คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 445 การซ้อนทับ
สิ่งของในโลกวิญญาณกูซู่มีมากมายจริงๆ ในบรรดานั้นมีวัตถุดิบเจ็ดแปดชนิดที่นางสามารถใช้กางวงเวทได้ อย่าเห็นว่ามีเพียงต้นไม้ต้นเดียว ทว่าบนนั้นกลับมีพืชกาฝากไม่น้อย
บนลำต้นมีเถาวัลย์ดูดอาหารและน้ำเลี้ยง มีใบเหมือนขวดน้ำสามารถเก็บน้ำได้ มีซูเหลียน[1]ที่อาศัยน้ำเหล่านี้เติบโต ยังมีมอสและรานานาชนิด ยิ่งกว่านั้นยังมีขนนกหลากชนิด สิ่งเหล่ านี้เป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดและเป็นเป้าหมายของจินเฟยเหยา
“เป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์หรือไม่?” ราชันเฟยเทียนให้คนนำพืชพรรณที่มีในโลกเทพกูซู่มา ให้จินเฟยเหยาผ่านตาทีละอัน ดูว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้สร้างวงเวทได้หรือไม่
จินเฟยเหยาคำนวณดูอย่างละเอียด สิ่งเหล่านี้สร้างวงเวทป้องกันธรรมดาไม่ได้เลย ส่วนวงเวทที่มีระดับความยากสูงของพี่กระจก จินเฟยเหยากางไม่ได้เลย ถ้าบอกว่าใช้ประโยชน์ได้ดีต้อ องเป็นวงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่ในโลกวิญญาณจ้งถู่อันนั้น ทว่าแร่ที่ใช้มากมายเกินไป นางออกจากโลกวิญญาณจ้งถู่ก็นำแร่มาด้วยไม่น้อย ทว่ากลับไม่พอใช้กางวงเวททั่วทั้งโลกเทพ พ ท่าทางได้แต่ใช้วงเวทธรรมดา มีดีกว่าไม่มี สร้างอันที่ตนเองสร้างเป็นอันหนึ่งก่อนแล้วกัน
จินเฟยเหยาครุ่นคิดจึงเอ่ยกับราชันเฟยเทียน “ไม่ไหว วัตถุดิบเหล่านี้ส่วนมากใช้กางวงเวทไม่ได้ ข้ามีวัตถุดิบอยู่บ้าง แต่กลับมีประโยชน์อย่างอื่น เรื่องนี้คงทำยากเสียแล้ว”
พอราชันเฟยเทียนได้ฟัง นี่ไม่ใช่เรื่องยากอะไรจึงชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังแล้วเอ่ยว่า “ท่านดูสิ่งของที่นี่ว่ามีสิ่งใดที่ท่านใช้ได้บ้าง นำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ตอนนี้รีบใช้ก การป้องกัน ทุกคนช่วยเหลือกันหน่อยเถอะ”
จินเฟยเหยารอให้เขาพูดประโยคนี้อยู่จึงลูบเส้นผมเอ่ยอย่างขัดเขิน “ราชันเฟยเทียน เกรงใจเกินไปแล้ว เพียงแต่ข้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เช่นนั้นเคารพมิสู้ทำตามคำสั่งข้าขอแลกสิ่งข ของไป”
“เจ้าไม่ต้องเกรงใจ เจ้ามาช่วยพวกเราเหตุใดยังให้เจ้าควักกระเป๋า สิ่งของที่นี่เจ้าต้องการอะไรก็บอกมา ขอเพียงสร้างการป้องกันขึ้นในเร็ววันก็พอ” ราชันเฟยเทียนตอบอย่างใจกว้าง ถึง งอย่างไรของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เห็นเป็นประจำและพวกเขามีมากมาย
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจละ ข้าต้องการเถาวัลย์แสงเงินและขนนกไม่กี่ชนิด สิ่งอื่นๆ ไม่ต้อง” จินเฟยเหยาเลือกวัตถุดิบที่ตนเองหมายตาไว้แต่แรกในสิ่งของเบื้องหน้า พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งข ของที่หวาหวั่นซีต้องใช้กางวงเวท สิ่งอื่นๆ ใช้ไม่ได้
พอราชันเฟยเทียนเห็น เถาวัลย์แสงเงินมีมากมาย ส่วนขนนกไม่กี่ชนิดนั้นก็ไม่นับว่าหายาก จึงเอ่ยถามอย่างใส่ใจ “สิ่งเหล่านี้เพียงพอหรือไม่? ถ้าไม่พอยังมีอีก”
