คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 443 ต้นไม้โดดเดี่ยว
จินเฟยเหยายังเช็ดปากอยู่ สีหน้าเหมือนเมื่อครู่จูบโดนอุจจาระสุนัขเข้า มีปฏิกิริยาเกินกว่าเหตุอยู่บ้าง
หวาหวั่นซีและพั่งจื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน สองคนนี้คือผู้มีประสบการณ์ สายตาแอบมองทางใต้เท้าหลง ไม่ต้องดูสีหน้าของเขา พวกนางสองคนก็รู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารที่ทำให้คนหายใจไม่ ออก
“ทำไมท่านไม่ถอยไปหน่อย จู่ๆ ก็ร่วงลงมาจากด้านบน ไม่รู้จักหลบหลีกบ้างเลย” นางยังบ่นอย่างไม่พอใจ ไม่ได้สังเกตว่าบรรยากาศรอบด้านไม่ถูกต้อง
ทันใดนั้น ใต้เท้าหลงก็ยื่นมือมาคว้าปกเสื้อของนางแล้วใช้มือกระชากเข้ามาก้มหน้าลงกัด จินเฟยเหยาตกใจหน้าถอดสี คิดจะผลักใต้เท้าหลงออกไปอย่างแรง ทว่าเขากลับดึงนางไว้มั่นดิ นหลุดเป็นอิสระไม่ได้เลย ปากถูกใต้เท้าหลงอุดไว้ทำให้นางหายใจไม่ออกอยู่บ้าง
หวาหวั่นซีและพั่งจื่อมองสบตากัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความพรั่นพรึง ต่อไปคงไม่เกิดเรื่องเกินขอบเขตขึ้นนะ ที่แท้พวกเราจะรั้งอยู่ที่นี่หรือจะหลบเลี่ยงดี กระบวนท่ายั่วยวนบุรุษของยา ายโง่นี่ร้ายกาจจริงๆ
ไม่รอให้พวกนางสองคนตัดสินใจหลบเลี่ยงก็เห็นจินเฟยเหยาพลันดิ้นรนออกมา ดูเหมือนกำลังกินอะไรบางอย่างในปากและมีสีหน้าสงสัยอยู่บ้าง มองดูใต้เท้าหลงอีกครั้ง บนริมฝีปากมีโลหิตค ค้างอยู่ หวาหวั่นซีและพั่งจื่อตกตะลึงทันที เทาเที่ยกัดคนแล้ว!
“หลง ถูกสุนัขกัดหรือ?” เวลานี้กลางท้องนภามีเสียงแหลมบาดหูดังมา เผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าช่วงปลายที่ท่อนบนมีรอยสัก ท่อนล่างสวมกางเกงขากว้างสีขาวลวดลายสีแดงตัวเดียวปรากฏกายข ขึ้นกลางอากาศ เส้นผมสีเงินทั้งศีรษะของเขาแผ่สยาย เผยให้เห็นหูปุกปุยคู่หนึ่ง หูสัตว์ตรงส่วนปลายเป็นสีแดงส่วนอื่นๆ เป็นสีขาว ในมือถือดาบสองคมสีขาวเล่มหนึ่ง ยิ้มเผยเขี้ย ยวพยัคฆ์อันแหลมคมสองซี่
ใต้เท้าหลงใช้มือเช็ดเลือดบนปากมองเขาด้วยสายตาเย็นชาแล้วผลักมือทันที ปราณมารผสมไฟนรกพุ่งขึ้นกลางอากาศโจมตีเผ่าปิศาจคนนั้น
เผ่าปิศาจรีบร่ายรำดาบสองคมในมืออย่างรวดเร็ว ก่อกำเนิดคมวายุทำลายไฟนรกที่พุ่งเข้ามา จากนั้นเขาก็แยกเขี้ยวแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน “หลง ยังนิสัยเจ้าอารมณ์เหมือนเดิมนะ ข้าคิดถึงร รสชาติเลือดของเจ้ามาก”
“ข้าก็คิดถึงสารรูปเจ้ากระดูกแตกทั่วร่าง สูญเสียหางทั้งหมด” ใต้เท้าหลงพลิกมือ ไอมารพลิกตลบกลายเป็นหอกมารดำกุมไว้ในมือ
จินเฟยเหยายืนอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าในปากยังเหลือรสชาติเลือดของใต้เท้าหลง ไม่เคยกินสิ่งที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน ความรู้สึกในอดีตว่าเนื้อวิญญาณจริงสัตว์เทพเลิศรสที่สุดใน โลก เมื่อเทียบกับเลือดคำนี้แล้วก็คือน้ำที่ใช้ล้างสิ่งของแล้วอันน่าขยะแขยงแท้ๆ ทันใดนั้น นางก็ได้สติขึ้นมาว่าตนเองเพิ่งทำเรื่องอะไรลงไป เงยหน้าขึ้นมองใต้เท้าหลงกำลังโรม มรันกับเผ่าปิศาจคนนั้น ไม่ไปตอนนี้หรือว่าจะรอให้เขามาคิดบัญชีหลังจากนี้!
