะกลายเป็นเนื้อบดไปเสียก่อน
ในขณะที่ฉางกวงกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดนั้น เปลวไฟเหมันต์ในร่างของฉางกวงก็ดูดซับแกนผลึกอสูรเข้าไปราวกับหลุมดำไร้ก้น ก่อนที่จะปลดปล่อยพลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ออกมา
“ไม่ได้ข้าจะวอกแวกไม่ได้” ฉางกวงตั้งสมาธิตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เมล็ดแตงโมทั้ง 3 ของฉางกวงจะดูดซับราวกับฟองน้ำ แต่ด้วยพลังปราณเหมันต์นี้บริสุทธิ์เป็นอย่างมากสำหรับผู้ฝึกตนขั้น 6 จึงทำให้กว่าฉางกวงจะดูดซับได้หมด ก็ปาไปราว ๆ หนึ่งชั่วยาม
เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นฉางกวงก็พลันลืมตาขึ้นมาในทันที
“อืม ผลลัพธ์ดีตามที่คาดเอาไว้” ฉางกวงลุกยืนขึ้นมาในทันที สีหน้าพลันปรากฎรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
พลังปราณในขั้น 6 ของเขาในตอนนี้นับว่าเป็นขั้น 6 อย่างเต็มตัวแล้ว ก่อนหน้านี้นั้นถึงแม้ว่าพลังปราณขนาดเท่ากับเมล็ดแตงโมจะถูกควบรวมขึ้นมาได้ แต่มันก็ยังมีรอยขนาดเล็กที่ยังเชื่อมต่อกันไม่สนิทหลงเหลืออยู่ ด้วยฉางกวงบรรลุขั้นได้ในช่วงที่ไม่ปกติจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
ซึ่งรอยเชื่อมที่กล่าวมาข้างต้นนี้มันอาจจะส่งผลไม่ชัดเจนมากนัก แต่ถ้าเกิดฉางกวงโคจรพลังปราณมาก ๆ เข้าโดยไม่แก้ไขมันละก็ พลังปราณอันนี้ก็อาจแตกสลายส่งผลให้พลังตีกลับ เกิดการบาดเจ็บสาหัสขึ้นมาได้ แต่ ณ ตอนนี้ที่ฉางกวงสามารถทำให้มันเสถียรขึ้นมาได้นั้น รอยนั้นจึงหายไปทำให้ปัญหาทั้งหมดก็พลันไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
“นอกจากนี้ข้ายังสัมผัสได้ถึงสายใยบาง ๆ ที่ก้อนพลังปราณทั้ง 3 ส่งถึงกันอีกด้วย” แววตาของฉางกวงเปล่งประกายระยิบระยับ
การที่จะบรรลุขั้น 7 ได้นั้นคือต้องนำก้อนพลังปราณทั้ง 3 รวมกันเป็นอันเดียว
การที่ก้อนพลังปราณทั้ง 3 มีเส้นใยส่งถึงกันนั้น ก็หมายถึงสัณญาณเริ่มต้นของการหลอมรวมกันแล้ว นั่นคือสัณญาณการเป็นว่าที่ผู้ฝึกตนขั้น 7
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฉางกวงจึงมีความสุขเป็นอย่างมากในตอนนี้
“อืม ถ้าได้รับโอกาสดี ๆ มาละก็” ฉางกวงนึกไปถึงหยาดเหมันต์พิรุณที่เดิมพันไว้กับไฉฟู่หลิน
ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมาในทันที เจ้าไฉฟู่หลินนี่ช่างเป็นคนดียิ่งนัก
อยากให้ถึงวันถัดไปเร็ว ๆ เสียจริง
ในขณะเดียวกันนั้นในอีกสถานที่แห่งหนึ่ง
“ฮัดเช้ย ทำไมอยู่ดี ๆข้าก็จามขึ้นมา หรือว่ากำลังมีผู้ใดเอ่ยถึงข้าอยู่” ไฉฟู่หลินขมวดคิ้วขึ้นมาเพียงชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะไม่สนใจอีก พลันหันไปพูดคุยกับสาว ๆ ต่ออย่างรวดเร็ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงวันที่นัดหมายการประลองกันไว้
“ถ้าเจ้านั่นไม่มา ข้าจะเอ่ยอย่างไรดี” ไฉฟู่หลินครุ่นคิดอยู่ในใจอย่างว้าวุ่น
ด้วยตัวเขาเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้น 5 สุดยอดที่ใกล้จะบรรลุครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 แล้ว
เพียงแค่ศิษย์สายนอกคนนึงที่พึ่งเข้ามาใหม่นั้นถึงแม้ว่าจะเก่งกาจเพียงใดก็คงจะบรรลุได้อย่างมากก็เพียงแค่ขั้น 4 เท่านั้น จึงไม่แปลกที่ทำไมไฉฟู่หลินถึงคิดว่าฉางกวงอาจจะหลบหนีไปแล้ว ไม่กล้าขึ้นมาประลอง
“เจ้ามาช้าเสียจริง นอนไม่หลับหรืออย่างไรกัน” เสียง ๆ หนึ่งพลันเอ่ยออกมาจากบนเวทีการประลอง