“ข้าขอดูหน่อย” จินเฟยเหยากวาดดูปริมาณและวัตถุดิบที่ใส่ไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว จากนั้นเริ่มคำนวณขึ้นมา “เถาวัลย์แสงเงินสองร้อยจั้ง ขนนกเหล่านี้แต่ละชนิดสองร้อยก้าน เช่นนี้ จึงพอได้”
“สองร้อยก้าน!” ราชันเฟยเทียนตกตะลึงอยู่บ้าง ขนเหล่านี้ล้วนเป็นขนส่วนหาง นกบางตัวเพิ่งมีหนึ่งถึงสองก้าน ไม่ได้ร่วงลงมามากขนาดนั้น ถ้าต้องการจริงๆ ก็ต้องไปจับนกมาถอนขน
“ท่านโปรดเริ่มงานก่อน ข้าจะไปเตรียมขนนก” ราชันเฟยเทียนครุ่นคิด ตอนนี้สร้างการป้องกันก่อนสำคัญกว่า ถึงอย่างไรดึงขนนกออกมาแล้วก็ยังยาวได้
จินเฟยเหยาย่อมรู้ดี คนที่โผล่มากะทันหันอย่างตนเอง พอเอ่ยปากก็ต้องถอนขนนกของผู้อื่น ถ้าสร้างผลงานออกมาไม่ได้ต้องถูกสงสัยว่าเป็นคนหลอกลวงที่ฉวยโอกาสปล้นชิงตอนไฟไหม้แน่ อีกทั้งทำวงเวทสุ่มๆ ออกมาอันหนึ่ง พอดีสามารถจัดการขยะในตัวได้
ดังนั้นนางจึงตอบรับและเริ่มเลือกวงเวทที่ค่อนข้างคุ้มทุน ถึงจินเฟยเหยาจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวงเวท ทว่าก็เคยศึกษาสิ่งนี้มาหลายสิบปีโดยเฉพาะ นอกจากวงเวทที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง งเป็นพิเศษอย่างวงเวทวิญญาณสิบสองปิศาจ วงเวทระดับสูงที่เผยแพร่อยู่ภายนอกบางอันนางก็รู้จักดี
ดังนั้นนางจึงเลือกวงเวทที่เรียบง่ายที่สุดและใช้วัตถุดิบน้อยที่สุดมาอันหนึ่งแล้วเริ่มสร้าง ทุกอย่างประหยัดเงินเป็นหลัก ใช้เงินยิ่งน้อยยิ่งดี แต่ถึงใช้วัตถุดิบน้อยที่สุด นี่คื อต้องกักต้นไม้ทั้งต้นไว้ในการป้องกัน พอคำนวณดูแล้ว ต้องกางวงเวทขนาดใหญ่จริงๆ
โชคดีที่ใช้วัตถุดิบราคาถูก จินเฟยเหยาฉวยโอกาสนี้จัดการขยะในถุงเฉียนคุน นำขยะที่ไม่ได้ใช้ออกมาหลอมทั้งหมดเป็นของเหลววิญญาณที่แตกต่างกัน จากนั้นเริ่มวาดวงเวทตรงรากไม้ น นางแทะผลไม้ที่มีเฉพาะโลกเทพกูซู่ นำพู่กันวิญญาณวาดวงเวทบนพื้นอย่างชำนาญยิ่ง ท่าทางสบายๆ นั้นทำให้คนเข้าใจผิดนึกว่านางเป็นยอดฝีมือด้านวงเวท กินอาหารก็สามารถวาดวงเวท ขนาดยักษ์ได้
ตามวันเวลาที่ล่วงเลย จินเฟยเหยาก็สอบถามได้กระจ่าง เผ่าปิศาจขั้นเทพที่นี่ทั้งหมดมียี่สิบเจ็ดคน น้อยกว่าที่นางจินตนาการไว้เยอะ ตอนมาดูเหมือนมีจำนวนมากทำอยู่นานก็มีแค่ไม่ก กี่คนนี้ ส่วนคนอื่นๆ ล้วนเป็นสัตว์ปิศาจขั้นแปดหรือเพิ่งขั้นเก้าที่คุณสมบัติไม่พอจะผ่านเคราะห์สายฟ้า
นึกถึงปกติมีคนมาสังหารสัตว์ปิศาจขั้นเก้าเป็นประจำ พื้นที่เล็กๆ นี้มีเผ่าปิศาจยี่สิบเจ็ดคนที่ผ่านด่านเคราะห์สายฟ้าได้ก็ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย เผ่ามารและเผ่ามนุษย์ต้องฝึกถ ถึงขั้นแปลงจิต ไม่รู้ต้องใช้เวลาไปกี่ปี บางคนชั่วชีวิตยังไม่มีบุญวาสนานี้เลย
“ว่าไปแล้ว ถึงไม่มีการป้องกัน ขอเพียงไม่มีคนขั้นว่างเปล่ามาก็เป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะยึดครองสถานที่แห่งนี้อย่างง่ายดาย” วาดวงเวทได้สองในสามส่วนแล้ว จินเฟยเหยาพลันเงยหน้าขึ้ นเอ่ยกับหวาหวั่นซี