ดังนั้นนางจึงถอยหลังสองก้าวแล้วหมุนตัวทันที กระโจนขึ้นจากกลีบดอกไม้กลายร่างเป็นไฟนรกหลบหนีออกไป ฉวยโอกาสคว้าหวาหวั่นซีและพั่งจื่อที่ยังตะลึงงันขึ้นพุ่งเข้าพงดอกไม้ หลบหนี ไปโดยไร้ร่องรอย
เพิ่งมุดเข้าพงดอกไม้ ด้านหลังก็มีแรงกระแทกขนาดยักษ์ที่เกิดขึ้นหลังจากพลังสองขุมปะทะกันส่งมาราวกับสัตว์ร้ายไล่หลังมาติดๆ สถานที่ที่มันผ่านดอกไม้ใบหญ้าถูกทำลาย ดอกไม้ป่าและ ะวัชพืชบนทุ่งหญ้าถูกตัดขาดโดยพร้อมเพรียง เผยให้เห็นความเป็นระเบียบอย่างน่าประหลาดแถบหนึ่ง
ผึ้งเฮยเย่ากำลังสร้างถ้ำเซียนใหม่ ในอดีตเป็นผึ้งตัวใหญ่อาศัยอยู่ในรังอย่างสุขสบาย ทว่าตอนนี้มีร่างมนุษย์แล้ว เขาคิดจะสร้างบ้านให้เป็นมนุษย์หน่อยไม่เช่นนั้นจะรับรองสหายไ ไม่สะดวก เวลานี้บ้านเป็นรูปเป็นร่างเล็กน้อยแล้วใช้รังผึ้งเป็นฐานสร้างบ้านใหม่ขึ้น ทันใดนั้นมีลมพัดมา เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเปลวเพลิงสีดำกลุ่มหนึ่งบินผ่านเหนือศีรษะไป จากนั้นแรง กระแทกก็พุ่งมาตัดหลังคาบ้านของเขา
“ทำอะไรน่ะ จะให้คนอยู่หรือไม่” ผึ้งเฮยเย่าด่าทออย่างเดือดดาลประโยคหนึ่ง รังในอดีตถูกเคราะห์สายฟ้าทำลาย ตอนนี้ยังถูกแรงกระแทกนี้ตัดหลังคาไปอีก โลกนี้ยิ่งไม่ยุติธรรมมากข ขึ้นทุกที
จินเฟยเหยาพาหวาหวั่นซีและพั่งจื่อหนีออกมาโดยไม่เหลียวหลัง ไกลเท่าใดก็หนีไปเท่านั้น พั่งจื่อเห็นว่าไม่มีที่พึ่งพาแล้วก็กรีดร้องอย่างโศกเศร้า พอถูกจินเฟยเหยาใช้ไฟนรกเผาก้น นเข้าหน่อยจึงหุบปาก
เหาะออกจากโลกเทพฮวาอวี่ นางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะไปที่ใดและไม่ว่างมาดูกระจกสภาพโลกวิญญาณ ปล่อยให้ไฟนรกพาตนเองหนีออกไป เหาะอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้มาหนึ่งวันหนึ่งคืนจนกระทั่ง งเหลือพลังวิญญาณไม่มาก นางจึงเก็บเวทหนีไฟนรกและนำพรมบินออกมาให้หวาหวั่นซีควบคุมพรมบินไปข้างหน้าต่อ ตนเองกลับนั่งไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพรมบิน
พั่งจื่อและหวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา สุดท้ายหวาหวั่นซีจึงเอ่ยปากถาม “เจ้ากัดใต้เท้าหลงทำไม?”
