คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 428 ฝีมือหลอกลวงขั้นสูง
เมื่อราชันเหวินพาเผ่าปิศาจกลุ่มใหญ่รุดมาถึงเมืองซั่นเหรินอย่างเกรียงไกรและเห็นในเมืองกำลังกินเนื้ออย่างครึกครื้นจริงๆ ทว่าไม่เห็นจินเฟยเหยาอยู่ในฝูงชน
ในบ้านแห่งหนึ่ง จินเฟยเหยามองราชันอี้ถู่กับบุตรชายขั้นหลอมรวมหลายคนของเขาพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พวกเจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง ตอนนี้คนของเผ่าปิศาจอยู่ข้างนอก”
“เตรียมพร้อมแล้ว” ราชันอี้ถู่และบรรดาบุตรชายพยักหน้าพร้อมกัน ตวาดอย่างทรงอำนาจ ถึงพวกเขาคิดจะบอกว่ายังเตรียมตัวไม่พร้อม แบบนี้อันตรายและไม่น่าเชื่อถือมากเกินไป ทว่ามองดูจินเฟย ยเหยาที่ตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยคำพูดนี้ออกมา
“เช่นนั้นตอนนี้ก็ทำตามแผนการที่ตกลงไว้” จินเฟยเหยาเกี่ยวก้อยกับอี้ถู่ “เจ้ามาก่อน อีกสักครู่ต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว ต้องแสดงให้สมจริงหน่อย”
อี้ถู่เดินไปข้างหน้าอย่างลังเลด้วยสีหน้าขมขื่น บางครั้งยังใช้สายตาห้าวหาญเปี่ยมคุณธรรมหันกลับมามองดูบรรดาบุตรชาย ทันใดนั้น เขาก็นึกเรื่องหนึ่งได้จึงรีบมาบอกจินเฟยเหยา “ใต้ เท้าจิน ให้ข้าส่งต่อตำแหน่งราชันก่อนได้หรือไม่ ถ้าข้ามีอันเป็นไป เมืองซั่นเหรินจะไม่มีใครเป็นราชัน”
“เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้าลงมือเบาๆ ใครคิดจะอัดเจ้าให้ตาย” จินเฟยเหยาฉุดลากอย่างหมดความอดทน ดึงเขามา ราชันอี้ถู่รีบเพิ่มปราณปิศาจบนร่าง จากนั้นเห็นหมัดของจินเฟยเหยาต่อยใบหน้า าของเขา
“ไอ้หยา! ใต้เท้าจิน อย่าต่อยหน้า!” เขากุมใบหน้าร่ำร้อง ตาซ้ายเขียวเป็นวงในพริบตาและบวมราวกับผลท้อขนาดใหญ่
จินเฟยเหยาไม่หยุดมือ ปากกลับเอ่ยว่า “เจ้านี่จริงๆ เลย ไม่ต่อยหน้า จะดูออกได้อย่างไรว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ให้ต่อยบนลำตัวนี่เจ้าอยากตายหรือ มาอีกสองหมัดก็พอ อดทนไว้! !”
ราชันอี้ถู่ถูกจินเฟยเหยาต่อยไม่กี่หมัดก็จมูกช้ำหน้าบวม หัวใหญ่ขึ้นสองเท่ากว่า ได้แต่แยกแยะจากเสื้อผ้าว่าเขาเป็นใคร บรรดาบุตรชายของเขาแต่ละคนกำหมัดแน่นรู้สึกว่าเหลวไหล ลสิ้นดี แต่ก็จำต้องเชื่อฟังนาง ชั่วขณะ ความคิดจะทำให้พลังบำเพ็ญเพียรสูงยิ่งขึ้นเพื่อควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้ปรากฏขึ้นในใจของพวกเขาอย่างแรงกล้า
หากมิใช่เพราะตนเองมีพลังบำเพ็ญเพียรต่ำต้อย ไยต้องให้คนมาคุ้มครอง ต้องหวาดกลัวผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ทุกเรื่อง ไม่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด ในสายตาของพวกเขาเผ่าพิภพล้วนเป็นเพียง เผ่าเล็กๆ ชั้นต่ำ สิ่งที่เกินไปคือบางครั้งถือว่าพวกเขาเป็นสัตว์ปิศาจไม่ใช่เผ่าปิศาจ มีเพียงตนเองแข็งแกร่งขึ้นมาพวกเขาจึงก้มศีรษะอันหยิ่งยโสและเรียกว่าท่านอย่างเคารพนบนอบ
จินเฟยเหยาไม่รู้ว่าแผนการแย่ๆ ของนางกระตุ้นให้องค์ชายทั้งหลายเกิดแรงบันดาลใจและปรารถนาอยากได้ความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อกำปั้นย้ายจากร่างของบิดาชรามาที่ตัวของพวกเขา แต่ล ละหมัดกำลังต่อยความคิดเกียจคร้านของพวกเขาให้แตกกระจาย ใช่ พึ่งพาคนอื่นมามากพอแล้ว พึ่งพาตนเองจะดีกว่าต่อไปจะได้ไม่ต้องทนรับท่าทีเช่นนี้อีก
ต่อยพวกเขาทุกคนจนจมูกช้ำหน้าบวม จินเฟยเหยาจึงหยุดมือแล้วตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ตรงไหนบวมช้ำไม่พอก็เพิ่มอีกหลายหมัดจนกระทั่งนางพอใจจึงปัดๆ มือเอ่ยว่า “เอาละราชัน ต ตอนนี้เจ้าออกไปได้แล้ว”
“อ้อ” ราชันอี้ถู่กุมศีรษะบวมช้ำกำลังคิดจะเดินออกไปก็ถูกจินเฟยเหยาขวางไว้ เขามองจินเฟยเหยาอย่างไม่เข้าใจ ออกไปได้แล้วมิใช่หรือ หรือรู้สึกว่ามีบางแห่งยังต่อยไม่พอ?
