คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 430 จากไป
“ดีดอีกครั้งแล้ว สนุกจริงๆ” เห็นเผ่ามารถูกดีดลอยออกไปอีก จินเฟยเหยาก็ล้วงหู เห็นได้ชัดว่าไม่ใส่ใจ
นางออกไปไม่ได้ ดังนั้นจึงอยู่ด้านล่างใช้มุกเปลือยมองดูสภาพด้านบนตลอดเวลา เผ่าปิศาจมาสี่ครั้ง แต่ละครั้งล้วนถูกดีดลอยไป อีกทั้งหลังจากราชันเหวินถูกดีดออกไปครั้งนั้นก็ไม่ได้ ปรากฏตัวขึ้นมาตลอด จินเฟยเหยาสงสัยว่าเขาคงลอยกลับโลกวิญญาณของตนเองไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ระหว่างทางจะได้ประหยัดเวลา แค่ตอนตกเกรงว่าคงลำบากนิดหน่อย
“เป็นอย่างไร พวกเจ้าเชื่อข้าแล้วสินะ เป็นไปไม่ได้ที่จะโจมตีวงเวทนี้แตก เห็นแก่ที่หลายปีนี้พวกเจ้าค้าขายไม่ได้ ข้าจะงดเว้นบรรณาการให้พวกเจ้าสองปี ถึงอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ที่ ข้าจะรับผักพวกนี้ไว้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์” จินเฟยเหยาเหล่มองราชันอี้ถู่ที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง
ขนาดนางยังคิดไม่ถึงว่าวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่จะใช้ได้ผลดีขนาดนี้ ไม่ว่าโจมตีอะไรมาก็จะถูกดีดกลับไปทั้งหมด คนที่โชคดีหน่อยไม่ถูกดีดไปแค่โดนเวทมนตร์ของตนเองโจมตี ส ส่วนคนที่โชคร้ายก็ถูกดีดไปพร้อมเวทมนตร์และของวิเศษ ลอยไปสถานที่ใดก็ไม่รู้
เมื่อครู่คนที่มาเป็นคนที่ราชันพั่วเทียนส่งมา ไม่มีอะไรนอกจากให้ราชันอี้ถู่เปิดวงเวท ส่งมอบจินเฟยเหยาออกมา และให้เผ่าปิศาจยึดครองเมืองซั่นเหริน ทว่าราชันอี้ถู่ยืนกรานว่ าจินเฟยเหยาปล้นท้องพระคลังจนว่างเปล่าและหลบหนีไปแล้ว ตอนนี้เปิดวงเวทป้องกัน เปิดครั้งหนึ่งต้องกินเวลาห้าปี ภายในห้าปีไม่มีทางเปิดเมืองได้ ถึงอยากจะมอบเมืองให้เผ่าปิศาจก็ ไม่มีทางทำได้
คนของราชันพั่วเทียนอับอายจนกลายเป็นโทสะ เผ่าพิภพกลุ่มหนึ่งยังกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่ง เห็นได้ชัดว่าจงใจไม่มอบเมืองซั่นเหรินให้ ดังนั้นจึงทดลองแรงดีดของม่านอาคมสักหน่อย เหมื อนที่คาดหมายไว้เป๊ะ ทูตคนนั้นถูกดีดลอยไป คิดจะกลับมาเกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย
ราชันอี้ถู่ได้ยินคำพูดของจินเฟยเหยาก็ตอบรับ “ทั้งหมดเป็นความดีความชอบของใต้เท้าจิน ขอเพียงมีวงเวทนี้อยู่ก็สามารถปกป้องชนเผ่าของพวกเราให้ปลอดภัยไร้อันตราย”
“อืม” จินเฟยเหยาพยักหน้าแล้วเอ่ยเตือนอีก “ทว่าเจ้าก็ต้องระวังปัญหาข้อหนึ่ง เจ้าไม่มีทางขยายพื้นที่ออกไป ดังนั้นต้องควบคุมประชากรหน่อย อย่าปล่อยให้ประชาชนให้กำเนิดสุ่มสี่สุ่ มห้า ให้กำเนิดเยอะก็ไม่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวกิน พวกเจ้ามีอสุจิน้อยๆ หน่อยได้หรือไม่ ข้อสำคัญคือต้องคิดหาวิธีให้กำเนิดเผ่าพิภพที่สามารถฝึกบำเพ็ญได้”
“ต้องควบคุมได้อย่างไร จึงสามารถให้กำเนิดเผ่าพิภพที่มีพลังวิญญาณมากๆ ได้?” ราชันอี้ถู่เอ่ยถามอย่างสงสัย เขาย่อมอยากให้ทุกคนฝึกบำเพ็ญได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น ขอเพียงทุก กคนสร้างฐาน แม้แต่เรื่องกินข้าวก็สามารถงดเว้นได้ นี่จะประหยัดเสบียงอาหารได้มากเพียงใด ไม่เช่นนั้นคนที่ต้องกินข้าวก็มีจำนวนไม่น้อยเลย
จินเฟยเหยาก็ไม่รู้ว่าจะให้กำเนิดคนที่มีพลังวิญญาณออกมามากๆ ได้อย่างไร จึงลูบศีรษะเอ่ยว่า “เจ้าให้ผู้บำเพ็ญเซียนพวกนั้นบำเพ็ญคู่เยอะๆ ให้กำเนิดเด็กน้อยมากๆ พวกเขาทั้งสองฝ่ ายต่างมีพลังวิญญาณ โอกาสให้กำเนิดเด็กที่มีพลังวิญญาณจะมากกว่าประชาชนธรรมดา ถ้าไม่ไหวจริงๆ เจ้าให้ผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษหนึ่งคนแต่งงานกับสตรีธรรมดาหลายสิบนางก็น่าจะให้กำเนิดอ ออกมาได้คนสองคน”
ราชันอี้ถู่อ้าปากค้างมองดูนาง นี่ความคิดบ้าบออะไร ไม่น่าถามนางเลย มีเพียงคนผู้นี้บ้าไปแล้วจึงครุ่นคิดถึงเรื่องราวแบบปกติธรรมดาได้
“เฟยเหยา เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกให้พวกเขาให้กำเนิดน้อยๆ หน่อย ตอนนี้เจ้าให้ผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งแต่งสตรีหลายสิบนาง แบบนี้ก็ยิ่งให้กำเนิดมากขึ้นสิ อีกทั้งสตรีทุกคนต้องแต่งง งานกับผู้บำเพ็ญเซียน แล้วบุรุษเผ่าพิภพธรรมดาจะทำอย่างไร?” หวาหวั่นซีเหล่มองจินเฟยเหยา กล่าวคำพูดที่ราชันอี้ถู่อยากจะพูดออกมาพอดี
จินเฟยเหยาครุ่นคิดแล้วกระพริบตาปริบๆ เอ่ยถามว่า “พวกเขาชอบบุรุษไม่ได้หรือ?”