“เจ้านึกว่าข้าจงใจกัดเขาหรือ ตอนนั้นควบคุมไม่อยู่ รู้สึกว่าถ้าไม่แทะเขาสักคำต่อไปอาจจะไม่ได้เจออาหารอร่อยขนาดนี้อีกแล้ว ข้าถูกความอยากอาหารจู่โจมจิตใจไปชั่วขณะจึงอดกัดลง ไปไม่ได้ แต่รสชาติไม่เลวจริงๆ เจ้าหมอนั่นอร่อยมาก ถ้าเหยาะเกลือและพริกไทยสักนิดแล้วย่างต้องเป็นอาหารเลิศรสแน่” จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวาก่อนแบบวัวสันหลังหวะ จากนั้นจึงจุ ปากเอ่ย
นางครุ่นคิดแล้วลูบคางเอ่ยว่า “ตอนนี้ข้าจึงพบว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่พลังบำเพ็ญเพียรสูงคุณสมบัติดีรสชาติอร่อยกว่าสัตว์เทพมากนัก ไม่รู้ว่าพี่กระจกที่เหาะขึ้นสวรรค์แล้วจะมีร รสชาติเช่นไร น่าเสียดายที่เป็นแค่การรับรู้เลยชิมไม่ได้”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างตกตะลึงสุดขีด หรือว่าสิ่งที่ยายนี่พูดออกมาจากปากกับสิ่งที่นางอยากถามเป็นเรื่องเดียวกัน? นางชะงัก ได้แต่เอ่ยอย่างจนใจ “เจ้าตัวตะกละ”
“หืม? กินได้คือมีบุญนะ” จินเฟยเหยามองนางอย่างไม่หวั่นไหว ทว่าต่อมายังถอนหายใจอย่างเสียดาย “เฮ้อ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ข้ายังคิดถึงคลังสมบัติเล็กๆ ของใต้เท้าหลง ในนั้นมีสิ่งที่ข้าต้องใช้ แต่ตอนนี้ข้าไม่กล้ากลับไปแล้ว เลือดคำหนึ่งก็ทำให้คลังสมบัติของข้าไม่เหลือแล้ว ค่าตอบแทนสูงเกินไป”
ตอนนี้พั่งจื่อไม่กล้าส่งเสียง เพียงแต่มองโลกวิญญาณฮวาอวี่ที่ห่างออกไปด้วยสีหน้าเศร้าโศกราวกับภรรยาที่ถูกบุรุษเมินเฉย ต่อไปต้องติดตามยายนี่เร่ร่อนอีก คิดจะอยู่อย่างสบายใจห หน่อยคงไม่ได้แล้ว
ลังเลนิดหนึ่ง หวาหวั่นซีพลันยิ้มแย้มขึ้น ภายใต้สายตาสงสัยของจินเฟยเหยานางชี้หน้าจินเฟยเหยาแล้วเอ่ยว่า “ปากเจ้าบวมแล้ว”
“หา!” จินเฟยเหยาลูบ ริมฝีปากบวมนิดหน่อยจริงๆ ด้วยจึงอดด่าทอไม่ได้ “อะไรนะ ทำไมจึงเป็นแบบนี้”
ทันใดนั้น นางเห็นพั่งจื่อหัวเราะหึๆ ขึ้นมาจึงถามพั่งจื่อว่าหัวเราะอะไร จากนั้นก็เห็นนางปิดปากหัวเราะ “มิน่าเล่าเมื่อก่อนปากพั่งจื่อจึงดูบวมนิดหน่อย ที่แท้เกิดจากสาเหตุนี้เอง ”
พั่งจื่อตกตะลึงอย่างหนัก ยายนี่บ้าหรือเปล่า!
