คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 429 ดีด
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เกินหนึ่งชั่วยามที่ราชันเหวินบอกจะทำลายเมืองแล้ว พวกเขายังยืนกระแทกอยู่บนการป้องกัน อย่าว่าแต่ทำลายเมืองเลย แม้แต่วงเวทก็ทำลายไม่ได้
“เห็นหรือไม่ วงเวทที่ข้าสร้างขึ้นแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน ทุบมาหนึ่งชั่วยามกว่าแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างกระหยิ่มราวกับนางเป็นคนสร้างวงเวทขึ นมา
ตอนนี้เผ่าพิภพวางใจแล้วแต่ยังกังวลอยู่บ้าง ราชันอี้ถู่จึงเอ่ยถาม “ใต้เท้าจิน ถ้าพวกเขาจะทำลายวงเวทโดยไม่ยอมเลิกรา หนึ่งชั่วยามไม่ได้ก็หนึ่งวัน หนึ่งวันไม่ได้ก็หนึ่งเดือน น จะทำอย่างไร?”
จินเฟยเหยาทำท่าฟัน “เช่นนั้นก็เปิดวงเวทชั้นบน สังหารพวกเขาให้สิ้นซาก”
“ใต้เท้าจิน พวกเราเป็นเผ่าพิภพ ไม่ใช่เผ่ามนุษย์และเผ่ามาร...” ราชันอี้ถู่มุมปากกระตุก ถ้าต่อสู้กันแบบนี้จริงๆ พวกเขาต้องถูกเผ่าปิศาจขับออกมาให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแน่
“กลัวอะไร ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยเห็นพวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว ขอเพียงมีความแข็งแกร่ง พวกเขาย่อมมาหาพวกเจ้าเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาทรัพยากรไว้ก่อน จากนั้นพ พวกเจ้ารีบเลื่อนขั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ คนที่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายใดอย่างนางย่อมไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับการถูกชนเผ่าต่อต้าน
เห็นราชันอี้ถู่อารมณ์ไม่ดี จินเฟยเหยาก็ถอนหายใจยาวเอ่ยว่า “ถ้าเจ้าตัดใจจากที่พึ่งพาอย่างเผ่าปิศาจไม่ได้จริงๆ ก็รอไปหาราชันพั่วเทียนวันหลัง เป็นฝ่ายมอบบรรณาการแต่ละปีให้เ เขาส่วนตัว จำไว้ให้เขาเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่มอบให้เผ่าปิศาจทั้งหมด ให้เขาปกป้องการดำรงอยู่ของพวกเจ้า ขอเพียงเจ้าใจกว้างหน่อย เขาหรือเผ่าของเขาก็น่าจะปกป้องเจ้า”
“ต้องให้มากเพียงใด?” ราชันอี้ถู่เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง ถ้าต้องแบ่งอีกสามส่วนห้าส่วนในท้องพระคลังคงไม่เหลืออะไรเลย
จินเฟยเหยาเลิกคิ้วเอ่ยว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าต้องให้มากเพียงใด ถึงอย่างไรก็ห้ามแตะต้องสามส่วนของข้า อื่นๆ ตามแต่เจ้าจะมอบให้”
“…” หลังจากราชันอี้ถู่ได้ยินก็ไม่ส่งเสียง ทำไมจึงมีคนที่เชื่อถือไม่ได้อยู่ทุกแห่งหนนะ ทว่าแบบนี้ก็ได้ ขอเพียงมีเผ่าที่ทรงอำนาจเผ่าหนึ่งคุ้มครองตนเอง พวกเราก็สามารถพัฒนาได ด้อย่างปลอดภัย เห็นท่าทางของราชันเหวินและเผ่าของเขาโดยพื้นฐานคงไม่มีอะไรต้องเจรจากันอีก