“…” รอบด้านเงียบกริบ ทุกคนมองนางแบบใบ้กิน ไม่มีใครอยากพูดถึงธุระสำคัญกับนางเพิ่มสักประโยค
นางมองทุกคนอย่างหมดสนุก จากนั้นเก็บมุกเปลือยแล้วเอ่ยอย่างกะทันหันว่า “พั่งจื่อ หวั่นซี พวกเราออกเดินทางเถอะ”
“อ๊บ?” พั่งจื่อและหวาหวั่นซีมองนางอย่างงุนงง เหตุใดจู่ๆ จึงบอกว่าจะไป ก่อนหน้านี้เรียกนางหลายครั้งก็ไม่ยอมไป จะดูวงเวทดีดคนลอย ตอนนี้กลับบอกว่าจะจากไปทันที
“ข้าได้ความคิดดีๆ ในการจากไปแล้ว สามารถช่วยให้เผ่าพิภพและพวกเราขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์อย่างชัดเจน” จินเฟยเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง ทุกคนต่างหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ไม่รู้ว่า นางนึกเรื่องอะไรขึ้นได้อย่างกะทันหันอีก
แต่สามารถขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน นี่เป็นเรื่องที่เผ่าพิภพปรารถนาแม้ในยามหลับฝัน ถึงอย่างไรทุกคนก็ไม่อาจหดตัวอยู่ในม่านอาคมไปชั่วชีวิต ต้องค้าขายและพัฒนาต่อไ ไป ขนาดใบหน้ายังสามารถให้นางต่อยจนเป็นซาลาเปาได้ เรื่องอื่นๆ คงไม่มากไปกว่านี้ ขอเพียงสามารถส่งนางจากไปได้ อย่างมากก็ถูกนางต่อยอีกยก
หลังจากทุกคนฟังแผนการของนางเข้าใจ เผ่าพิภพก็แย้มยิ้มเต็มหน้าอย่างจริงใจ หวาหวั่นซีและพั่อจื่อกลับกลอกตาใส่นางอย่างดุร้าย ไม่คิดดูบ้างว่าหลังตนเองเข้าถุงสัตว์ภูติและถุงเฉ ฉียนคุน พวกเขาก็หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์และตอบตกลงทันที
สองชั่วยามต่อมา จินเฟยเหยาปรากฏตัวขึ้นนอกม่านแสงตามลำพัง นางชี้เมืองซั่นเหรินแล้วด่าทออย่างดุร้าย “เผ่าพิภพพวกนี้ ข้าแค่ยืมสถานที่ฝึกบำเพ็ญ ระหว่างนั้นยังดูแลพวกเจ้า คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้ากลับไร้คุณธรรม แตกหักเป็นศัตรูกับข้าเพื่อสิ่งของในท้องพระคลังเพียงเล็กน้อย วันนี้ข้าจะทำลายเมืองซั่นเหรินของพวกเจ้าเสีย”
เผ่าพิภพที่ปล่อยให้คนทุบตีด่าทอ ไม่เคยโต้เถียงและโผล่ศีรษะมาตลอดกลับกรูกันออกมาราวกับระลอกคลื่น พวกเขายืนอยู่ในม่านอาคม เงยหน้าขึ้นมองจินเฟยเหยาที่อยู่นอกการป้องกันอย่ างพร้อมเพรียง พากันชี้หน้านางแล้วเริ่มด่ากลับ
“เจ้าสิไร้คุณธรรม ปล้นสิ่งของของพวกเราไป ยังมีหน้ากลับมาอีก”
“หน้าไม่อาย จะแบ่งสิ่งของของพวกเรา!”
“เอ้อระเหยลอยชายทั้งวัน ให้พวกเราไปทำงานฝ่ายเดียว เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลยยังทำตัวเป็นบุคคลสำคัญ”
“เจ้ามันตัวหายนะ รีบไปจากที่นี่เสีย”
“เจ้ายังออกความคิดมั่วซั่ว…”
ถึงแม้แผนการดี ทว่าการกระทำในคำด่าของพวกเขา ทำไมจินเฟยเหยายิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังว่าตนเองอยู่ นางอดกัดฟันไม่ได้ เจ้าพวกนี้ฉวยโอกาสระบายความไม่พอใจ!
“ถึงเจ้าจะเป็นคนไม่เลว แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นตัวสารเลว!” เวลานี้ ราชันอี้ถู่ตะโกนเสียงดังลั่นดึงดูดสายตาของทุกคน เสียงด่าทอหยุดชะงักทันที เขาส่งเสียงไอแค่กๆ รีบเสริมอีกประโ โยค “เจ้าปล้นท้องพระคลังไปจนเกลี้ยง ทั้งยังทำร้ายข้า เผ่าพิภพเราอยู่ร่วมโลกกับเจ้าไม่ได้!”
จินเฟยเหยาส่งเสียงขึ้นจมูก “ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความร้ายกาจของข้า!”