หวาหวั่นซีทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงถามเรื่องสำคัญด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไร?”
“ทำอย่างไร? แน่นอนว่าต้องหนีไปยิ่งไกลยิ่งดี จะได้แวะไปโลกเทพเหล่านี้ค้นหาวัตถุดิบที่ต้องการสักหน่อย จริงสิ ถ้าเจอวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติสายฟ้าพวกเราต้องรีบเก็บไว้ ต่อไปสาม มารถแลกสิ่งของกับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าได้” จินเฟยเหยากระพริบตา นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว ยังต้องถามด้วยหรือ?
“เจ้าไม่คิดถึงด้านอื่นบ้างหรือว่าบางทีนี่อาจเป็นเรื่องดี?” หวาหวั่นซีถามหยั่งเชิง
จินเฟยเหยาถามด้วยสีหน้างุนงง “เรื่องดีอะไร?”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจาอยู่ครู่หนึ่งจึงรวบผมขึ้นเอ่ยว่า “ช่างเถอะ พวกเราหนีดีกว่า”
“รอข้าดูแผนที่หน่อย ว่าต้องไปทิศทางใด” จินเฟยเหยานำกระจกสภาพโลกวิญญาณออกมามองดูบนนั้น พบว่าทิศทางที่นางกำลังหลบหนีและบ่ายหน้าไปมีโลกเทพแห่งหนึ่งพอดี
ดังนั้นจึงเอ่ยว่า “พวกเราไปโลกเทพแห่งนี้ แค่ตรงไปข้างหน้าก็พอ จอมมารหลงกำลังต่อสู้กับเผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าต้องไม่ว่างมาจับพวกเราแน่ พวกเราไปอย่างวางใจได้ เป้าหมายคือเก็ บรวบรวมวัตถุดิบ เด็ดได้ก็เด็ด เด็ดไม่ได้ก็หลอกลวงปล้นชิง ต้องหาวัตถุดิบทั้งหมดให้ครบ”
เพิ่งไม่อยู่ใต้หนังตา นางเปลี่ยนใต้เท้าหลงเป็นจอมมารหลงทันที อารมณ์ก็ดีขึ้น
ถึงอย่างไรพั่งจื่อและหวาหวั่นซีล้วนรู้สึกว่ายายนี่หมดทางเยียวยาแล้ว พวกนางจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก ทว่าเริ่มตั้งใจจดจำชื่อวัตถุดิบ วงเวทที่พี่กระจกให้เกินจริงม มาก วัตถุดิบเยอะจนน่าตกใจ ถ้าไม่ตั้งใจจำให้ดีพลาดไปก็ยังไม่รู้เลย เพื่อให้อ่านสะดวกจินเฟยเหยาจึงเขียนชื่อวัตถุดิบไว้บนป้ายหยก ทุกคนมีคนละชิ้น แม้แต่พั่งจื่อก็ไม่ยกเว้น
ดูจากกระจกสภาพโลกวิญญาณ โลกระดับเทพที่พวกนางจะไปเรียกว่าโลกเทพกูซู่[1] พื้นที่ดูเหมือนจะเล็กมาก แค่ดูจากชื่อ มีความรู้สึกว่าสถานที่นั้นมีเพียงต้นไม้ต้นเดียว
บินมาสิบหกวัน ในที่สุดเบื้องหน้าก็ปรากฏเงาร่างของโลกเทพกูซู่ สมชื่อจริงๆ ทั้งโลกเทพมีเพียงต้นไม้ต้นเดียว และต้นไม้ต้นนี้คือโลกเทพกูซู่ทั้งหมด รากต้นไม้ปักลงไปในชั้นเม มฆดำ ลำต้นขนาดยักษ์พุ่งทะลุชั้นเมฆ มองดูไกลๆ สูงหลายพันจั้ง ตรงด้านล่างสุดที่เข้าใกล้รากไม้ ลำต้นกว้างถึงยี่สิบหลี่เต็มๆ ยอดไม้ด้านบนยิ่งมีขนาดใหญ่จนน่าตะลึง เกรงว่าต้องม มีความกว้างขนาดหนึ่งร้อยกว่าหลี่ สามารถรองรับคนแสนกว่าคนได้สบายๆ