คิดไม่ถึงจินเฟยเหยากลับบอกว่า “เจ้าเดินออกไปแบบนี้ไม่มีมาดเลย ข้าคิดว่าเหาะออกไปดีกว่า ใช้พลังปิศาจคุ้มครองกายหน่อย ข้าจะส่งเจ้าออกไป”
“เดี๋ยวก่อน!” ตอนแรกราชันอี้ถู่ยังไม่เข้าใจความหมาย ทว่าเมื่อเห็นนางทำท่าเตรียมเตะคนก็เข้าใจทันทีว่านางคิดจะทำอะไร ดังนั้นรีบร้องตะโกนลั่น
ยังไม่สิ้นเสียงร้อง ก็เห็นเท้าของจินเฟยเหยาเตะมาที่ท้องของเขา ทั้งร่างก็ลอยวูบหายลับไป จากนั้นจินเฟยเหยาซ่อนอยู่ตรงประตูมองพินิจว่าราชันอี้ถู่ลอยไปที่ใดพลางบอกองค์ ชายที่ยืนมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี “พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ทำตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้”
ราชันเหวินจับตาดูเมืองซั่นเหรินด้านล่างอย่างใกล้ชิด พบว่ามีการป้องกันเพิ่มมาชั้นหนึ่ง จึงอดส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาไม่ได้ “แค่เพิ่มการป้องกันมาอันหนึ่ง นึกว่าทำแบบนี้แ แล้วจะขัดขวางกองทัพปิศาจของข้าได้หรือ? ดูแคลนพวกเราเกินไปแล้ว อีกสักครู่ข้าจะสั่งให้ทำลายวงเวทอย่างเต็มกำลัง เป็นเผ่าพิภพที่ขลาดเขลาดั่งมุสิกกลุ่มหนึ่งยังกล้าช่วยเหลือเผ่า มนุษย์”
ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่คนหนึ่งข้างกายเขาสอดปากว่า “ราชันเหวิน เดิมทีพวกเขาก็เป็นหนูหลังทองกลุ่มหนึ่ง”
“…” ราชันเหวินเงียบงันไป แล้วกัดฟันกรอดๆ เอ่ยวาจา “เจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครเห็นว่าเจ้าเป็นคนตายหรอก”
“ขอรับ”
ในเวลานี้เอง พลันมีสิ่งหนึ่งส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าอเนจอนาถลอยออกมาจากในเมืองซั่นเหรินกระทบบนม่านแสงการป้องกัน จากนั้นก็ถูกดีดไปกระแทกพื้น
เผ่าพิภพที่กำลังกินเนื้อทั้งหมดยุติการกินอาหาร ลุกขึ้นยืนจ้องมองราชันอี้ถู่ที่นอนอยู่บนพื้นดินและจำไม่ได้ว่าเป็นใครอย่างปากอ้าตาค้างและให้ความร่วมมืออย่างดี ถึงก่อนหน้านี จะเคยบอกว่าให้พวกเขาตกตะลึงก่อนต่อมาเดือดดาล สุดท้ายค่อยหวาดกลัว ทว่ากลับไม่ได้บอกพวกเขาว่าการตกตะลึงคือทุบตีคนจนมีสารรูปน่าหวาดผวาแบบนี้
“หืม?” ราชันเหวินยังนึกว่าเป็นของวิเศษอะไร พอมองดูอย่างละเอียด กลับเป็นเผ่าพิภพคนหนึ่ง เพียงแต่จมูกช้ำหน้าบวมมองไม่ออกว่าเป็นใคร ทว่าชุดสดใสแพรวพราวแตกต่างจากเผ่าพิภพ คนอื่นๆ อย่างมาก
“ราชัน! ท่านเป็นอะไรไป!”
