คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 427 วงเวทกางเสร็จสิ้น
รอจินเฟยเหยาออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง หวาหวั่นซีก็บอกนางว่า ราชันพั่วเทียนส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงมา เขาตกลงแล้วและยังบอกว่ายินดีต้อนรับการมาของจินเฟยเหยา
“ฉวยโอกาสที่เกียร์ว่าง พวกเรารวมพลไปกางวงเวททันที ข้าได้วงเวทที่ดูเหมือนร้ายกาจมาจากพี่กระจกอันหนึ่ง เริ่มกางจากชั้นใต้ดินก่อน” จินเฟยเหยาย้ายตำแหน่งการรับรู้ภายในร่างข ของหวาหวั่นซีและส่งวิธีการกางวงเวทให้นาง
จากนั้นเรียกราชันอี้ถู่มา จินเฟยเหยาบอกข่าวดีเทียมฟ้าเรื่องเมืองซั่นเหรินของเขาจะมีวงเวทที่ร้ายกาจอันหนึ่ง รับรองได้ว่าที่นี่จะมีการป้องกันอันแข็งแกร่ง รับประกันว่าจะไม่ถ ถูกโจมตีแตกพ่ายง่ายๆ
ราชันอี้ถู่คิดว่าได้วงเวทอันหนึ่ง ถ้าถูกคนโจมตีก็คงต้านทานไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีมากนัก อย่างน้อยที่สุดยังมีเวลาหลบหนี เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าวงเวทอันเดียวจะสามารถต้านทาน นกองทัพเผ่าปิศาจได้หรือ เขาถอนหายใจยาวแล้วเริ่มร่วมมือกับพวกนางกางวงเวท ถึงเวลาก็เห็นประสิทธิภาพเอง
มีจินเฟยเหยาหลอมแร่ หวาหวั่นซีชี้แนะเผ่าพิภพให้ขุดอุโมงค์เล็กละเอียดแต่ละสายตามลวดลายวงเวท เช่นนี้จึงสามารถซ่อนเร้นวงเวทและไม่ให้คนเหยียบลงบนวงเวทโดยตรงได้ เนื่องจาก เป็นวงเวทไม่ใช่อุโมงค์ให้คนเดินผ่าน ดังนั้นเผ่าพิภพจึงกลายเป็นหนูหลังทองขนาดเท่าฝ่ามือ ขุดอุโมงค์ใต้ดินกว้างกำปั้นเดียวออกมา
จินเฟยเหยาหลอมแร่อยู่ที่นี่กลับต้องร่วมมือกับหวาหวั่นซี พี่กระจกใช้แร่แทบทุกชนิด บางแห่งใช้แร่ไม่กี่ชนิดผสมกัน บางแห่งกลับต้องใช้แร่หลายสิบชนิดหลอมรวมกัน นางเห็นหวาหว วั่นซีขุดสถานที่ใดก็หลอมแร่ของสถานที่นั้นออกมา
เห็นนางเรียกไฟนรกออกมาโดยตรง รอบด้านเป็นแร่กองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ แร่จำนวนมากถูกนางใส่ลงในไฟนรกและหลอมให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นนางก็ชูแร่ในรูปของเหลวขึ้นสูงอย่างเริงร่า า วิ่งไปหน้าอุโมงค์ใต้ดินเล็กๆ ที่ขุดเสร็จและเทแร่ในรูปของเหลวเข้าไป รอจนพวกมันกรอกอุโมงค์ใต้ดินทั้งสายจนเต็ม นางจึงกลับไปหลอมแร่อื่นๆ อีก
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เผ่าพิภพขั้นสร้างฐานทั้งหมดจึงถูกเรียกตัวมาให้พวกเขาแบ่งกันหลอมแร่คนละชนิด ขุดอุโมงค์ใต้ดินเสร็จสายหนึ่ง หวาหวั่นซีก็ไปเลือกแร่ผสมเข้าด้วยกันและเทลง งในอุโมงค์
