คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 442 ถุย
จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปากบ่นพึมพำ “เหนื่อยมาก หาสถานที่แห่งหนึ่งพักผ่อนหน่อยเถอะ”
“ไม่ได้ พวกเราเพิ่งจัดการที่นี่เสร็จ ทางนั้นยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ” หวาหวั่นซีวางมีดในมือและเอ่ยเร่งเร้านาง นี่เป็นครั้งที่ยี่สิบแปดแล้วที่จินเฟยเหยาบอกว่าจะพ พักผ่อน ทำงานแค่สามสิบเอ็ดชั่วยามชัดๆ จำนวนครั้งที่พักผ่อนมากถึงยี่สิบแปดครั้ง แม้แต่หวาหวั่นซียังฟังจนรำคาญ
“น่ารำคาญจริงๆ ทำไมผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตอย่างข้าต้องทำเรื่องแบบนี้ด้วย งานแบบนี้หาคนขั้นฝึกปราณหลายคนมาทำก็พอ เรียกเสี่ยวหงเสี่ยวหลันออกมาให้พวกนางช่วยข้าทำด ดีกว่า” จินเฟยเหยาเริ่มบ่นอย่างเดือดดาลอีก
หวาหวั่นซีอดไม่ไหวลุกขึ้นด่า “เอะอะแทบตายแล้ว แค่ทำงานนิดหน่อย ตอนเจ้าทำเมื่อครู่ยังเบิกบานใจอย่างยิ่ง ตอนนี้เพิ่งสองวันกว่าเจ้าก็บ่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เปลี่ยนเป็นน่ารำคาญข ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
จินเฟยเหยาถูกด่าทอยกหนึ่งจึงเบ้ปากลุกขึ้นยืน นำทงเทียนหรูอี้ที่เปลี่ยนเป็นพลั่วออกมาขุดของแข็งสีเหลืองทองสีอำพันชั้นหนาเหล่านั้นอย่างไม่ยินยอม
ที่นี่คือถ้ำเซียนชั่วคราวในโลกระดับเทพของใต้เท้าหลง ส่วนโลกระดับเทพชิ้นนี้เรียกว่าโลกเทพฮวาอวี่ ชื่อมีกลิ่นอายสตรีอย่างยิ่ง ตอนยังไม่มาที่นี่จินเฟยเหยาแอบหัวเราะอยู่น นาน คิดไม่ถึงว่าคนไร้ความรู้สึกอย่างใต้เท้าหลงจะเลือกโลกเทพชื่อนี้อาศัยอยู่ น่าขำแทบตายจริงๆ
ทว่ารอจนพวกนางมาถึงโลกเทพฮวาอวี่จึงรู้สึกว่าใต้เท้าหลงเลือกสถานที่เป็นจริงๆ สถานที่ดีๆ แบบนี้ใครจะไม่อยากอยู่
ถ้ำเซียนของใต้เท้าหลงตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลบุปผาผืนหนึ่ง สิ่งที่ใช้คือพื้นที่มิติภูเขาเห็ดที่จินเฟยเหยาคุ้นเคย ด้านในไม่ใช่ลักษณะที่นางเห็นเมื่อครั้งช่วยคนในตอนแรก ทว่าเป็น นแดนสรวงที่มีหญ้าวิญญาณงอกอยู่เต็มไปหมด ทุกแห่งหนมีเสียงวิหคขับขานและกลิ่นหอมของมวลผกา หอและศาลาเล็กๆ ปกคลุมทุกพื้นที่
ส่วนทางเข้าอยู่ในดงดอกไม้ของโลกเทพฮวาอวี่ พื้นที่ว่างมีการกระเพื่อมสูงสามตัวคนแห่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ คนตาบอดยังดูออกว่าที่นี่มีพื้นที่มิติ ที่สำคัญที่สุดคือใต้เท้าหลงตั้ง งป้ายศิลาชิ้นหนึ่งตรงการกระเพื่อม บนป้ายใช้ปราณมารเขียนอักษร ‘หลง’ ด้วยตนเองตัวใหญ่ๆ ตัวเดียว อยู่ห่างจากป้ายศิลาร้อยจั้งยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบนป้ายศิลาที่พุ่ งมาปะทะหน้า