“นี่มัน” ไฉฟู่หลินหันไปมองตามต้นเสียงในทันที แต่เนื่องด้วยเวทีมีผู้คนยืนล้อมไว้อยู่เยอะเกินไปจึงทำให้ไฉฟู่หลินต้องเดินผ่านฝูงชนไปก่อนจึงจะเห็นข้างบนเวทีประลองได้
“ผู้คนช่างครื้นเครงกันยิ่งนัก ข้าชักจะประหม่าเสียแล้วสิ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตรงกันข้ามกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง น้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง
“ประหม่ากับบิดาเจ้าน่ะสิ แถมมาว่าข้านอนไม่หลับอีกแล้วรอยตาดำคล้ำบนขอบตาของเจ้าคืออันใดกัน ไม่ใช่ว่าเป็นตัวเจ้าเองหรอกรึ”
ไฉฟู่หลินสะกดความหงุดหงิดไว้ในใจก่อนที่จะเดินขึ้นมาบนเวที
เมื่อคนทั้งสองขึ้นมาบนเวที ค่ายกลขนาดยักษ์ก็ถูกกางขึ้นบนลานประลองในทันที ก่อนที่ม่านแสงจะปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณของสนามประลอง ระหว่างนั้นพลันมีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นมา
“ผู้เข้าประลองฉางกวงและผู้เข้าประลองไฉฟู่หลินเข้าประจำที่แล้ว ได้โปรดรอสัณญาณการประลองด้วย
การประลองจะเริ่มขึ้นใน 3 …2…1 เริ่มได้”
เมื่อสิ้นเสียงการประลอง ไฉฟู่หลินก็โคจรพลังปราณขั้น 5 สุดยอดของตนออกมาในทันที
“ครืน” แรงกดดันที่มองไม่เห็นพลันกระจายไปทั่วบริเวณเวทีประลอง อำนาจของแรงกดดันนี้
มากพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนขั้น 4 ทุกคนคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ไม่อาจต้านทานได้
“ยังอ่อนไป” ฉางกวงยืนอยู่ที่เดิมอย่างสบาย ๆ ก่อนที่พลังปราณขั้น 5 จะปรากฏขึ้นมาล้อมรอบตัวเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว คอยต้านทานอำนาจกดดันนั้นเอาไว้
“นี่มันอันใดกัน เขาพึ่งเข้าร่วมสำนักได้ไม่นานไม่ใช่รึ ทำไมจึงบรรลุขั้น 5 แล้วล่ะ”
“ข้าก็ไม่แน่ใจ หรือว่าเขาจะปิดบังระดับพลังปราณเอาไว้”
“ข้าเห็นด้วย มักมีพวกชอบเก็บงำพลังฝึกตนเอาไว้ เพื่อทำเท่ต่อหน้าสาว ๆ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก”
“ถึงแม้จะเป็นดังเช่นที่พวกเจ้าว่ามา แต่เจ้าเด็กนี่มันก็ปีศาจชัด ๆ บรรลุขั้น 5 ได้เพียงอายุไม่ถึง 20 เกรงว่านี่จะต้องเป็นอัจฉริยะในรอบ 100 ปีเป็นแน่”
“หึ ขั้น 5 แล้วอย่างไร จะสู้กับไฉฟู่หลินที่บรรลุขั้น 5 นานแล้วได้รึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”
คนที่มามุงอยู่คุยกันอย่างเซ็งแซ่ โดยคนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในตัวฉางกวงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ตาข้าบ้าง” ฉางกวงง้างหมัดออกมาก่อนที่จะรวบรวมพลังปราณไปไว้ที่หมัดแล้วจึงชกออกไปในทันที
“ครืน” ลมอันน่ากลัวพลันปะทุขึ้นทำให้ไฉฟู่หลินขนลุกซู่ไปทั้งตัว ร่างกายพลันสั่นสะท้านตามสัญชาตญาณ
“ฮึ่ม” ไฉฟู่หลินกระโดดตัวเบี่ยงหลบหมัดของฉางกวงในเสี้ยวอึดใจสุดท้าย ก่อนที่หมัดนั้นจะชกไปยังจุดที่ไฉฟู่หลินพึ่งยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ด้วยพลังหมัดของฉางกวงที่ถึงแม้ว่าจะมีพลังปราณเพียงแค่ขั้น 5 แต่มันก็แฝงไปด้วยพลังกายอสูรที่มาจากแกนผลึกอสูรจำนวนมหาศาล จึงทำให้มันสามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนขั้น 5 ทุกคนได้ในชั่วพริบตา ถ้าเกิดว่าไฉฟู่หลินไม่หลบละก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างเเน่นอน