พอทำแบบนี้ความเร็วก็เริ่มเพิ่มขึ้น วงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ที่ซ่อนอยู่ใต้ดินกำลังสร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว
บอกว่าสร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว ที่จริงสร้างวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ทั้งหมดใช้เวลาถึงหนึ่งปีสามเดือนเต็มๆ โดยเฉพาะวงเวทที่สร้างชั้นบน คิดจะไม่ให้ทั้งสามเผ่าที่แอบดูรอบด้ านพบเห็น ต้องทำงานกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ
ราชันพั่วเทียนเร่งเร้ามาหลายครั้ง ถึงการทำให้พลังเสถียรต้องใช้เวลา แต่มารายงานตัวก่อนแล้วค่อยทำให้พลังเสถียรก็ได้ ไม่ได้ให้เจ้ามาลงสนามรบทันทีเสียหน่อย ทว่าจินเฟยเหยาใช้ข้อ ออ้างต่างๆ นานามาบ่ายเบี่ยง สุดท้ายขาดแต่บอกว่าตนเองเป็นตาปลา เท้าเดินเหินไม่สะดวก
ราชันพั่วเทียนรอจนหมดความอดทนอยู่บ้าง วันนั้นหากมิใช่เพราะยันต์ถ่ายทอดเสียงของครึ่งปิศาจคนนี้มาเร็วกว่าราชันเหวินนิดเดียว เขาคงเชื่อคำพูดของราชันเหวินไปโจมตีเมืองซั่นเ เหรินแล้ว ทว่าเขาได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงก่อน จึงตัดสินใจรับจินเฟยเหยาเข้ามาโดยไม่สนใจคำคัดค้านของราชันเหวิน สาเหตุเรียบง่ายยิ่ง ใครจะไม่อยากมีกำลังรบขั้นแปลงจิตใต้บังคั บบัญชาเพิ่มขึ้น สำหรับเผ่าพิภพพวกนั้น ไม่มีแม้แต่ขั้นกำเนิดใหม่สักคน ไม่มีความน่าเกรงขามเลยสักนิด
ถึงเผ่าปิศาจจะรักกันดี ทว่าการเพิกเฉยต่อเผ่าพิภพถึงขั้นนี้ เผ่าพันธุ์ที่แม้แต่นั่งมองพวกเขาก็ต้องใช้สายตาดูแคลน ถ้าไม่มีคนที่เข้าขั้นปรากฏตัวขึ้นก็จะไม่ได้รับความเคารพที่ส สมควรได้รับ
ราชันเหวินแค้นจนกัดฟันกรอดๆ ทำไมจินเฟยเหยาจึงเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้ ถึงกับส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงมาทำลายแผนการของตนเองทันที ราชันพั่วเทียนไม่สนใจคำพูดที่เขาเสนอว่าครึ่งปิศา าจไม่ถือว่าเป็นปิศาจแต่เป็นเผ่ามนุษย์ตัวอันตรายเลยสักนิด คนที่เป็นเผ่าปิศาจโดยกำเนิดและครอบครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ในเผ่าพันธุ์ของตนเองแบบนี้มักจะมีความเชื่อมั่นอย่างผิดๆ
อีกทั้งราชันพั่วเทียนยังใช้คำพูดแบบผู้อาวุโสกว่าพูดกับเขาอย่างจริงใจ “ครึ่งปิศาจก็คือปิศาจ ถึงอย่างไรเผ่าปิศาจในตอนนั้นก็ขโมยและปลดปล่อยวิญญาณจริงสัตว์เทพ สิ่งที่ต้องการค คือครึ่งปิศาจมาเข้ากับพวกเรา ตอนนี้ไม่ต้องใช้การนิรโทษกรรม ครึ่งปิศาจก็มาสวามิภักดิ์ต่อข้า ทำไมต้องผลักไสออกไปด้วย ในเมื่อไม่ยอมรับครึ่งปิศาจตอนนั้นไยต้องเสี่ยงอันตรายล่วงเกินผ ผู้ยิ่งใหญ่กระทำเรื่องเช่นนี้ เจ้ามิใช่ไม่รู้ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล”
