คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 447 ชีวิตคนเรา
จินเฟยเหยาพาไห่หลันอินไปและตรงไปยังสถานที่วาดวงเวทเมื่อครู่ เผ่ามนุษย์ส่งคนสอดแนมมา คาดว่าใช้เวลาไม่นานทัพใหญ่จะปรากฏตัวขึ้น รีบสร้างวงเวทนี้ดีกว่า
ถุงเฉียนคุนของไห่หลันอินถูกเผ่าปิศาจเก็บไป นี่ถือเป็นสินสงครามของพวกเขา ไม่มีใครคิดจะนำมันออกมาสักคน จินเฟยเหยาได้แต่นำยาในตัวออกมาให้นาง เพียงแต่ด้วยนิสัยของนางจ จึงตัดใจนำยาดีๆ ออกมาให้ไม่ได้
กินยาลงไปแล้ว ลมหายใจของไห่หลันอินสงบราบเรียบขึ้นมากจึงเริ่มนั่งโคจรพลังอยู่ด้านข้าง ส่วนจินเฟยเหยาวาดวงเวทต่อไม่ได้หยุดมือ นางเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้น “เล่ามาสิ ทำ ำไมเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
“ท่านพ่อกับศิษย์พี่รวมหัวกันหลอกข้าเพื่อสำนักของตระกูลไห่ ข้าโง่งมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่จริงศิษย์พี่ไม่ได้ชอบข้าเลยสักนิด แต่งงานกับข้าแล้วกลับแอบอยู่กับสตรีอื่น พวก กเขาวางแผนการให้บรรดาผู้อาวุโสแซ่ไห่ไปดินแดนลึกลับแล้วกำจัดทิ้งทีละคน ในมือกุมอำนาจแทบทั้งหมด สุดท้ายศิษย์พี่รอไม่ไหวคิดจะสังหารข้าด้วย จะได้ให้พื้นที่แก่สตรีที่เขาชอบ” ” ไห่หลันอินเอ่ยอย่างสงบนิ่ง ดูไม่ออกว่านางเสียใจมากเพียงใด บางทีคงเจ็บมากเกินไปจนด้านชา
“อ้อ เจ้าดวงแข็งนะ หนีออกมาได้อย่างไร?” จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อก่อนนางก็รู้สึกว่าศิษย์พี่ของไห่หลันอินไม่ใช่คนดีงามอะไร ทั้งยังเค คยเอ่ยเตือนนางแต่นางไม่ยอมรับฟัง
ไห่หลันอินถอนหายใจเบาๆ “ผู้อาวุโสแซ่ไห่ท่านหนึ่งระแคะระคายถึงแผนการของพวกเขา ดังนั้นจึงคิดจะใช้ชื่อของข้าล้มล้างพวกเขา ทว่าตอนนั้นข้าโง่เขลาเกินไปไม่ยอมเชื่อว่าจะมีเรื่องเช ช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่ฟังคำพูดของเขา สุดท้ายรอจนเขาตายแล้วข้าจึงรู้ แต่ก็สายไปแล้ว”
“เขาใช้ชีวิตแลกกับชีวิตของข้า ตอนข้าหลบหนีออกมาเร่งร้อนมาก ไม่ได้พกอะไรมาเลย เป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระอยู่หลายปี สุดท้ายวงเวทส่งตัวของโลกวิญญาณซิงหลัวปรากฏขึ้น ข้าจึงใช้ เงินสะสมทั้งหมดออกจากโลกวิญญาณเป่ยเฉินไปโลกวิญญาณซิงหลัว ที่โลกวิญญาณเป่ยเฉินข้าไม่กล้าใช้กระทั่งชื่อจริงและไม่กล้าเข้าสำนัก เนื่องจากพวกเขายังคิดจะสังหารข้า” ไห่หลันอินเร รียกได้ว่าเรื่องยาวเล่าสั้น เล่าเรื่องสองร้อยปีจบอย่างเรียบง่ายแบบนี้
