คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 431 ทุ่งหิมะ
โลกวิญญาณเทียนจี๋ที่ถูกหิมะน้ำแข็งปกคลุมชั่วนาตาปี ทุกแห่งหนล้วนเป็นหิมะหนาสีขาวเวิ้งว้าง กลางพื้นหิมะที่ไร้ผู้คน มีเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งกำลังเดินไปข้างหน้าอ อย่างยากลำบากท่ามกลางหิมะและสายลมหนาว
เขาเดินขากระเผลก ร่างกายราวกับทานทนกระบีบคั้นทรมานของพายุหิมะไม่ไหว ร่างเล็กๆ สั่นเทาและส่ายไหวราวกับใบไม้แห้งท่ามกลางพายุหิมะ
ในผืนหิมะน้ำแข็งที่มีแต่สีขาวโพลน เส้นผมสีแดงเพลิงของเด็กหนุ่มเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ สามารถมองเห็นเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้บนศีรษะ ไม่ใช่เขาถูกเผาทว่าบนศีรษะเป็นเช่นนี้โดยกำเนิด ด เพียงแต่ตอนนี้เปลวเพลิงค่อยๆ อ่อนแอลงอย่างช้าๆ และใกล้จะมอดดับแล้ว
เขาพยายามเดินอยู่บนทางลาดเล็กๆ ในที่สุดกำลังกายก็ไม่ไหวล้มลงท่ามกลางหิมะ ทั้งตัวถูกหิมะน้ำแข็งกลบอย่างไร้ปราณีทันที
“ข้าจะตายแล้วหรือ?” เขาพึมพำ รู้สึกว่าร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นท่อนไม้เย็นเยียบและชาหนึบทีละนิด ข้างหูมีเสียงหัวเราะอย่างยินดีดังมา เวลานี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยิ้มอย่างข ขมขื่น รู้สึกว่าตนเองใกล้จะตายแล้ว ขนาดเสียงหลอนยังดังออกมา
ทันใดนั้น ใต้ร่างเขามีเสียงเคาะดังขึ้น มีสตรีผู้หนึ่งสอบถามอย่างสงสัย “เจ้าเป็นใคร มานอนอยู่บนหลังคาบ้านข้าทำไม?”
ภาพหลอนก่อนตายหรือ? เด็กหนุ่มใช้เรี่ยวแรงทั่วร่างพยายามลืมตาขึ้น พบว่ากองหิมะใต้ร่างไม่รู้ว่าหายไปเมื่อใด ทว่าเขากำลังนอนอยู่บนม่านแสงอันหนึ่ง ในม่านแสงมีผู้บำเพ็ญเซียน นสตรีซึ่งมีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งคนหนึ่งกำลังเหาะอยู่กลางอากาศมองพินิจเขาอย่างสงสัย เด็กหนุ่มมองตามลงมาพบว่าสถานที่ซึ่งตนเองนอนอยู่คือพื้นที่มิติแห่งหนึ่งที่มีดอกไม้ใบหญ้า า สระน้ำ อบอุ่นแสนสบายอย่างยิ่ง
ดังนั้น สองตาของเขาจึงมืดมิด สิ้นสติไป
จินเฟยเหยามองเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้น ลูบเส้นผมของเขาอย่างสงสัย “นี่คือเผ่าปิศาจสินะ ถึงกับมีเส้นผมเหมือนเปลวเพลิง ท่าทางมีชีวิตอยู่ในสถานที่แบบนี้ต้องพกพาเชื้อไฟให้ค ความอบอุ่นมาเอง คนตายแล้วใช่หรือไม่? ถ้าไม่ตายนำมาให้ความอบอุ่นต่างกองเพลิงก็ไม่เลว”
หวาหวั่นซีกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างเด็กหนุ่ม ตรวจสอบดูสภาพของเขา เห็นจินเฟยเหยาทางด้านข้างกำลังเล่นลูกไม้ก็กลอกตาใส่นาง “พูดจาเหลวไหลอะไร คนผู้นี้แค่เหนื่อยบวกกับทั้งหนาว วทั้งหิว ดังนั้นจึงหมดสติไป”