คนผู้นี้ดูดเลือด ไปหาราชันพั่วเทียนยังสามารถใช้สิ่งของขับไล่ไปได้ ถ้าไปหาเขาแล้วต้องส่งคนเป็นๆ ไปจะทำให้ประชาชนโกรธแค้น
“หวั่นซี เจ้าคิดว่าพวกเราจะไปเมื่อไรดี?” เห็นสีหน้าราชันเหวินภายนอกเปลี่ยนเป็นปั้นยาก จินเฟยเหยาก็ถามความคิดของหวาหวั่นซี
“เมื่อพวกเขาถูกวงเวทโจมตี มีคนได้รับบาดเจ็บความแข็งแกร่งลดฮวบ พวกเราค่อยออกไปทางอื่น เจ้าต้องทุบตีเขาสักหน่อย จากนั้นค่อยหลบหนี ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะตั้งเป้าโจมตีที่นี่แบบชอบ บด้วยเหตุผล” หวาหวั่นซีขมวดคิ้วเอ่ยวาจา แผนการของจินเฟยเหยาเรียกได้ว่ามีรูรั่วมากมาย บ่งบอกเผ่าปิศาจอย่างชัดเจนว่าข้าหลอกพวกเจ้า พวกเจ้าคิดจะติดกับก็ติดกับ ไม่คิดจะติดกับ ก็ต้องติดกับ ถึงอย่างไรข้าก็จะทำแบบนี้
จินเฟยเหยาเอาปลายนิ้วชี้สองข้างจิ้มกันพลางเอ่ยช้าๆ “ข้าจะหนีไม่รอดหรือไม่ เจ้าต้องทำเส้นทางหลบหนีให้ดีหน่อยนะ”
“ทั้งหมดเป็นเพราะแผนการห่วยแตกที่เจ้าคิดออกมาเอง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย เจ้ากำจัดเขาทิ้งดีกว่า ถึงอย่างไรคนที่เจ้าล่วงเกินก็มีเป็นตั้ง แค่เพิ่มมาอีกคน” หวาหวั่นซียักไหล่ แส สดงออกว่าตนเองช่วยอะไรไม่ได้
นางถึงกับคิดจะอาศัยวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ทำร้ายเผ่าปิศาจ จากนั้นตนเองหลบหนีไปภายใต้หนังตาของพวกเขา เรื่องนี้อันตรายเกินไป ถ้าราชันเหวินไม่ได้รับบาดเจ็บ ต่อสู้กันขึ้น มาก็ต้องเสียเวลาไม่น้อย ถึงตอนนั้นจะยั่วโทสะเผ่าปิศาจอื่นๆ ให้มาหา นางจะหนีไปได้อย่างไร
“เช่นนั้นตอนนี้พวกเราก็เปิดการโจมตีของวงเวทใหญ่ ดูว่ามีประสิทธิภาพอะไรกันแน่ ถ้าประสิทธิภาพแย่ พวกเราก็แอบหนีไปทางอุโมงค์ใต้ดิน” จินเฟยเหยาลูบศีรษะพลางเอ่ยวาจา
เผ่าพิภพที่ยืนอยู่ด้านข้างหลั่งเหงื่อเย็นเยียบท่วมศีรษะ นางถึงกับคิดจะทิ้งพวกเขาไว้แล้วหนีปัญหาไป อย่างน้อยก็ต้องแสร้งทำเป็นหนีไปตามแผนเดิมสิ ที่จริงอยู่ที่นี่ต่ออีกหล ลายเดือนก็ได้
ใต้เท้าหวาก็ไม่ส่งเสียง ท่าทางจะเห็นด้วยกับใต้เท้าจิน ส่วนใต้เท้ากบยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เก็บสัมภาระเสร็จนานแล้ว ท่าทางสามารถจากไปได้ทุกเมื่อ
“เปิดวงเวทก่อนเถอะ” จินเฟยเหยาพยักหน้า เร่งให้เผ่าพิภพเปิดวงเวท
ราชันอี้ถู่แบกใบหน้าบวมเป่งนำบุตรชายที่ใบหน้าบวมช้ำเช่นกันเดินไปที่แท่นอาคมที่มีเสากลมสามต้นอย่างหดหู่ ในสระน้ำกลางแท่นอาคมมีศิลาวิญญาณกองอยู่เต็มแล้ว พวกเขาเป็นคนขุดอ ออกมาทั้งหมด
ที่แท้เหมืองศิลาวิญญาณขนาดใหญ่ไม่มีแล้ว ทว่าลึกๆ ใต้ดินยังมีอยู่นิดหน่อย เพียงแต่ขุดค่อนข้างยาก ตอนนี้เผ่าพิภพแว่นแคว้นมั่งคั่งประชาชนเข้มแข็ง ย่อมมีเวลาว่างไปขุด อีกทั้งวงเ เวทนี้ต้องใช้ศิลาวิญญาณ ย่อมต้องขุดมาเยอะหน่อย ภายใต้การแนะนำของจินเฟยเหยา การค้าแร่หลายครั้งไม่ต้องการยามังกรคำราม ทว่ารับศิลาวิญญาณที่ไม่มีค่าโดยตรง หลายสิบปีต่อมา ใน มือของเผ่าพิภพก็ได้ศิลาวิญญาณมาไม่น้อย