สุดท้ายนางก็ยิ้มขมขื่น “ต่อมาข้าเข้าสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ถึงผ่านชีวิตผู้บำเพ็ญเซียนอิสระอันยากไร้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็คิดจะเอาเปรียบ ข้าเลื่อนเป็นขั้นกำเนิดใหม่ได้เนื องจากต้องออกมาแย่งชิงและยึดครองพื้นที่ ดังนั้นผู้อาวุโสในสำนักจึงยอมช่วยให้ข้าเลื่อนขั้น หลายสิบปีมานี้ล้วนใช้ข้าช่วยเหลือสำนักยึดครองพื้นที่ ตอนนี้การรบเพิ่งสิ้นสุด ข้าย ยังนึกว่าจะได้พักผ่อนสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะจับติ้วได้มาที่โลกระดับเทพอีก”
เอ่ยถึงตรงนี้ จินเฟยเหยาพลันสอดปาก “ถ้าวันนี้เจ้าไม่ได้พบข้า เกรงว่าคงต้องมอบชีวิตที่นี่แล้ว”
ไห่หลันอินพลันเอ่ยอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าจะทุกข์ทนอย่างไรข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าไม่มีเจ้าอยู่ข้าอาจจะทรยศเผ่ามนุษย์ไปเข้ากับเผ่ามาร ขอเพียงสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ข้าสามารถทำได้ทั้งนั้น ข้ายังมีแค้นต้องชำระจะตายก่อนไม่ได้เด็ดขาด”
ท่าทีของนางเป็นสิ่งที่จินเฟยเหยาคาดไม่ถึง ไม่ได้พบกันสองร้อยปี ไห่หลันอินเปลี่ยนไปมากทีเดียว เรียนรู้วิธีอยู่รอดของคนตัวเล็กๆ แล้ว เพียงแต่ท่าทางจริงจังเกินไปหน่อย แบบนี้ จะสูญเสียความรื่นรมย์ไปมากมาย
“แล้วตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไร รอเสร็จเรื่องที่นี่แล้วจะกลับสำนักหรือ?” จินเฟยเหยาถาม
ไห่หลันอินกลับลังเล เนื่องจากคนไม่พอดังนั้นนางจึงมีโอกาสถูกดึงเป็นขั้นกำเนิดใหม่ นางที่มีคุณสมบัติไม่ดีนักใช้ชีวิตอย่างยาจก มีความสำเร็จเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว ถ้าไปเป็ นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระอีกครั้ง ชีวิตจะยิ่งลำบากมากขึ้น แต่ถ้ากลับไป ในสำนักไม่มีใครคิดจะดีต่อผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่อย่างนาง เพียงถือว่านางเป็นกำลังหนุน ตรงไหนต้องการ รก็ต้องไปตรงนั้น
ครุ่นคิดอย่างละเอียด เป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระและรั้งอยู่ในสำนักก็ไม่ค่อยดี เพียงแต่นางไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้
เห็นท่าทางนางดูเหมือนตัดสินใจไม่ได้ แปดส่วนคงรู้สึกว่าสำนักนำผลประโยชน์มาให้นาง แต่สำนักนี้ฟังดูแล้วไม่ค่อยเท่าไร จินเฟยเหยามองท่าทางลำบากใจของนาง พลันเอ่ยปากว่า “ตอนนี เจ้าเป็นขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้นแล้ว พลังบำเพ็ญเพียรเช่นนี้สามารถหาสำนักดีๆ แห่งหนึ่งในโลกระดับวิญญาณได้ เปลี่ยนสำนักใหม่ก็ได้ มิใช่ไม่มีสำนักที่ดีกว่าสำนักของเจ้าในตอนนี้ ”
ไห่หลันอินตะลึงงันและอดแย้มยิ้มไม่ได้ เพียงทอดถอนใจที่ตนเองโง่เขลา “ตอนขั้นหลอมรวมข้าถูกปฏิเสธเข้าสำนักมามากเกินไป มีเพียงสำนักนี้ที่ยอมรับข้าไว้ ทำเอาตอนนี้ยังคิดว่านอ อกจากสำนักนี้ข้าคงหาสำนักไม่ได้ ข้ายังโง่เขลาเกินไป”