จินเฟยเหยาแค่มองแวบเดียวก็มีสาเหตุให้ชอบที่นี่ ที่นี่ไม่มีต้นไม้สูงใหญ่ มีเพียงต้นหญ้าและดอกไม้ป่าปกคลุมไปทั่ว ทว่าความสูงของดอกไม้ป่าเหล่านี้กลับสูงอย่างยิ่ง ดอกไม้แต่ละต้ นสูงถึงสิบกว่าจั้ง กลีบดอกไม้กลีบหนึ่งใหญ่กว่าเตียง ขอเพียงไปกลิ้งในเกสรดอกไม้รอบหนึ่งก็จะติดเกสรดอกไม้สีเหลืองทั่วร่าง
ไม่เพียงดอกไม้มีขนาดใหญ่ แม้แต่ผึ้งและผีเสื้อของที่นี่ก็มีขนาดใหญ่เท่าคน สัตว์ปิศาจทั้งหมดเป็นพวกแมลง
ห่างจากถ้ำเซียนของใต้เท้าหลงไม่ไกล ก็มีผึ้งเฮยเย่า[1]ขั้นเก้าตัวหนึ่ง ผึ้งเฮยเย่าจะนำน้ำหวานของเกสรดอกไม้มาหลอมสร้างออกมาเป็นน้ำผึ้งวิญญาณที่สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียร และบำรุงพลังวิญญาณได้ มันอาศัยอยู่ข้างถ้ำเซียนของใต้เท้าหลง แต่ละปีจึงต้องส่งมอบน้ำผึ้งวิญญาณให้ใต้เท้าหลง ขอบคุณเขาที่ไม่สังหารตนเอง เนื่องจากพลังบำเพ็ญเพียรปราณมารของเ เขายังให้ความคุ้มครองอ้อมๆ ด้วย
แต่พอคิดดู จินเฟยเหยาคิดว่าผึ้งเฮยเย่าไม่แน่ว่าจะยินดีส่งน้ำผึ้งวิญญาณมาเอง นี่คือไม่ส่งไม่ได้โดยสิ้นเชิง ไม่ส่งก็ต้องย้ายบ้านสถานเดียว ส่วนใต้เท้าหลงให้ผึ้งเฮยเย่าขั้น เก้าตัวนี้อาศัยอยู่รอบๆ เกรงว่าคงคิดจะให้มันส่งน้ำผึ้งวิญญาณ
ทว่าเคราะห์สายฟ้าในครั้งนี้ทำให้ผึ้งเฮยเย่าที่เป็นขั้นเก้านานแล้วต้องผ่านเคราะห์สายฟ้าเช่นกัน ตอนนั้นมีฟ้าร้องฟ้าแลบ อัสนีสวรรค์ผ่ารอบด้านจนเละเป็นแถบอย่างต่อเนื่อง ตอนน นั้นผึ้งเฮยเย่าไม่รู้ว่าตนเองต้องผ่านเคราะห์สายฟ้า กำลังจัดการน้ำผึ้งวิญญาณอยู่ในรังตนเอง คิดไม่ถึงว่าอัสนีสวรรค์จะผ่าลงมา อัสนีสวรรค์นับร้อยนับพันผ่าลงมาอย่างไม่เกรงอกเ เกรงใจ โจมตีรังของมันจนกลายเป็นเสี่ยงๆ
รังผึ้งแตก น้ำผึ้งวิญญาณในนั้นก็ถูกพ่นกระจายออกมาหมด ทำให้รอบถ้ำเซียนของใต้เท้าหลงมีแต่น้ำผึ้งวิญญาณ น้ำผึ้งวิญญาณไม่ได้เก็บรักษาไว้ในขวดหยก ในไม่ช้าก็รวมเข้ากับพื้นดิน กลายเป็นสิ่งสกปรกที่ทำให้คนปวดศีรษะ
ใต้เท้าหลงกลับมาพบว่ารอบบ้านตนเองสุดจะทนดูได้ ดังนั้นจึงให้จินเฟยเหยา พั่งจื่อ และหวาหวั่นซีไปจัดการน้ำผึ้งให้หมด น้ำผึ้งพวกนี้จัดการไม่ได้ง่ายๆ พวกมันผสมเข้ากับดิน ท ทั้งเหนียวทั้งสกปรกจัดการยากอย่างยิ่ง อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่สิ่งของธรรมดา คิดจะใช้พลังวิญญาณรวมพวกมันเข้าด้วยกัน พวกมันก็จะลื่นไถลไปมาในพลังวิญญาณ สุดท้ายได้แต่ใช้มีดหรือพลั่ว ขุดขึ้นเก็บใส่ถุง
เรื่องนี้ทรมานจินเฟยเหยาพอดู ตอนแรกยังคิดว่าเป็นน้ำผึ้งวิญญาณสามารถตักพลางเก็บกินนิดๆ หน่อยๆ ได้ ทว่าน้ำผึ้งวิญญาณที่ผสมกับดินและใบไม้เน่าไม่ใช่ของอร่อยอะไร สุดท้ายก็ท ทำงานอย่างเดียวไม่ได้อะไรเลย
เห็นเผ่าปิศาจขั้นเทพที่สวมชุดสีเหลืองดำเส้นผมสีน้ำตาลทั้งศีรษะเบื้องหน้า จินเฟยเหยาก็ก้มหน้าลงมองมือสองข้างที่เปื้อนน้ำผึ้งวิญญาณเต็มไปหมด หยิบหินก้อนหนึ่งขว้างใส่เผ่า ปิศาจตัวนั้น
เผ่าปิศาจตนนั้นเบี่ยงศีรษะให้ก้อนหินผ่านไป จากนั้นหันหน้ามาด้วยใบหน้าใสซื่อ “เจ้าจะพอได้หรือยัง นี่เป็นครั้งที่เก้าแล้วนะ!”