จากนั้นนางลุกขึ้นยืน สั่งเสี่ยวหงให้ไปตักน้ำแกงเนื้อในหม้อเนื้อที่พั่งจื่อกำลังกินอยู่มาชามหนึ่ง รอจนยกน้ำแกงเนื้อมา หวาหวั่นซีจึงบีบปากเด็กหนุ่มและกรอกน้ำแกงเนื้อลงไป ที่ จริงถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปในร่างของเขาโดยตรงก็ได้สติทันที ทว่าผู้อื่นเป็นเผ่าปิศาจ ผู้ใดจะรู้ว่าใส่พลังวิญญาณเข้าไปจะทำให้นางตายทันทีหรือไม่
“กรอกน้ำแกงเนื้อลงไปก็น่าจะไม่เป็นไรแล้ว พอในท้องอุ่น คนย่อมได้สติเอง” หวาหวั่นซีส่งชามเปล่าให้เสี่ยวหง พอหันหน้ามามอง จินเฟยเหยาวิ่งกลับไปตรงหม้อเนื้อนานแล้ว กำลังแย ย่งเนื้อกินกับพั่งจื่อ ไม่ได้ยินคำพูดของนางเลย นางอดส่ายศีรษะไม่ได้ สองคนนี้อายุตั้งเท่าไรแล้ว
จินเฟยเหยาออกมาจากโลกวิญญาณจ้งถู่ได้สองปีกว่าแล้ว ตอนนั้นร่วงจากกลางอากาศลงมากระแทกพื้น นางนอนอยู่สองชั่วยามก็หลบหนี นอนบนพรมบินเหาะออกจากโลกวิญญาณจ้งถู่ ระหว่างนั้นน นางรุดไปโลกวิญญาณต่างๆ โดยไม่หยุดพักผ่อน พอถึงโลกวิญญาณแห่งหนึ่งพี่กระจกก็ไม่ต้องออกมา กระจกสภาพโลกวิญญาณก็จัดการวงเวทเอง ส่วนบางแห่งกลับยุ่งยากอยู่บ้างต้องไปทรมานค้นหา าดวงตาวงเวท
โชคดีที่เวลานี้การสู้รบของโลกวิญญาณส่วนมากมีบทสรุปหรือมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว การควบคุมดูแลสถานที่ส่วนมากผ่อนคลายทำให้นางได้โอกาสไปค้นหาดวงตาวงเวท คำนวณดูแล้วในช่วงสองปีนี้ นางเดินทางผ่านโลกวิญญาณมายี่สิบเจ็ดแห่งแล้ว ตอนนี้โลกวิญญาณเทียนจี๋เป็นโลกวิญญาณที่ยี่สิบแปด
มาที่นี่เนื่องจากนางขี้เกียจจะเปลี่ยนเส้นทางล้วนๆ มุ่งขึ้นเหนือมาตลอดทางจนถึงที่นี่จึงพบว่าหนาวแทบตาย สถานที่บ้าๆ แห่งนี้อากาศหนาวเย็นอย่างยิ่ง ถึงแม้พวกนางล้วนมีพลังบำเพ็ญเพี ยร ไม่ค่อยกลัวความหนาวเท่าใด ทว่าที่ราบสีขาวเวิ้งว้างและหิมะตกหนักโปรยปรายทั่วท้องนภา ทำให้ในจิตใจคนเกิดความเย็นเยียบ
คิดไม่ถึงว่ากระจกสภาพโลกวิญญาณจะทำให้ผิดหวัง ต้องมาหาดวงตาวงเวทที่นี่เอง เมื่อพวกนางค้นหาดวงตาวงเวทท่ามกลางหิมะสีขาวบริสุทธิ์ก็อยู่ใจกลางโลกวิญญาณเทียนจี๋ซึ่งเป็นสถานที่ ซึ่งหนาวเย็นที่สุดในโลกวิญญาณเทียนจี๋แล้ว
จินเฟยเหยานำพี่กระจกออกมาและให้เขาไปเปิดวงเวทอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าพอพี่กระจกเห็น วงเวทถูกแช่แข็งลึกลงไปในหิมะ มิน่าเล่ากระจกสภาพโลกวิญญาณจึงแก้วงเวทเองไม่ได้ เนื่อง งจากวัสดุหลายจุดไม่ทนความหนาวเย็น ถูกความเย็นทำให้เสียหาย เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนวัสดุ หลังจากซ่อมแซมเสร็จจึงไปโลกวิญญาณต่อไปได้