ยังอยู่ห่างอีกไกลก็เห็นคนมีปีกบินไปบินมารอบต้นไม้แล้ว จินเฟยเหยาไม่สบายใจอยู่บ้าง ที่นี่เป็นที่อยู่ของเผ่าใดกันแน่? ถ้าปลอมตัวผิดเผ่าอาจจะชักนำเรื่องยุ่งยากที่ไม่จำเป็ นมา
จินเฟยเหยาครุ่นคิดแล้วสวมเสื้อคลุมที่มีหมวก เตรียมบินเข้าไปใกล้อีกหน่อยค่อยว่ากัน พอเห็นชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของเผ่าใดก็จะปลอมตัวเป็นคนของเผ่านั้น ส่วนหวาหวั่นซีทนควา ามยุ่งยากที่ฐานะเผ่ามนุษย์นำมาให้มากพอแล้ว ร่างกายหุ่นเชิดทำได้เหมือนมนุษย์มากเกินไปก็ลำบาก ทว่านางกลับคิดวิธีแก้ปัญหาได้
ปกติหุ่นเชิดล้วนต้องวาดลวดลายอาคมบนร่าง นางจึงวาดลวดลายอาคมหุ่นเชิดระดับต่ำสุดบนใบหน้าด้านซ้าย เกรงว่ายังมีคนโง่ดูไม่ออก ยังเขียนอักษร ‘หุ่น’ ตัวเล็กๆ ไว้ด้านในโดยตรง แบบ บนี้ถึงมีคนสงสัยว่านางเป็นเผ่ามนุษย์ ขอเพียงชี้ใบหน้าให้พวกเขาดูก็พอ ไม่ต้องให้จินเฟยเหยาไปอธิบายอะไรทั้งนั้น สะดวกอย่างยิ่ง
จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่านางจะทำเช่นนี้ แต่มองดูอย่างละเอียด ลวดลายนี้สามารถบดบังความงดงามได้นิดหน่อย อัปลักษณ์นิดหนึ่งก็เป็นเรื่องดี ไม่สะดุดตาจะได้ไม่ตอแยสุนัขป่าราคะไปทั่ว
รอจนพวกนางบินเข้าไปใกล้ จินเฟยเหยาจึงมองเห็นชัด บนต้นไม้ทั้งหมดเป็นเผ่าปิศาจ อีกทั้งส่วนใหญ่ล้วนบินได้ ไม่ว่าในอดีตจะมีคนเผ่ามารเผ่ามนุษย์อยู่หรือไม่ ถึงอย่างไรตอนนี้ด ดูแล้ว ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยเผ่าปิศาจขั้นเทพ สามารถจินตนาการได้ว่าตอนนั้นมีเคราะห์สายฟ้าผ่าบนต้นไม้นี้มากมายเพียงใด เป็นมหาสมุทรแห่งมนุษย์ปักษาแท้ๆ
ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงนำเขาออกมาแล้วแผ่ปราณปิศาจเทาเที่ยทั่วร่าง ส่วนพั่งจื่อหลังจากเห็นลักษณะครึ่งคนครึ่งสัตว์ของจินเฟยเหยาครั้งหนึ่งโดยบังเอิญก็ชอบเอ่ยว่ามิสู้แปลงเป็น เทาเที่ยเสียเลย แบบนี้คนตาบอดจะไม่จำฐานะของนางผิดว่าเป็นเผ่าปิศาจ ทั้งยังฝึกบำเพ็ญได้ หลีกเลี่ยงไม่ใช้คาถาผสานนานๆ มิเรียนเสียเที่ยวหรือ
แต่จุดจบสุดท้ายของข้อเสนอนี้คือมันต้องกินกำปั้นอีกหลายหมัด
………………………………
[1] กูซู่ มีความหมายว่า ต้นไม้โดดเดี่ยว