“เพิ่งครั้งที่เก้า หากมิใช่เคราะห์สายฟ้าผ่าในรังผึ้งของเจ้า ข้าต้องมากอบกู้สถานการณ์ที่นี่หรือ ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า เจ้ารีบออกแรงเก็บกวาดหน่อย ทั้งหมดเป็นความชั่วที่เจ้า าก่อขึ้น อย่าผลักภาระมาให้คนอื่น” จินเฟยเหยาด่าทออย่างดุร้าย
เผ่าปิศาจคนนั้นพอดีเป็นผึ้งเฮยเย่าที่อาศัยอยู่ข้างบ้านใต้เท้าหลง เพิ่งกลายร่างเป็นคนก็ถูกใต้เท้าหลงจับตัวมาทำงาน ถึงน้ำผึ้งวิญญาณพวกนี้จะถูกฟ้าผ่าออกมาจากรังของเขา ทว ว่าเขากลับเต็มไปด้วยความแค้นเคือง “เรื่องนี้จะโทษข้าได้อย่างไร เดิมทีน่าจะผ่านเคราะห์สายฟ้าตั้งนานแล้ว แต่เคราะห์สายฟ้าก็ไม่ผ่าลงมา ตอนนี้ก็ผ่านมาตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว จ จู่ๆ เคราะห์สายฟ้าก็ผ่าลงมาอย่างอธิบายไม่ได้ อย่าว่าแต่ปกป้องรังเลย ข้าเกือบจะปกป้องชีวิตไม่ได้ ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไร เหตุใดเคราะห์สายฟ้าจึงผ่าลงมา ทั้งยังมีคนอื่นๆ ที ผ่านเคราะห์สายฟ้าพร้อมกันอีก แม้แต่การเตือนก็ไม่มี น่าชังเกินไปแล้ว!”
จินเฟยเหยาเลิกคิ้วกลับเอ่ยอย่างมีเหตุผลเต็มที่ต่อเรื่องที่น่าจะถือว่าตนเองกระทำ “นั่นเป็นเพราะปกติพวกเจ้าไม่เตรียมตัวให้ดี ในเมื่อถึงเวลาที่ต้องผ่านเคราะห์สายฟ้า พวกเจ้า าลดการระวังป้องกันลงเนื่องจากเคราะห์สายฟ้าไม่ผ่าลงมาได้อย่างไร เรื่องนี้ได้แต่โทษเจ้า อย่าพูดจาไร้สาระ รีบทำงาน”
“ข้าย่อมต้องเก็บกวาด แต่พวกเจ้าแอบเกียจคร้านไม่ได้ อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าก็เป็นลูกน้องของใต้เท้าหลง ข้าจะไม่ทำงานของเจ้าเนื่องจากเจ้าเป็นสตรีหรอก” ผึ้งเฮยเย่าก็ส่งเสี ยงขึ้นจมูก น้ำผึ้งวิญญาณที่ตนเองเก็บสะสมมาหลายปีหมดแล้ว เสียดายแทบตาย ตอนนี้สิ่งที่จัดการล้วนเป็นพลังบำเพ็ญเพียร แถมยังต้องโดนสตรีป่าเถื่อนผู้นี้ขว้างปาก้อนหินใส่ทั้งวัน ซ ซวยสุดขีดจริงๆ
“พอแล้ว พวกเจ้าสองคนอย่าพูดอีกเลย นี่เพิ่งทำงานได้ครึ่งเดียว รีบทำเถอะ” คนที่ทำงานที่นี่อย่างจริงจังที่สุดคือหวาหวั่นซี เห็นพวกเขาสองคนทะเลาะกันอีก ก็ต้องเป็นคนไกล่เ เกลี่ย เพียงแต่สิ่งที่ทำให้นางสบายใจเพียงอย่างเดียวคือ พั่งจื่อถึงกับกำลังทำงานและไม่ได้เข้าร่วมในการทะเลาะกันผิดไปจากนิสัยในยามปกติ