ปกติวาดวงเวทจะไม่ให้คนอื่นช่วยเหลือ ถ้าไม่ระวังจะทำให้วงเวททั้งหมดเสียประสิทธิภาพ ดังนั้นหวาหวั่นซีจึงช่วยหลอมสร้างของเหลววิญญาณอยู่ตลอด ส่วนพั่งจื่อหนีหายไปโดยไร้ร่องรอยแต ต่แรก หลอกนกตัวใหญ่มาให้มันขี่บินไปบินมาในโลกเทพกูซู่ทั้งวัน เจ้าหมอนี่โตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวเหมือนเด็กน้อยเจ็ดแปดขวบอีก
หว่าหวั่นซีขมวดคิ้วเอ่ยว่า “วาดได้สองในสามส่วนแล้ว เจ้าเพิ่งพูดเช่นนี้ สิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้มิเสียเปล่าหรือ”
“ข้าเพียงนึกได้อย่างกะทันหัน ดังนั้นจึงรู้สึกทอดถอนใจ เรื่องวาดนี่ก็ต้องวาด ถ้าไม่วาดใครจะเอาขนนกมาให้ข้า เจ้าไม่เห็นราชันเฟยเทียนไล่ตามนกตัวใหญ่พวกนั้นจับกดลงบนกิ่งไม้ แล้วใช้กำลังถอนขนพวกมันหรือ นกพวกนั้นร้องเหมือนถูกราชันเฟยเทียนจับไปทำอย่างว่า ทำเอาไม่สงบสุขไปทั้งวัน” จินเฟยเหยามองหวาหวั่นซีแล้วยิ้มแย้ม ขนนกที่นางต้องการมีหกชนิด ชนิดละสองร้อยก้านคำนวณดูแล้วก็คือหนึ่งพันสองร้อยก้าน ราชันเฟยเทียนถอนขนนกทั้งวัน ทำเอาสัตว์ปิศาจขั้นแปดขั้นเก้าหวาดกลัวจนหลบหนีวุ่นวาย กลัวว่าขนบนก้นจะถูกถอนหมด
“ที่จริงข้าอยากถามมาตลอด วงเวทของเจ้าดูคุ้นตาอย่างยิ่ง” หวาหวั่นซีหรี่ตามอง เอ่ยถามอย่างกะทันหัน
ดวงตาจินเฟยเหยามองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นเอ่ยกระซิบว่า “นี่คือวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้น เจ้าต้องคุ้นตาแน่นอน เป็นวงเวทป้องกันพื้นฐาน”
“เจ้าถึงกับสุ่มเอาวงเวทป้องกันพื้นฐานในตำรามาหลอกเผ่าปิศาจพวกนี้ ไม่กลัวพวกเขาพบเห็นแล้วไม่ให้ขนนกแก่เจ้าสักก้านหนึ่งหรือ?” หวาหวั่นซีมองนางอย่างตกตะลึง เดาไม่ผิดเลย เป็ นวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นจริงๆ ตอนแรกยังรู้สึกเป็นไปไม่ได้ จินเฟยเหยาน่าจะไม่ใช้วงเวทพื้นฐานง่ายๆ แบบนี้ ดังนั้นถึงจะดูคล้ายแต่นางก็ไม่ได้พูดมาตลอด
ทว่าตอนนี้วาดได้สองในสามแล้ว ดูอย่างไรก็รู้สึกว่าวงเวทนี้เป็นหนึ่งในสิบวงเวทพื้นฐานที่สุดซึ่งทุกคนต้องเรียนตอนศึกษาวงเวท วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นนี้แทบจะไม่มี ความสามารถในการโจมตีกลับ เป็นเพียงการป้องกันเล็กๆ ที่ต้านทานคนหรือสิ่งของไม่ให้เข้ามา ปกติผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณล้วนเรียนวงเวทนี้ก่อน
หลักๆ คือใช้สำหรับป้องกันพื้นที่ที่ตนเองอยู่อาศัยหรือแปลงสมุนไพร เพื่อป้องกันหัวขโมยเข้ามาจากภายนอก ต้องบอกว่าไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเลยสักนิด ไม่มีเวทมนตร์โต้กลับและไม่มีเวท ลวงตาที่สร้างขึ้นเอง แม้แต่ใส่สัตว์หรือวิญญาณก็ไม่ได้ พื้นฐานจนไม่อาจจะพื้นฐานไปกว่านี้ได้อีก พอถึงขั้นฝึกปราณช่วงปลายได้เรียนวงเวทอื่นๆ ก็ไม่มีใครใช้วงเวทพื้นฐานสิบอ อันอีกเลย
ได้ยินคำพูดของนาง จินเฟยเหยากลับเอ่ยด้วยสีหน้าใสซื่อ “เจ้านึกว่าวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นกางง่ายขนาดนี้เลยหรือ เจ้าไม่ดูบ้างว่าพื้นที่นี้กว้างใหญ่เพียงใด ต้องใช้ วัตถุดิบมากมายเพียงใด อีกทั้งที่นี่มีเพียงต้นไม้ต้นเดียว ข้าคิดจะเสริมวัตถุดิบก็เป็นไปไม่ได้ กางวงเวทนี้ได้ก็ไม่เลวแล้ว”