คนที่พวกเขาพูดถึงคือพี่กระจกที่อยู่ว่างจนเบื่อหน่าย แค่แพ้พนันแต่ไม่ยอมรับจึงลงมาเก็บวิญญาณจริงไป การขึ้นโลกระดับเทพไม่ได้และสัตว์ปิศาจในโลกระดับเทพเลื่อนขั้นไม่ได้ทำให ห้พวกเขาเสียหายย่อยยับ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งรักษาสมดุลอำนาจไม่ได้ เดิมทีก็สู้กันมาเกือบเจ็ดสิบปีแล้วยังมาพูดเรื่องสมดุลและการควบคุมระหว่างกันอะไรอีก
ถ้าจินเฟยเหยาบอกเรื่องที่ตนเองจะทำต่อไปกับพวกเขาอย่างชัดเจน เกรงว่าเผ่าปิศาจคงส่งกองทัพนับหมื่นนายคุ้มครองส่งและเบิกเส้นทางให้นางตลอดทาง อาจจะถูกจัดเป็นแขกระดับสูง ต้อน นรับนางให้กินดีอยู่ดี และแบกหามนางไปเปิดวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้น
นางเคยมีความคิดแบบนี้ แต่พี่กระจกกลับคัดค้านอย่างยิ่ง บอกว่าแบบนั้นเผ่าปิศาจจะไม่รู้สึกประหลาดใจและคาดหวัง ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปเปิดแบบนี้ สุดท้ายสัตว์ปิศาจขั้นเก้าพวกนั้นก็จะ ะตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวใดๆ มีเคราะห์สายฟ้ามากะทันหัน ถึงเวลาท่าทางมือไม้ปั่นป่วนของพวกเขาต้องน่าสนุกมากแน่ ถ้ามีสัตว์ปิศาจกำลังผสมพันธุ์พอดีก็จะยิ่งสนุกมากขึ น
จินเฟยเหยาเพิ่งเคยเจอคนที่มีงานอดิเรกแย่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก จุดประสงค์ในการมีชีวิตอยู่ของคนผู้นี้ก็เพื่อนำคนอื่นมาเล่นสนุกเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่นางเกิดความสงสัยต่อกา ารเหาะขึ้นสวรรค์ อายุขัยเสมอฟ้าดิน และสถานที่ซึ่งผู้บำเพ็ญเซียนล้วนปรารถนาให้ได้มาชั่วชีวิต คงไม่ใช่มีแต่คนวิปลาสหรอกนะ
วันนี้ ขุดอุโมงค์ใต้ดินสายสุดท้ายเสร็จ แร่ในรูปของเหลวก็เทลงในนั้น ถือว่าวาดวงเวทใหญ่ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ได้ยินพี่กระจกบอกว่า ปกติวงเวทใหญ่อันนี้จะดูดซับปราณวิญญาณแ แห่งฟ้าดินมาคงสภาพเอง ไม่ต้องใส่ศิลาวิญญาณเพิ่มเป็นพิเศษ ทว่าในเมืองซั่นเหรินที่อยู่ใต้ดินกลับมีแท่นสี่เหลี่ยมอันหนึ่ง บนนั้นตั้งเสากลมสูงถึงสี่จั้งสามต้น บนนั้นเต็มไปด้วยล ลวดลายวงเวท จินเฟยเหยาค่อยๆ วาดตามแผนภาพที่พี่กระจกมอบให้ทีละนิดอย่างระมัดระวัง
กลางแท่นสี่เหลี่ยมมีสระน้ำแห่งหนึ่ง บอกว่าเป็นสระ ที่จริงถือได้ว่าเป็นหม้อขนาดใหญ่ใบหนึ่ง เมื่อเผชิญการตอบโต้ก็เทศิลาวิญญาณลงด้านใน ไม่ว่าจะเป็นศิลาวิญญาณชั้นใดก็โยนใส่ เข้าไปได้ ยิ่งเป็นศิลาวิญญาณชั้นสูงก็ยิ่งดี