แต่นางดีใจได้ไม่นานก็เห็นพั่งจื่อถอนหายใจยาว กุมท้องแล้วเอ่ยอย่างเร่งร้อน “ข้าปวดท้องมาก ต้องเป็นเพราะกินน้ำผึ้งวิญญาณที่มีพิษโดยไม่ทันระวังแน่ๆ ข้าจะไปหายามากินก่อน” ” จากนั้นมันก็มุดหนีเข้าพงหญ้าสูงสิบกว่าจั้ง
จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่ายังมีแผนการนี้อีกก็รีบใช้มือป้ายปาก น้ำผึ้งวิญญาณติดเต็มปาก จากนั้นก็กุมท้องเอ่ยว่า “ข้ากินน้ำผึ้งวิญญาณเข้าไปโดยไม่ระวัง สิ่งนี้มีพิษนะ กินสุ่มส สี่สุ่มห้าไม่ได้ ข้าก็จะไปหายาหน่อย ปวดท้องมาก”
นางวิ่งตามหลังพั่งจื่อเข้าพุ่มไม้ไปด้วย ทำให้ผึ้งเฮยเย่าเจ้าของน้ำผึ้งวิญญาณมีโทสะจนด่าทอไม่หยุด “น้ำผึ้งที่ข้าหลอมสร้างออกมาจะมีพิษได้อย่างไร พวกเจ้าแอบเกียจคร้านจะต้องได ด้รับกรรมตามสนอง ใต้เท้าหลงต้องทำให้พวกเจ้าต้องลำบากแน่”
ทว่าจินเฟยเหยาที่ลำบากจนเคยชินเสียแล้วไม่ใส่ใจหรอก หาดอกไม้ขนาดใหญ่ที่งดงามดอกหนึ่งมุดเข้าไปนอนหลับ
กลับเป็นหวาหวั่นซีและผึ้งเฮยเย่าจัดการน้ำผึ้งวิญญาณที่สาดกระเซ็นไปรอบด้านทั้งหมดจนสะอาดเกลี้ยงเกลาด้วยกันอย่างสัตย์ซื่อ จากนั้นจึงไปหาพั่งจื่อและจินเฟยเหยาที่ซ่อนตัวถึงสอง วันด้วยกัน
จินเฟยเหยากำลังนอนหลับอยู่บนกลีบดอกไม้ สามารถแอบเกียจคร้านได้ช่างดีจริงๆ นางกำลังวางแผนว่าจะไปค้นหาวัตถุดิบเมื่อใด อยู่กับจอมมารหลงที่นี่แบบนี้ไม่สะดวกเลย คนผู้นี้ออกไป ปข้างนอกหลายวันแล้ว มิสู้ฉวยโอกาสนี้หนีไปดีกว่า ถึงอย่างไรตนเองก็ไม่ได้ถูกมัดไว้
ทว่านึกถึงคลังภูเขาเห็ดของใต้เท้าหลงที่มีวัตถุดิบกองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ นางก็ลังเลอยู่บ้าง ดูจากวัตถุดิบเหล่านั้น มีหนึ่งในสามเป็นวัตถุดิบที่วงเวทตนเองจำเป็นต้องใช้ ถ้าตนเ เองไปหาเอง เกรงว่าหลายสิบปีก็ไม่แน่ว่าจะหาได้มากมายขนาดนี้ มิสู้อยู่ที่นี่ต่ออีกหลายวันแล้วแอบไปขโมยเพิ่มนิดหน่อยก็ดี
ถ้าให้ตนเองใช้ได้อย่างถูกต้องเปิดเผย เช่นนั้นก็สะดวกขึ้นมาก ที่แท้จะไปหรือไม่ไป เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาที่ทำให้คนลังเลจริงๆ ถ้าไม่มีคลังนี้ก็ดีสิ ตั้งไว้ตรงนั้นล่อลวงคนอื่นแท ท้ๆ!