คิดถึงว่าตนเองจะโจมตีกองทัพเผ่าปิศาจ นับจากนี้จะเป็นศัตรูกับเผ่าปิศาจ หัวใจดวงน้อยๆ สั่นสะท้านไม่หยุด แม้แต่มือก็สั่น ส่วนจินเฟยเหยายังจับจ้องมุกเปลือยคิดจะดูว่าโจมตีเมื อไรดี
ในเวลานี้เอง ราชันเหวินที่มีโทสะแทบแย่ก็เริ่มทำร้ายตนเองอีก เขากรีดแขนอย่างว่องไว โลหิตสดกลุ่มหนึ่งก็พ่นออกมา จินเฟยเหยาอดแยกเขี้ยวไม่ได้ เคล็ดวิชานี้ช่างลำบากจริงๆ เวลาใช้ต้องทำร้ายตนเอง
ที่จริงไม่แน่ว่าราชันเหวินต้องใช้โลหิตสดของตนเอง เมื่อมีศัตรูอยู่ในสนามรบ ขอเพียงสังหารคนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรต่ำหลายคนแล้วนำโลหิตของพวกเขามาใช้ก็พอ หลังจากใช้แล้วยัง สามารถดื่มต่อได้ เป็นของบำรุงอย่างยิ่ง ทว่าตอนนี้ไม่มีศัตรู เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสังหารเผ่าปิศาจหลายคนแล้วสูบโลหิตของผู้อื่นมาใช้ จึงได้แต่ใช้โลหิตของตนเองเป็นธรรมดา
กรีดไปกรีดมา กรีดจนชินก็ไม่เจ็บแล้ว ยังชาๆ สบายนิดหน่อย
ราชันเหวินเรียกเผ่าปิศาจคนอื่นๆ มา แต่ละคนก็เรียกของวิเศษที่ร้ายกาจที่สุดออกมาหรือใช้เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งที่สุด เตรียมโจมตีม่านอาคมที่ราวกับฝาหม้อนี้ในเวลาเดียวกัน ต่อให้มั นแข็งแกร่งเขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะไม่กระพริบวูบ ภายใต้การควบคุมของปราณปิศาจราชันเหวินโลหิตสดยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นและกลายเป็นยุงโลหิตสูงขนาดห้าจั้งตัวหนึ่ง หนามโลหิตแหลมคมบนปาก ยุงโลหิตเล็งไปที่ม่านอาคม ปีกที่สร้างขึ้นจากโลหิตสดโบยบินอยู่กลางอากาศราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในน้ำพัดสายลมเหม็นคาวโชยขึ้นมา
ขณะเดียวกับที่พวกเขาใช้ของวิเศษและเวทมนตร์โจมตีลงมา จินเฟยเหยาก็ตวาดลั่น “เปิดวงเวท!”
ราชันอี้ถู่และบุตรชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างสระบนแท่นอาคมถ่ายเทพลังปิศาจลงในสระอย่างไม่กล้าเพิกเฉย ได้ยินเสียงวิ้งๆ ในสระเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าวาบผ่าน พอเพ่งมอง ศิลาวิญญาณใ ในนั้นกลายเป็นซากศิลาวิญญาณสีขาวเทาในพริบตา
ทุกคนรีบมองที่มุกเปลือยก็เห็นการโจมตีของพวกราชันเหวินจู่โจมลงมา ม่านแสงถูกกดทับลงมายิ่งกดลึกเข้ามาทุกที ใกล้จะถึงหลังคาบ้านด้านในแล้ว
“น่ากลัวมาก ความรู้สึกจะแตกสลายหรือไม่อย่างไร ตึงเครียดจนหนังตากระตุก” จินเฟยเหยามองดูม่านแสงที่มีความยืดหยุ่นอย่างยิ่งราวกับปัสสาวะของสัตว์ปิศาจ สถานที่ซึ่งถูกการโจมตีกดทับเ เหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ นางชมดูจนคิ้วขมวดเป็นปม รอให้ม่านแสงระเบิด
ส่วนหวาหวั่นซีก็เอ่ยอย่างประหลาดใจ “การโจมตีน่าจะปล่อยออกไปแล้ว ศิลาวิญญาณถูกดูดซับไปหมด เพียงแต่ทำไมจึงยังไม่มีการโจมตีกลับ?”