“ผู้ใดเป็นคนทำ! ถึงกับต่อยราชันของเราจนกลายเป็นแบบนี้”
“หรือว่ามีคนก่อกบฏ!”
ก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ข้ออ้างแก่พวกเขา ทว่าเผ่าพิภพยังตาแหลมพบว่านี่คือราชันอี้ถู่ จึงใส่เนื้อในมือลงในถุงอย่างรวดเร็ว แล้วรีบไปห้อมล้อม พยุงราชันที่นอนนิ่งไม่ไหวติงบนพื้น เป็นเวลานานและพยายามเรียกอย่างสุดชีวิต
“ราชันเหวิน นี่…หรือว่าเป็นความวุ่นวายภายใน?” ลูกน้องของเขาเอ่ยถามอย่างไม่พลาดโอกาส
ราชันเหวินโบกมือ “เป็นไปไม่ได้ คงแสดงให้พวกเราดูเสียแปดส่วน แค่ชมละครก็พอ เห็นผู้อื่นเป็นเด็กน้อยสามขวบหรือ ใครจะติดกับเรื่องแบบนี้”
“ขอรับ” ลูกน้องของเขาตอบรับอีกครั้ง ไม่ได้พูดออกมาว่าเมื่อครู่ตนเองเชื่อเสียสนิทใจ โชคดีที่ราชันเหวินเยือกเย็น ไม่เช่นนั้นคงติดกับเผ่าพิภพจอมเจ้าเล่ห์พวกนี้
เผ่าพิภพ จินเฟยเหยา ข้าจะดูสิว่าพวกเจ้าเผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่เผ่าปิศาจจะใช้แผนการอะไรทำให้พวกเราถอยทัพได้ ราชันเหวินยิ้มอย่างเย็นชามองดูเผ่าพิภพเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง
เวลานี้ได้ยินคนร่ำไห้ร้องตะโกนมา พอดีเป็นบุตรชายคนหนึ่งของราชันอี้ถู่ เขาก็จมูกช้ำหน้าบวมเช่นเดียวกัน เท้ายังกะเผลก พุ่งมาเบื้องหน้าราชันอี้ถู่ ร่ำไห้ร้องตะโกนว่า “เสด็จพ พ่อ แย่แล้ว ท้องพระคลังถูกปล้น!”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ราชันอี้ถู่ที่เดิมทียังแกล้งสลบอยู่พลันฟื้นขึ้นมาคว้ามือเขาแล้วเอ่ยถาม
“ใช่ขอรับ คนขั้นแปลงจิตผู้นั้นปล้นท้องพระคลังของพวกเราไปจนเกลี้ยง ทั้งยังบอกว่าจะเข่นฆ่าพวกเราให้สิ้นซาก ตอนนี้ไม่รู้ว่าหนีไปที่ใดแล้ว บรรดาเสด็จพี่ต้านทานนางไม่ได้!” เข ขาร่ำไห้ดังลั่น เผ่าพิภพธรรมดาที่เดิมทีร่วมแสดงละครก็หวาดกลัวและตกตะลึง ชั่วขณะถึงกับแยกแยะไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ ถึงอย่างไรก็ไม่ได้บอกขั้นตอนการหลอกลวงพวกเขาอย่างชัดเจน แค ค่ให้พวกเขาร่วมมือกับราชันก็พอ จึงสับสนลนลานทันที
“ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!” ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน มีองค์ชายถูกเตะลอยออกมากระแทกพื้นอย่างหนักหน่วงอีกหลายองค์ เรียกได้ว่าอนาถจนทนดูไม่ได้ องค์ชายคนหนึ่งในนั้นยังตะกายลุกขึ้น เอ่ยอย่างเจ็บปวด “เสด็จพ่อ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตคนนั้นหนีไปทางอุโมงค์ใต้ดินแล้ว!”