จินเฟยเหยามีโทสะแทบแย่ คนผู้นี้สร้างอย่างไร สถานที่หนาวเย็นขนาดนี้ ถึงกับใช้วัสดุไม่ทนความหนาวเย็น ส่วนพี่กระจกกลับมีเหตุผลของตนเอง เมื่อเขามากางวงเวทในตอนนั้น ที่นี่พ พอดีเป็นฤดูร้อน หิมะน้ำแข็งล่าถอยไปเผยให้เห็นพื้นหินกรวดที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเตี้ยๆ ดังนั้นคิดว่าอย่างมากที่สุดคงถูกหิมะน้ำแข็งปกคลุมเพียงครึ่งปีจึงไม่ได้ใช้วัสดุที่ทนควา ามหนาวเย็นเป็นพิเศษ
สิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงคือตอนนี้เป็นฤดูร้อนชัดๆ ทว่าหิมะยังตกอย่างต่อเนื่อง อากาศยังหนาวเหน็บกว่าฤดูหนาวในอดีตอีก ไม่รู้ว่าสวรรค์ทำได้อย่างไร ไม่ได้มาไม่กี่พันปีก็เกิดค ความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร
ในเวลาเดียวกันกับที่รอพี่กระจกซ่อมการป้องกันเสร็จ จินเฟยเหยาฉวยโอกาสที่สถานที่นี้ไม่มีคน นำเกาะลอยได้เล็กๆ มา นำมดหนึ่งผลึกและสัตว์หลิงลี่สองตัวในนั้นใส่ถุงสัตว์ภูติ แล้วเริ่มใช้ศิลาเทียนฮุ่นปรับแต่งเกาะลอยได้เล็กๆ
นางรู้สึกว่าศิลาเทียนฮุ่นเล็กขนาดนั้น เพิ่มพึ้นที่กว้างสองหมู่ได้ก็ดีแล้ว ทว่าเมื่อจินเฟยเหยาใส่เกาะลอยได้เล็กๆ ในไฟนรกและใส่ศิลาเทียนฮุ่นที่กัดจากจอมมารหลงลงในน นั้น เบื้องหน้าก็ปรากฏภาพที่แตกต่างจากการขึ้นรูปอาวุธธรรมดา
เบื้องหน้านางส่ายไหวและปรากฏภาพเสมือนของเกาะลอยได้ เวลานี้ศิลาเทียนฮุ่นส่องแสงกระพริบวิบวับราวกับดวงดาราบนท้องนภาหลอมรวมลงในเกาะลอยได้เล็กๆ เกาะลอยได้เล็กๆ โป่งพองออ อกอย่างบ้าคลั่งราวกับเป่าลมถึงห้าเท่าเต็มๆ จึงหยุดลง เรื่องนี้ทำให้จินเฟยเหยาตกใจ รีบเทขวดบรรจุเศษศิลาเทียนฮุ่นคิดจะเทเศษเม็ดเล็กๆ หลายเม็ดออกมาอีก
ขนาดของเกาะลอยได้เล็กๆ จึงเปลี่ยนจากเดิมกว้างสิบหมู่เป็นห้าสิบหมู่เช่นนี้เอง ทำให้จินเฟยเหยาและสัตว์ทั้งหลายตื่นเต้นยินดีแทบแย่ มดหนึ่งผลึกสามารถอาศัยอยู่เดี่ยวๆ ได้ก กว้างขึ้นหน่อย จะได้ไม่ต้องออกไข่แล้วถูกพวกเสี่ยวหงอุ้มไปเหมือนในอดีต ตอนนี้น่าจะสามารถให้กำเนิดมดหนึ่งผลึกตัวเล็กๆ หลายตัวได้ ส่วนสัตว์หลิงลี่ก็ยิ่งมีความสุข เดิมทีพวก กมันก็รูปร่างอวบอ้วน รู้สึกว่าสระน้ำเล็กเกินไปมาตลอด ตอนนี้สามารถสร้างสระกว้างเจ็ดแปดหมู่อยู่อาศัยได้แล้ว
จินเฟยเหยาโยนเกาะลอยได้เล็กๆ ลงบนพื้นหิมะ รอพี่กระจกซ่อมวงเวทพลางใช้ชีวิตอย่างอบอุ่นอยู่ด้านในมองทิวทัศน์หิมะด้านนอก หิมะยิ่งกองสุมมากขึ้นทุกที สุดท้ายก็กลบฝังเกาะลอ อยได้เล็กๆ ให้กลายเป็นเนินลาดแห่งหนึ่ง