ในขณะที่นางกำลังคิดเหลวไหลวุ่นวาย พลันมีอานุภาพกดดันอันแข็งแกร่งสองขุมแผ่พุ่งมา บนร่างราวกับมีปราณแห่งน้ำแข็งโอบล้อมทันที หนาวจนทำให้ฟันสั่นกึกๆ จินเฟยเหยาลุกขึ้นนั่งเง งยหน้าขึ้นมองไปไกลๆ เจตนาสังหารอันแข็งแกร่งนี้คือมีคนขั้นว่างเปล่ากำลังต่อสู้กัน
ที่นี่คือพื้นที่ของใต้เท้าหลง ใครมาก่อเรื่องใกล้ๆ นี้ หรือว่าคนที่ลงมือเป็นเขา จินเฟยเหยาสงสัยอยู่บ้าง เพิ่งไม่กี่วันก็สู้กับคนอื่นแล้ว ท่าทางโลกระดับเทพไม่ปลอดภัยจริงๆ ๆ หวาหวั่นซีและพั่งจื่อก็รู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารสองขุมนี้ อดรีบมาหาจินเฟยเหยาไม่ได้
มองเห็นจินเฟยเหยายืนอยู่บนเกสรดอกไม้สีชมพูไกลๆ กำลังมองไปรอบด้าน มองอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นแค่ดอกไม้ป่าสูงใหญ่พวกนี้ในโลกเทพฮวาอวี่ ทว่าไม่เห็นเงาร่างของผู้บำเพ็ญเซียนขั้ นว่างเปล่าแม้ครึ่งคน นางจึงนั่งลงบนกลีบดอกไม้อีกครั้ง
“เฟยเหยา” หวาหวั่นซีและพั่งจื่อยืนอยู่ด้วยกันบนกิ่งหญ้า ตะโกนเรียกนางเสียงดัง
จินเฟยเหยาโบกมือให้พวกเขา จากนั้นกลับนอนลงอย่างเกียจคร้าน “พวกเจ้าไม่ต้องกลัว อย่าเห็นว่าปราณสังหารอยู่ใกล้มาก ที่จริงตัวคนน่าจะอยู่ห่างอีกไกล คนขั้นแปลงจิตพวกนี้ก็เ เป็นเช่นนี้ ถึงอยู่ห่างไกลอานุภาพกดดันและปราณสังหารที่ปล่อยออกมาก็สามารถส่งมาถึงสถานที่อันห่างไกลมากๆ ได้”
“ข้ารู้สึกว่าพวกเขาน่าจะอยู่ใกล้มาก...” หวาหวั่นซีและพั่งจื่อเงยหน้าขึ้น รู้สึกเบื้องหน้ามีเงาตกค้างสายหนึ่งวาบผ่านก็เห็นคนร่วงลงมาจากท้องฟ้าตกลงบนกลีบดอกไม้ที่จินเฟยเห หยานอนอยู่
จากนั้นพวกนางสองคนก็มองอย่างตื่นตระหนก กลีบดอกไม้ถูกเงาสายหนึ่งกดทับอย่างหนักหน่วงจนดีดขึ้นมา จินเฟยเหยาก็ถูกกลีบดอกไม้ดีดขึ้นมาด้วย จากนั้นก็จูบกับเงาคนนั้นอย่างน่าอ อัศจรรย์
หวาหวั่นซีและพั่งจื่ออ้าปากค้างมองกลีบดอกไม้ที่อยู่ห่างออกไปอย่างหวาดกลัว คนที่ยืนสั่นสะท้านอยู่บนกลีบดอกไม้คือจินเฟยเหยาที่ตกตะลึงสุดขีดเช่นเดียวกัน นางเบิกตากว้างมองใต้เ เท้าหลงที่ยืนอยู่ใกล้มากและริมฝีปากเพิ่งสัมผัสกันเมื่อครู่
จินเฟยเหยาที่ตกใจสุดขีดพลันได้สติคืนมา กระโดดถอยมาหนึ่งจั้ง จากนั้นถุยน้ำลายอยู่บนกลีบดอกไม้ดัง ถุยๆๆ และยังใช้แขนเสื้อเช็ดปากอย่างแรง
คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หวาหวั่นซีและพั่งจื่อสีหน้ามืดครึ้มทันที
…………………………………………….
[1] เฮยเย่า คือ ออบซิเดียน เป็นหินอัคนีสีดำชนิดหนึ่ง