“แต่เจ้าทำแบบนี้จะป้องกันใครได้ นี่เป็นวงเวทที่คนขั้นฝึกปราณใช้นะ” หวาหวั่นซีส่ายศีรษะ สิ่งของเช่นนี้เป็นของชั้นต่ำของปลอมแท้ๆ ไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย
“จะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร” จินเฟยเหยาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของนาง ชี้ไปรอบด้านแล้วเอ่ยว่า “เจ้าดูสิข้าวาดไว้หลายชั้นแล้ว เนื่องจากลวดลายของวงเวทนี้ง่ายมาก แค่ไม่กี่ขีด ถ้า าวาดวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นแค่อันเดียวจะทำให้คนพบว่าวงเวทนี้ง่ายดายยิ่ง ดังนั้นข้าจึงวาดแปดอัน ถึงเป็นวงเวทพื้นฐานที่สุด แปดอันก็มีประโยชน์นิดหน่อย”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย เนื่องจากนางวาดซ้ำๆ กันแปดอัน ดังนั้นนางจึงไม่แน่ใจมาตลอดว่าใช่วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นหรือไม่ เพียงแต่วาดวงเวท ทพื้นฐานที่เหมือนกันแปดอัน มิสู้วาดวงเวทระดับสูงอันเดียวดีกว่า ถึงใช้วัตถุดิบล้ำค่าหน่อย แต่ในด้านปริมาณน้อยกว่าแปดอันนี้มากนัก ไม่ต้องใช้เวลาวาดวงเวทนานขนาดนี้
ดังนั้นนางจึงเอ่ยว่า “เจ้าวาดวงเวทดีๆ อันเดียวออกมาดีกว่าวาดแปดอันนี้ นำของดีๆ ออกมาหน่อยก็ได้”
“ใครว่าข้าเพิ่งวาดได้แปดอัน ขอเพียงยังมีวัตถุดิบขยะเหล่านี้ ข้าก็วาดเพิ่มหลายอัน อย่างน้อยที่สุดต้องทำให้เผ่าปิศาจพวกนี้รู้สึกว่าวงเวทนี้มีลวดลายซับซ้อน ดูแล้วเป็นขอ องดีจึงให้ขนปีกอย่างรวดเร็ว” จินเฟยเหยายิ้มชั่วร้าย ทำให้หวาหวั่นซีไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จัดการขยะไม่ใช่จัดการแบบนี้นะ
ขณะที่คนทั้งสองสนทนากัน อีกด้านของต้นไม้ใหญ่พลันมีเสียงต่อสู้ดังมารางๆ และยังมีแรงกระแทกส่งมาเบาๆ
จินเฟยเหยาลุกขึ้นอย่างแปลกใจ ทว่าถูกต้นไม้ใหญ่บดบังสายตาไว้โดยสิ้นเชิง มองไม่เห็นว่าด้านนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าผลลัพธ์จากแรงกระแทกที่ส่งมาและใช้การรับรู้ตรวจสอบ ดูเหมือ อนจะมีคนต่อสู้กันในสถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโลกเทพกูซู่
หวาหวั่นซีคิดจะไปดู ทว่าจินเฟยเหยาที่การรับรู้ร้ายกาจกว่านางมากนักห้ามนางไว้ “ไม่ต้องไป มนุษย์มาอีกแล้ว เป็นพวกราชันเฟยเทียน ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น อาจจะพบคนของเผ ผ่ามนุษย์เผ่ามาร”
“มาเร็วขนาดนี้เชียว ที่นี่คงไม่เกิดการรบนะ!” หวาหวั่นซีขมวดคิ้วกล่าว
จินเฟยเหยาใช้การรับรู้กวาดดูอีกครั้ง พลันพบว่าราชันเฟยเทียนดูเหมือนจะพาคนที่มีพลังวิญญาณกลับมาคนหนึ่ง ดังนั้นจึงบอกหวาหวั่นซีว่า “โอ้ ดูเหมือนจะจับเผ่ามนุษย์ได้คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นผู้โชคร้ายคนใด พลังบำเพ็ญเพียรเพิ่งขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้น ท่าทางต้องถูกเผ่าปิศาจกินเป็นอาหารแน่”
………………………………….
[1] ซูเหลียน คือ ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่เกาะบนต้นไม้ ใหญ่