“เจ้าโง่นิดหน่อยจริงๆ อีกทั้งยังหัวโบราณ ไม่มีสำนักจะกลัวอะไร เจ้าดูสิข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระมีอิสรเสรีเพียงใด คิดจะไปที่ใดก็ไปที่นั่น ทำเรื่องใดก็ไม่มีคนบีบบังคับ ไม่มีภ ภารกิจบังคับต้องทำ อยากสุขสบายเพียงใดก็สุขสบายเพียงนั้น” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ มือไม่ได้ว่างกำลังวาดวงเวทบนพื้นดังเดิม
“ครั้งนี้พวกเขาต้องนึกว่าข้าตายแล้ว ข้าจะเชื่อเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระชั่วคราว ภายหน้าค่อยหาสำนักใหม่อีกครั้ง” ไห่หลันอินตัดสินใจได้ ฉวยโอกาสไม่กลับไปสำนักนี้
“เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว เข้าสำนักมีอะไรดี” จินเฟยเหยาตอบรับและวาดวงเวทต่อ วาดไปวาดมา นางพลันหยุดลง ตระหนักได้ถึงปัญหาอันน่ากลัวอย่างหนึ่ง ตอนนี้ไห่หลันอินไม่มีอะไรเลย ที่ นี่ก็เป็นพื้นที่ของเผ่าปิศาจ ถ้าจะไปจากที่นี่ นางก็ต้องไปกับตนเอง เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งอย่างงงๆ ได้อย่างไร
คิดถึงตรงนี้ จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองไห่หลันอินแล้วเอ่ยว่า “เจ้ารีบรักษาบาดแผลจากนั้นมาช่วยข้าทันที ตรงนี้กำลังขาดคนหลอมวัตถุดิบ”
ถึงอย่างไรก็สลัดไม่หลุด แน่นอนว่าต้องมาช่วยทำงาน จะให้มีคนที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้นมาเปล่าๆ ไม่ได้
ดังนั้นเผ่าปิศาจจึงค้นพบอย่างตกตะลึง เผ่ามนุษย์คนนั้นที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นศัตรู ผ่านมาอีกสองวันก็ลากสังขารที่บาดแผลหายดีครึ่งหนึ่งช่วยหลอมวัตถุดิบอยู่ มีท่าทางช่วยเผ่าปิ ศาจต้านทานการรุกรานของเผ่ามนุษย์โดยสมบูรณ์
จินเฟยเหยารู้จากไห่หลันอินว่าสำนักที่หมายตาโลกเทพกูซู่คือกลุ่มอิทธิพลที่สร้างขึ้นจากสำนักของโลกวิญญาณซิงหลัวสามแห่ง เดิมทีต่างคนต่างปกครอง ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับใคร แต่เคราะห์สายฟ้ากลับทำลายสภาวการณ์เป็นใหญ่เพียงลำพังของเผ่ามารเผ่ามนุษย์
เผ่าปิศาจปริมาณมหาศาลทำให้เผ่ามารเผ่ามนุษย์แตกตื่นลนลาน ตัดสินใจเริ่มร่วมมือกัน คิดจะฉวยโอกาสขณะอิทธิพลของเผ่าปิศาจยังเล็กอยู่แย่งชิงและยึดครองพื้นที่อย่างชัดเจน ดังนั้นสาม มแห่งนี้เดิมทีรู้จักกันอยู่แล้วเพียงแต่สำนักไม่ได้ไปมาหาสู่จึงร่วมมือกันขึ้นมา เป้าหมายคือโลกเทพกูซู่ซึ่งรวมสัตว์ปิศาจที่สังหารได้ง่าย
สามสำนักมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตสี่คน ส่วนคนอื่นๆ ทั้งหมดเป็นขั้นกำเนิดใหม่ สำหรับคนจำนวนน้อยนิดแค่นี้ จินเฟยเหยาไม่ใส่ใจเลยสักนิด ที่นี่มีเผ่าปิศาจขั้นเทพตั้งยี่สิบกว ว่าคนนะ อาศัยเผ่ามนุษย์น้อยนิดแค่นั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเลยสักนิด ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าไม่ใช่สุนัขจรจัดบนพื้นที่ไปที่ใดก็สามารถลากตัวออกมาได้