ทว่าหนุ่มน้อยคนนี้จับพลัดจับผลูนอนอยู่ด้านบนเกาะลอยได้เล็กๆ พอดี ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย
น้ำแกงชามหนึ่งบังคับกรอกลงท้อง ร่างของเด็กหนุ่มก็เริ่มอบอุ่น ร่างไม่ค่อยแข็งทื่อแล้ว สุดท้ายเขาก็ได้สติคืนมาช้าๆ เพิ่งฟื้นขึ้นมาเขาก็กระโดดขึ้นทันควันพลางมองพวกจินเฟยเหย ยาและรอบด้านอย่างระแวดระวัง
“ข้าตกใจแทบตาย เพิ่งฟื้นก็กระโดดอย่างว่องไวขนาดนี้ทำไม! ตกใจจนเนื้อร่วงเลย” จินเฟยเหยาบ่นแล้วตักชิ้นเนื้อที่คีบได้ในหม้อก่อนหน้านี้กินต่ออย่างไม่พอใจ
หลังสังเกตเห็นเผ่าพันธุ์ของพวกนางแล้ว เด็กหนุ่มพลันหมุนตัววิ่งหนีกะทันหันราวกับกระต่ายที่ได้รับความตกใจอย่างหนัก ทว่าในเกาะลอยได้เล็กๆ จะสามารถหนีไปที่ใดได้ ถึงกลายเป็นห้าส สิบหมู่ ทว่ามีสถานที่มากมายที่ยังไม่ได้ปลูกอะไร นอกจากบ้านและพวกต้นไม้ที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีสถานที่ให้ซ่อนตัว
จินเฟยเหยาก็ไม่สนใจเขา ปิดม่านแสงของเกาะลอยได้ ปล่อยให้เขาทรมานอยู่บนเกาะ ถึงอย่างไรก็หนีออกไปไม่ได้
“เขาเพิ่งมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณ น่าจะเป็นคนเผ่าปิศาจที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ นี้ เจ้าคิดจะทำอย่างไร สังหารทิ้งหรือปล่อยเขาไป?” ถึงหวาหวั่นซีไม่กินอาหาร ทว่าก็นั่งอยู่ข้าง หม้อเสพรับบรรยากาศเช่นเดียวกัน
“สังหารเขาทำไม รอจนเขาไม่วิ่งวุ่นวายแล้วค่อยปล่อยเขาไป ข้าไม่เลี้ยงคนว่างงาน ไม่แน่ว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะน้ำแข็ง ที่นี่ของพวกเราอุ่นเกินไป เขาไม่เคยชินจะล้มป่ วยเอา” จินเฟยเหยากินพลางเอ่ยวาจา
หวาหวั่นซีไม่ฟังวาจาเหลวไหลของนางหรอก “เมื่อครู่เขาเกือบแข็งตาย จะเคยชินกับความหนาวเย็นได้อย่างไร”
“อ้อ? เช่นนั้นส่งหนังสัตว์ให้เขาห่มชิ้นหนึ่งแล้วให้เขากลับไป” จินเฟยเหยาไม่สนใจจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระของเด็กหนุ่มเผ่าปิศาจ ภายนอกหิมะตกหนักขนาดนี้ ถ้าให้นางออกไปส่งเ เขากลับบ้านมิสู้นอนเกียจคร้านอีกดีกว่า
เด็กหนุ่มวิ่งอยู่หลายรอบ สุดท้ายได้แต่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังกระท่อม รออยู่นานก็ไม่เห็นมีคนมาจับตัวเขาจึงแอบโผล่ศีรษะออกมา พอเห็นพวกนางกำลังล้อมหม้อพูดคุยเรื่องของเขาโดยไ ไม่สนใจเขาเลย ได้ยินเหมือนคิดจะไล่เขาไป ดังนั้นเขาจึงทำใจกล้าเอ่ยถามว่า “พวกท่านเป็นพวกค้ามนุษย์หรือ?”