จินเฟยเหยายืนอยู่ข้างสระน้ำไม่ได้พูดปลุกใจคนแม้แต่คำเดียว ทว่าถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไปโดยตรง เสียงดังวิ้งๆ เสากลมสามต้นสว่างขึ้นในพริบตา วงเวทบนนั้นส่องแสงกระพริบ ม่านแส สงสีขาวจางๆ อันหนึ่งปรากฏขึ้นภายนอก
“ดียิ่งนัก วงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ไม่มีปัญหา ใช้ได้” จินเฟยเหยาเห็นม่านแสงปรากฏขึ้นก็หัวเราะฮ่าๆ ครั้งนี้สามารถจากไปอย่างวางใจได้แล้ว
จากนั้นนางก็โบกมือและตะโกนลั่น “วันนี้ให้ทั้งเมืองกินเลี้ยงเนื้อย่าง ข้อหนึ่งคือเฉลิมฉลองวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่สร้างเสร็จสมบูรณ์ อีกข้อหนึ่งคือเพื่ออำลา ข้าจะจากไป ปแล้ว”
สิ้นเสียงหวาหวั่นซีที่อยู่ด้านข้างก็ด่าทออย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าบ้าหรือเปล่า งานเลี้ยงเนื้อย่างคนสองล้านคน จะไปเอาเนื้อมาจากที่ใด ทำให้ตนเองมีหน้ามีตาโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น”
“ข้าเห็นพวกเขานำเสบียงมาเองจึงคิดจะเพิ่มให้สักหน่อย ทั้งหมดผักมากเนื้อน้อย” จินเฟยเหยาแก้ตัว ที่จริงนางคิดจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตนเองได้รับความนิยมมากเพียงใด
ทว่าเรื่องที่ไม่จำเป็นแบบนี้กลับถูกหวาหวั่นซีตอบปฏิเสธ “ตอนนี้ต่างคนต่างกิน ไม่ใช่ยุคข้าวหม้อใหญ่แบบในอดีตตั้งนานแล้ว เจ้าอย่าทำเรื่องไร้ความหมาย จากไปเงียบๆ จะดีกว่า”
“เจ้าก็พูดง่าย ข้าย่อมต้องให้เผ่าปิศาจกระทั่งเผ่ามารและเผ่ามนุษย์รู้ว่า ข้ากำลังจะไปจากเมืองซั่นเหรินแล้ว ถ้าจะหาคนไปบอกราชันพั่วเทียน เจ้าก็เล่นเองเถอะ ข้าจะไปก่อน ข ข้ายังไม่โง่งมขนาดนั้น” จินเฟยเหยาเบ้ปากเอ่ยอธิบาย
นางอยากให้เผ่าปิศาจรู้ว่าตนเองจะจากไปแล้วเป็นฝ่ายมาหาเรื่องก่อน จากนั้นนางค่อยล้มล้างราชันอี้ถู่ แสร้งทำเป็นปล้นชิงสิ่งของในท้องพระคลัง สุดท้ายจึงหลบหนีไป การแสดงละครฉากหนึ งแบบนี้ก็เพื่อบอกทุกคนว่านางจากไปแล้ว ท้องพระคลังว่างเปล่า เผ่าพิภพได้รับความตื่นตระหนก ดังนั้นจึงใช้วงเวทต้านทานคนที่เข้ามาใกล้
เพื่อปกป้องบรรณาการในแต่ละปีของตนเอง เรียกได้ว่านางเค้นสมองครุ่นคิด ทั้งยังวางแผนจะลากหวาหวั่นซีขึ้นแสดงด้วย เพื่อทำให้สมจริงหน่อย ดังนั้นถึงไม่ใช่งานเลี้ยงเนื้อย่างคนทั้ งเมืองจำนวนสองล้านคนก็ต้องเสแสร้งแกล้งทำสักหน่อย ให้คนรวบรวมข้อมูลข่าวสารนำข่าวเท็จกลับไป