จากนั้นนางก็กระโดดไปบนม่านแสงและกดทับลงไปอย่างหนักหน่วง ม่านแสงถูกนางกดต่ำลงมาทุกทีและค่อยๆ แนบบนหลังคาบ้านช้าๆ จากนั้นราชันอี้ถู่และประชาชนทุกคนก็โบกมือให้นางเบาๆ พล ลางเอ่ยกระซิบว่า “รักษาตัวด้วย”
เผชิญหน้ากับขบวนส่งเดินทางที่น่าซาบซึ้งใจพวกนี้ จินเฟยเหยากลับแนบลงบนม่านแสงบอกพวกเขาว่า “อย่าลืมบรรณาการของข้าล่ะ สามส่วน สามส่วนนะ!”
เผ่าพิภพเงียบกริบในพริบตา หลังจากนั้น เสียงด่านานาชนิดก็ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ด่าทอนางอย่างซื่อตรงและจริงใจ
จากนั้นก็เห็นจินเฟยเหยาเลื่อนตำแหน่ง เล็งทิศทาง หยิบยืมแรงดีดกลับของม่านแสง ดีดคนลอยฟุ่บออกไป พริบตาก็หายลับ
หวาหวั่นซีที่อยู่ในถุงเฉียนคุนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ยายโง่นี่ ถึงกับคิดจะใช้วิธีนี้ไปจากโลกวิญญาณจ้งถู่ บอกประหยัดศิลาวิญญาณนิดหน่อยอะไรกัน เห็นเผ่าปิศาจถูกดีดออกไปดูน่าส สนุกอย่างยิ่งชัดๆ ตนเองจึงเกิดความคิดอยากจะลองเล่นดูหน่อยเท่านั้น ยังไม่เหาะขึ้นสวรรค์ นิสัยก็ยิ่งวิปริตมากขึ้นทุกที ต่อไปจะไหวหรือ”
ชะงักไปนิด นางจึงพูดกับกล่องหยกใบหนึ่งที่ก้นนั่งทับอยู่ “มังกรเฒ่า ท่านยังแกล้งตายอีกทำไม ฟื้นนานแล้วนี่นา ออกมาพูดคุยกับพี่สาวหน่อย ไม่รู้ว่าเฟยเหยาต้องบินนานเพียง งใด”
กล่องหยกนิ่งไม่ไหวติง วิญญาณจริงครึ่งตัวของมังกรปิศาจที่อยู่ในภาวะหมดสตินอนอยู่ในนั้น หวาหวั่นซีครุ่นคิด เคาะกล่องหยกพลางเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเฟยเหยาคิดจะกินเลี้ยงเนื้อมังก กรย่าง ไม่รู้ว่าข้าสมควรโน้มน้าวนางหรือไม่ ตามที่นางบอก ตัดเนื้อของท่านตามแนวขวางลงมาหลายชั้นท่านคงไม่รู้หรอก ที่แท้เรื่องนี้ต้องโน้มน้าวหรือไม่?”