“เจ้าบ้าหรือเปล่า เจ้าเคยเห็นพวกค้ามนุษย์พลังบำเพ็ญเพียรสูงขนาดนี้หรือ?” จินเฟยเหยาด่าทออย่างไม่เกรงใจ ไร้มารยาทเกินไปจริงๆ เป็นถึงเผ่าปิศาจขั้นฝึกปราณช่วงกลางแล้วไม่มีสาย ยตาเอาเสียเลย หรือดูไม่ออกว่าพลังบำเพ็ญเพียรของตนเองสูงมาก? ถึงกับถามว่าตนเองเป็นพวกค้ามนุษย์ใช่หรือไม่
“ข้าดูไม่ออกว่าสูงส่งเพียงใด น่าจะขั้นหลอมรวมขึ้นไปสินะ พวกท่านไม่ใช่พวกค้ามนุษย์จริงๆ หรือ?” เด็กหนุ่มถามอย่างระแวงระวัง
จินเฟยเหยาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เผ่าปิศาจมีชีวิตอยู่มานาน ถึงเจ้าหมอนี่จะดูแล้วอายุแค่สิบห้าสิบหกปี ที่จริงคงอายุเจ็ดแปดสิบปีนานแล้ว ดังนั้นนางจึงถามว่า “เจ้าอา ายุเท่าไรแล้ว?”
เด็กหนุ่มตอบซื่อๆ “สิบหกปี”
เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งจริงๆ…จินเฟยเหยาโบกไม้โบกมือเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรแล้ว ข้าให้หนังสัตว์เจ้าชิ้นหนึ่ง เจ้าห่มแล้วรีบกลับไปบ้านเถอะ”
เด็กหนุ่มตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าจะปล่อยตนเองไปจริงๆ หรือว่าหลายคนนี้ไม่ใช่พวกค้ามนุษย์? นึกถึงว่าตนเองยังมีเรื่องต้องทำ เขาก็ตัดสินใจออกมาจากหลังบ้านและคุกเข่าลงบนพื้น “ขอบ บคุณที่ท่านช่วยชีวิต โปรดอย่าไล่ข้าไปเลย ข้าไม่ใช่คนของโลกวิญญาณเทียนจี๋ ข้าถูกพวกค้ามนุษย์ขายมาที่นี่ น้องสาวของข้ายังอยู่ในกำมือของพวกค้ามนุษย์ ขอร้องท่านโปรดช่วยนาง งด้วย!”
จินเฟยเหยาตะลึงงัน เข้าใจผิดอะไรหรือไม่ ข้าประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่เหยียบย่าง คิดไม่ถึงว่าจะมีความยุ่งยากมาหาถึงที่ จากนั้นนางก็จ้องมองเด็กหนุ่มและเอ่ยอย่างลำบากใจยิ่ง “ข ข้างนอก...หนาวเกินไป”
แสดงออกชัดเจนว่าไม่ยินยอมช่วยเหลือ เด็กหนุ่มอาการป่วยเพียบหนักวิ่งวุ่นเชิญหมอไปทั่ว[1] ตอนนี้ไม่มีทางอื่น ได้แต่เอ่ยขอร้องต่อไป “ขอร้องท่านช่วยน้องสาวของข้าด้วย บิดามารดาขอ องข้าต้องตอบแทนผู้อาวุโสอย่างหนักแน่”
“เรื่องนี้…” จินเฟยเหยาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระจริงๆ เด็กหนุ่มคนนี้ก็บอกว่าตนเองไม่ใช่คนของโลกวิญญาณเทียนจี๋ ถึงตอนนั้นช่วยคนออกมาแปดส่วนคงต้องส่งพวกเขากลับไป ปอีก เรื่องก็จะยิ่งเยอะขึ้น ถ้าส่งกลับบ้านแล้วคนที่บ้านเสียชีวิตหมด หรือสุดท้ายต้องให้ข้าเลี้ยงดู?
หวาหวั่นซีพลันเอ่ยปากถาม “เจ้าเป็นคนของโลกวิญญาณใด ชื่ออะไร ถูกขายมาที่นี่ได้อย่างไร ในบ้านยังมีใครอีก? เป็นคนเผ่าใด”
………………………………
[1] อาการป่วยเพียบหนักวิ่งวุ่นเชิญหมอไปทั่ว หมายถึง ยามร้อนใจหรือรีบร้อนจึงขอให้คนช่วยเหลือ