“รออีกหน่อยเถอะ บางทีต้องรอเปิดกลไกอะไรจึงโจมตีคนได้” จินเฟยเหยาแก้ตัวแทนพี่กระจก ถึงอย่างไรก็เป็นวงเวทที่อัจฉริยะสร้าง ถ้ามีปัญหาต่อไปก็เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นต้องไม่เก กิดความผิดพลาดเด็ดขาด ต่อไปยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถใช้ประโยชน์พี่กระจกได้
ในขณะที่ทุกคนต่างกังวล การลดต่ำของม่านอาคมก็หยุดลง การโจมตีของพวกราชันเหวินดูเหมือนจะหยุดลงตรงจุดเดียวกับม่านอาคมราวกับผนึกตัวแข็ง จากนั้นก็เห็นม่านอาคมดีดผึง ของ วิเศษและการโจมตีของพวกราชันเหวินทั้งหมดถูกดีดออกและพุ่งกลับไปโจมตีตัวพวกเขาเองในพริบตา ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงร้องโหยหวน ราชันเหวินและทหารที่เขาพามาถูกการโจมตีของตนเอง งบวกกับแรงดีดของม่านอาคมพุ่งชนจนไม่เห็นแม้เงา
เห็นภายนอกพลันเปลี่ยนเป็นเวิ้งว้างว่างเปล่า ทุกคนก็อดสบตากันไม่ได้ ไม่ได้สู้รบพัลวัน ไม่มีการโจมตีอันงดงามอย่างที่จินตนาการไว้ วงเวทดีดทั้งคนและการโจมตีทั้งหมดออกไปโดยไม ม่เรืองแสงเลยสักนิด เพียงแต่นี่นับเป็นการโจมตีหรือไม่ ศิลาวิญญาณก็ใช้ไปแล้ว แรงดีดเมื่อครู่คงไม่ใช่โจมตีกลับที่บอกหรอกนะ
จินเฟยเหยาตะลึงงัน จากนั้นก็หัวเราะลั่น “คิดไม่ถึงว่าจะถูกดีดไป น่าขำจริงๆ วงเวทของพี่กระจกหยาบคายเกินไปแล้ว เมื่อครู่ถูกดีดไปดังเพี๊ยะ ความเร็วในการลอยไปไวจนน่าตกตะลึ ง ข้าสงสัยว่าพวกเขาถูกดีดไปโลกวิญญาณอื่นโดยตรงใช่หรือไม่ เหมือนกลายเป็นดาวตกเลย”
เผ่าพิภพได้สติคืนมาจากการตกตะลึง ถึงกับดีดเผ่ามารร้อยกว่าคนไปโดยไม่เห็นเลือดแม้แต่ครึ่งหยดแบบนี้ ก็ตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที ความตึงเครียดเมื่อครู่หายไปจนเกลี้ยง ถึงเผ่าป ปิศาจมาอีกคราวนี้ก็ไม่หวาดกลัวแล้ว
ขอเพียงมีวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวใครมาโจมตี ถึงปิดวงเวทออกไปไม่ได้ ทว่าพวกเขาสร้างแปลงนาไว้ในเมืองไม่น้อยภายใต้การจัดการของหวาหวั่นซี ปลูกพืชผั กและธัญญาหารเพียงพอให้คนทั้งเมืองรับประทาน ส่วนเนื้อก็เลี้ยงไว้บนพื้นดิน ทั้งหมดเป็นสัตว์ปิศาจที่ผู้บำเพ็ญเซียนจากที่อื่นๆ นำมาแลกเปลี่ยน ไม่ว่าเดิมทีใช้รับประทานหรือไม่ ถ ถึงอย่างไรพวกเขาก็นำมากินทั้งหมด
ไม่แน่ว่าเป็นเต่าหดหัวแบบนี้สามารถเป็นได้จนถึงเมื่อการสู้รบสิ้นสุดและคนของทั้งสามเผ่าล่าถอยออกจากโลกวิญญาณจ้งถู่
เดิมทีจินเฟยเหยาคิดจะให้พวกเขาเป็นเต่า เวลานี้จึงพยักหน้าอย่างตื่นเต้นยินดีพลางเอ่ยว่า “ดียิ่งนัก เต่าพันปีเต่าหมื่นปี เพื่อมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน พวกเจ้าจงเป็นเต่าอย่างวาง งใจเถอะ ขอเพียงจดจำเรื่องที่ข้าสั่งไว้ให้ดีพวกเจ้าก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด ตอนแรกยังทำให้ข้ากังวลนิดหน่อย ตอนนี้ไม่ต้องรีบหลบหนีแล้ว รอข้าพักผ่อนสักหลายวันค่อยออกเดินทาง”
“…” เผ่าพิภพทุกคนหมดวาจา ได้แต่มองนางอย่างโง่งม เพียงแต่ยังรู้สึกใจชื้นนิดหน่อย เนื่องจากจินเฟยเหยาเอ่ยถึงคำสั่งที่นางให้พวกเขาจดจำ นี่คือต่อไปให้พวกเขาไปพึ่งพาเผ่าปิศ ศาจเผ่าหนึ่ง ขอเพียงรักษาฐานะของเผ่าปิศาจเอาไว้ก็สามารถมีเผ่าปิศาจหนุนหลังได้
แต่ที่จินเฟยเหยาบอกว่าอย่าลืมที่จริงหมายถึงบรรณาการสามส่วนของตนเอง ไปหาที่พึ่งพาอะไรนั่นนางลืมไปนานแล้ว ทว่าสาเหตุที่คิดจะพักผ่อนหลายวันค่อยออกเดินทางคือจินเฟยเหยารู สึกว่าการโจมตีดีดกลับแบบนี้น่าสนุกมาก หวังว่าเผ่าปิศาจจะรีบส่งคนมานางจะได้ดูอีกหลายครั้ง