หลังนางขู่ขวัญ ในที่สุดกล่องหยกก็ขยับ จากนั้นก็มีเสียงมังกรเฒ่าดังมาว่า “ชู่ว…เบาเสียงหน่อย หรือเจ้าไม่เห็นว่าเจ้าหมอนั่นอยู่ข้างๆ? ถ้าให้เขาพบว่าข้าอยู่ที่นี่ ไม่แน่ว ว่าวิญญาณจริงครึ่งตัวของข้าคงไม่เหลือ ข้าไม่ได้ติดหนี้พนันเขา เขาไม่เกรงใจหรอก”
หวาหวั่นซีเตะกระจกสภาพโลกวิญญาณที่อยู่ด้านข้างและเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านขี้ขลาดเกินไปแล้ว ไม่มีดวงตาวงเวทเขาก็ออกมาไม่ได้ วางใจเถอะ ข้าสงสัยจริงๆ ว่าในโลกระดับสวรรค์ท่า านมีตำแหน่งฐานะใด คิดไม่ถึงว่าจะถูกเขาขู่ขวัญจนกลายเป็นแบบนี้ ไหนบอกว่าเผ่าปิศาจชนะได้สิ่งของชองเขาไป ก็ไม่เห็นเขาจะใช้กำลังปล้นชิงกลับมา เพราะเหตุใดท่านทำลายแค่แปลงสมุนไพ พรจึงถูกจัดการจนอเนจอนาถขนาดนี้”
“พวกนั้นเป็นเผ่าปิศาจ ไม่ใช่สัตว์เทพ ข้าขาดขั้นเดียว” มังกรปิศาจเอ่ยอย่างเดือดดาล
“อ้อ” หวาหวั่นซีชะงักไปนิด จากนั้นยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ดูท่าทาง ถึงเฟยเหยาเหาะขึ้นสวรรค์แล้วก็อาจจะยังเป็นสัตว์เฝ้าประตู เพียงแต่สถานที่เฝ้าจะเป็นประตูบ้านใคร น่าสมเพชจริงๆ”
มังกรปิศาจฟังความหมายของหวาหวั่นซีออกจึงอธิบายอย่างอารมณ์เสีย “ยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่นมีอะไรดี ถึงเฝ้าประตู ก็มีถ้ำเซียนภูเขาเซียนดีๆ หลายแห่งเป็นของตนเอง ไม่แตกต่างอะไร รผู้กับบำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ”
หวาหวั่นซีฟังความหมายอื่นออกทันที นางสืบด้วยรอยยิ้มแฉ่ง “เช่นนั้นเจ้านายของเทาเที่ยคือเผ่าใด?”
“เขาคือ…ฮึ! ข้าไม่บอกหรอก เหาะขึ้นสวรรค์เองก็จะรู้ อย่าคิดจะหลอกให้ข้าพูด” มังกรปิศาจกำลังจะหลุดปากพูดออกมากลับหยุดทันควัน ส่งเสียงขึ้นจมูก ซ่อนตัวในกล่องหยกและแสร้งห หมดสติอีกครั้ง ไม่พูดกับนางอีก
เห็นมังกรปิศาจแสร้งตายอีกครั้ง หวาหวั่นซีหัวเราะแล้วหลับตาพักผ่อน
ส่วนจินเฟยเหยาเพิ่งบินออกไปกลางอากาศแค่พันหลี่ เสียงหัวเราะยังไม่หยุดชะงักก็ร่วงลงมาจากกลางอากาศ กระแทกพื้นดินโลกวิญญาณจ้งถู่เป็นหลุมขนาดใหญ่กว้างห้าหกจั้ง นางติดอยู่ใน ดินเนิ่นนานจึงสูดลมหายใจฮั่กๆ ใช้การรับรู้ตรวจสอบทั่วร่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงโล่งอก โชคดีที่ตนเองกระดูกแข็ง กระดูกไม่หักสักท่อน
ทว่านางอดด่าทอเสียงดังลั่นไม่ได้ “พี่กระจก เจ้าคนสารเลว แรงดีดของม่านอาคมไม่เพียงพอเลยสักนิด! ดูเหมือนลอยได้ไกล นี่แค่พันหลี่ก็ร่วงลงมาแล้ว ดีที่ข้าเคยฝึกบำเพ็ญกระดู กมา ถ้าเป็นคนอื่น กระดูกแตกทั่วร่างยังเป็นสถานเบา สถานหนักคือถึงชีวิตเชียวนะ!”
เวลานี้จินเฟยเหยาจึงเข้าใจ เพราะเหตุใดหลังจากราชันเหวินถูกดีดครั้งแรกจึงไม่กลับมา ท่าทางไม่ใช่ถูกดีดไปไกลเกินไปจนกลับมาไม่ได้เหมือนที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ ทว่าถูกกระแทกจนถ้าไ ไม่ตายก็ปางตายจึงไปรักษาตัว
เป็นการโจมตีกลับอันแข็งแกร่งจริงๆ!