บอกว่าเป็นงานเลี้ยงเนื้อย่าง สุดท้ายมีจินเฟยเหยานั่งรับประทานอยู่ในเมืองคนเดียว เผ่าพิภพที่ร่วมรับประทานเนื้อย่างรอบด้านต่างอกสั่นขวัญแขวน ค่อยๆ เคี้ยวเนื้อในมือและกลืนช้ าๆ ทุกคนกลายเป็นชนชั้นสูงผู้งามสง่า ไม่มีผู้ใดกล้าดื่มกินคำโตๆ กลับแสร้งทำท่าทางเบิกบานและแสดงได้สมจริง
เป็นดังที่คาดไว้ เผ่าปิศาจส่งคนมาจับตาดูที่นี่ทั้งวันและแจ้งเรื่องนี้ต่อเบื้องบนทันที ราชันเหวินตบเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืน “ราชันพั่วเทียน ท่านถูกหลอกแล้ว นางต้องคิดจะแอบหน นีไปแน่ คำพูดที่บอกท่านทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็เพื่อจัดการท่านและถ่วงเวลาเท่านั้น ถึงอย่างไรก็เพิ่งบรรลุขั้นแปลงจิต ห้วงการรับรู้ภายในร่างยังสับสน จำเป็นต้องใช้เวลา”
“เจ้าส่งคนไปดูหน่อย ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็ยึดเมืองซั่นเหรินทันที ทางฝั่งเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ตอนนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างไร มีคนปรากฏตัวขึ้นรอบเมืองซั่นเหรินหรือไม่?” ราชันพั วเทียนค่อนข้างใส่ใจความเคลื่อนไหวของเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ เกรงว่าถ้าตนเองส่งคนไปจะถูกเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ตัดหน้าไปก่อน
ตอนนี้การสู้รบดำเนินมาจนถึงขั้นนี้เป็นบทส่งท้าย โลกวิญญาณจำนวนมากหยุดสู้รบแล้ว ที่ดีหน่อยก็ยังรักษาขอบเขตอำนาจในอดีตไว้ได้ ที่แย่หน่อยก็เปลี่ยนเผ่ามาควบคุมดูแล ส่วนโล ลกวิญญาณจ้งถู่ ทั้งสามเผ่าที่มาจากภายนอกสู้รบเสมอกัน ตอนนี้แต่ละคนต่างค้นหาโอกาสลงมือก่อน คนหนึ่งลงมือแต่ละคนก็จะลงมือ
เวลานี้ลูกน้องคนหนึ่งของราชันพั่วเทียนรายงานว่า “เผ่ามารไม่มีความเคลื่อนไหว บางครั้งจะมีคนสอดแนมปรากฏตัวขึ้นรอบเมืองซั่นเหริน นี่เป็นการตรวจสอบตามปกติ ทว่าเผ่ามนุษย์กลับแต ตกต่างออกไป ดูเหมือนค่อนข้างสนใจเมืองซั่นเหริน ในบรรดานั้นอีกฝ่ายมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตช่วงต้นคนหนึ่ง มักจะปรากฏตัวขึ้นรอบเมืองซั่นเหริน ข้าสงสัยว่าเผ่ามนุษย์จะหม มายตามัน”
“ราชันเหวิน เจ้าพาคนไปดูสถานการณ์ อย่าหุนหันลงมือ” ราชันพั่วเทียนสั่งการอย่างน่าเกรงขาม
ที่จริงเขาและราชันเหวินเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นเดียวกัน เพียงแต่พลังบำเพ็ญเพียรของเขาอยู่ที่ขั้นกลาง ทว่าห่างกันไม่มากนัก แต่กลับถือว่าตนเองคือลูกพี่ของที่นี่ เรียกใช้รา าชันเหวินไปมา ทำให้ตัวราชันเหวินเองไม่พอใจเขาอยู่บ้าง
ตอนนี้ฉากหน้าราชันเหวินตกปากรับคำ พอเดินออกนอกประตูก็โยนคำพูดของราชันพั่วเทียนทิ้งไว้นอกสมองทันที ไม่ลงมือหรือ? เด็กน้อยเอ๊ย!