“ปิดวงเวท รีบปิดวงเวท ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามา ทุกคนล่าถอยไปอยู่ใต้ดิน นับจากนี้เมืองซั่นเหรินระวังป้องกันห้าปี!” ราชันอี้ถู่พยายามตะโกนอย่างเต็มกำลัง ยื่นมือข้างหนึ่งสั่น นเทาและเส้นเลือดบนนั้นปูดโปนได้อย่างทันท่วงที แสดงบทราชันที่สูญเสียท้องพระคลังไปได้สมจริงอย่างยิ่ง
จากนั้นบรรดาเผ่าพิภพก็เงยหน้าขึ้นมองราชันและองค์ชายและรีบลงปากอุโมงค์ไปใต้ดินอย่างรวดเร็ว ประชาชนคนอื่นๆ ก็รีบหนีลงไป ชั้นบนของเมืองซั่นเหรินทั้งหมดเปลี่ยนเป็นเวิ้งว้าง งว่างเปล่าในพริบตา แค่บางครั้งเห็นคนกำลังแอบมองออกมาข้างนอกได้จากหลังประตูหน้าต่างบ้านที่มีปากอุโมงค์ใต้ดินเหล่านั้น
ราชันเหวินมองละครฉากนี้จบด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง ไม่ใช่เนื่องจากสาเหตุอื่น ทว่าละครเรื่องนี้ไร้เดียงสาเกินไป ฝีมือหยาบเกินไป หรือนึกว่าตนเองเป็นคนโง่ง งม สามารถใช้ของแบบนี้ขับไล่ตนเองไปได้? ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าเป็นเรื่องโกหก แค่หลอกลวงพวกเขาเท่านั้น
ในเวลานี้เอง ลูกน้องคนเดิมของราชันเหวินอีกแล้ว เขากอดอกส่งเสียงเย็นชาขึ้นจมูก “ฮึ นี่คือจุดจบที่พวกเขาช่วยเหลือวิญญูชนจอมปลอมเผ่ามนุษย์ ครั้งนี้แม้แต่ท้องพระคลังก็ถูกคนขน นไปหมด คาดว่าตอนนี้คงกำลังเสียใจอย่างสุดซึ้ง กรรมตามสนองแท้ๆ!”
ราชันเหวินหันหน้าจ้องมองเขาอย่างดุร้ายแล้วด่าอย่างไม่สบอารมณ์ “ในสมองของเจ้ามีแต่อุจจาระหรือ! แผนการห่วยแตกขนาดนี้เจ้าก็เชื่อ อีกทั้งข้ายังเคยเตือนพวกเจ้าไว้ก่อนแล้ว ทำ ำไมเจ้ายังเชื่ออีก!”
“ราชันเหวิน ข้าไม่ได้ทำเรื่องกลิ้งอุจจาระมานับพันปีแล้ว ถึงยังกลิ้งอยู่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ในสมองจะมีแต่อุจจาระ” ลูกน้องคนนั้นมีสีหน้างงงวย จากนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
ราชันเหวินสุดจะทนแล้วจึงโบกมือให้เขา “ไปยืนห่างๆ ข้าหน่อย ทุกคนฟังคำสั่ง โจมตีวงเวทนี้ให้แตก วันนี้ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามยึดเมืองซั่นเหรินแห่งนี้ทำเป็นค่ายแห่งใหม่ !”
“ขอรับ!” ทหารที่ราชันเหวินพามามีนับร้อย ขั้นแปลงจิตมีเพียงเขาคนเดียว ขั้นกำเนิดใหม่ก็มีจำนวนมาก ที่มีมากที่สุดยังเป็นขั้นหลอมรวม เนื่องจากม่านแสงนี้มีขนาดใหญ่ ทุกคนจึงตั ดสินใจมุ่งเป้าโจมตีไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ทุกคนห้อมล้อมอยู่ตรงจุดสูงสุดของใจกลางเมืองใช้ของวิเศษและเวทมนตร์บดขยี้ลงบนม่านอาคมอย่างต่อเนื่อง
เสียงตูมสนั่นดังออกไปร้อยหลี่ ทำให้เผ่ามนุษย์และเผ่ามารรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขา ส่วนราชันพั่วเทียนที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้ยินความเคลื่อนไหวนี้ จึงรู้ว่าราชันเหวินไม่เชื อฟังคำสั่ง เริ่มชิงลงมือก่อน ถ้ามีคนเผ่ามารเผ่ามนุษย์ฉวยโอกาสโจมตีเขา เช่นนั้นก็ให้เขาทุกข์ทรมานไป จะได้ไม่นึกว่าตนเองผ่านเคราะห์สายฟ้าเลื่อนขั้นแล้วก็สามารถไม่เห็นใครอยู่ ในสายตาได้
ส่วนพวกจินเฟยเหยากลับซ่อนตัวอยู่ในเมืองใต้ดิน ใช้มุกเปลือยมองดูเผ่าปิศาจบนพื้นดินทำลายม่านอาคมอย่างสนอกสนใจ ทุกครั้งที่ถูกโจมตีนางจะหัวเราะหึๆ ส่วนเผ่าพิภพคนอื่นๆ หัวใจก กลับจะร่วงหล่นตามการโจมตีแต่ละครั้ง ถ้าม่านอาคมนี้ถูกทำลายพวกเขาก็ต้องตาย เป็นไปไม่ได้ที่จะหัวเราะฮ่าๆ อย่างมีความสุขและไร้หัวใจเหมือนพวกใต้เท้าจินได้