แต่ละสำนักมีซือจุน[1]ขั้นว่างเปล่าคนสองคนก็เป็นสำนักใหญ่แล้ว สำนักที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ยังไม่ทำดีด้วย ต้องมีคนขั้นว่างเปล่าไม่มากแน่
เมื่อสร้างวงเวทเสร็จ คนเผ่ามนุษย์ยังไม่มาถึง ไม่รู้ว่ากลัวเผ่าปิศาจที่นี่มากเกินไปหรือไม่ วันนั้นเผ่าปิศาจที่ราชันเฟยเทียนพาไปมีเจ็ดแปดคน คนน้อยแค่นี้ก็มากกว่าเผ่ามนุษย์ ขั้นแปลงจิตแล้ว คาดว่าไม่มีขั้นว่างเปล่า ดังนั้นจึงไม่กล้ามา
ไม่มาก็ยิ่งดี แบบนี้วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นก็ไม่ต้องถูกโจมตี ประสิทธิภาพเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องทดลอง หลังจากจินเฟยเหยาขับเคลื่อนวงเวท การป้องกันสีเขียวอ่อนขนาดยักษ์ อันหนึ่งก็ปกคลุมโลกเทพกูซู่ทั้งหมด วงเวทเพิ่งขับเคลื่อนก็มีเผ่าปิศาจจำนวนไม่น้อยชนการป้องกันทันที
เรื่องนี้ทำให้จินเฟยเหยารู้สึกกระอักกระอ่วน เนื่องจากวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นมีระดับต่ำมาก ดังนั้นจะไม่เหมือนวงเวทระดับสูงที่สามารถให้คนของตนเองเข้าออกได้ ขอเพียง งไม่มีป้ายหยกเปิดการป้องกัน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นปิศาจ สัตว์ มนุษย์ หรือวัตถุก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้ามาด้านใน
สัตว์ปิศาจเหล่านี้หัวโขกการป้องกันจึงพบว่าโลกเทพกูซู่มีการป้องกันเพิ่มมาชั้นหนึ่ง พยายามคิดจะบินเข้ามา ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่นานกลับไร้ประโยชน์ วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นแข็ง งแกร่งอย่างยิ่ง หายไปชั้นหนึ่งก็ยังมีอีกชั้น มีประโยชน์เกินคาด
“ไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้ข้าจะไปทำป้ายไม้ให้พวกเจ้า ขอเพียงมีป้ายไม้อยู่ในมือพวกเจ้าจะไม่ถูกสกัดไว้ด้านนอก” มองเผ่าปิศาจทุกคนที่รู้สึกไม่ถูกต้อง จินเฟยเหยารีบอธิบาย
“ป้ายไม้? น่าจะเป็นป้ายหยกนะ” หวาหวั่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยปากขึ้น ทำให้จินเฟยเหยาตกใจจนเกือบจะไปอุดปากนางจึงพบว่านางใช้การถ่ายทอดเสียง
จินเฟยเหยาโล่งอก ถ่ายทอดเสียงอธิบายว่า “สิ่งที่ใช้ทำป้ายหยกคือหยก สำหรับพวกเราแล้วถึงหยกเป็นวัตถุดิบธรรมดา แต่ที่คุณภาพดีต้องใช้ศิลาวิญญาณซื้อ นี่ข้าทำเพื่อประหยัดเงินอ อยู่นะ ถึงอย่างไรที่นี่ก็น่าจะไม่ขาดแคลนต้นไม้ ป้ายหยกและป้ายไม้ล้วนสามารถเปิดการป้องกันได้ แน่นอนว่าต้องใช้สิ่งของที่สะดวกที่สุดและถูกที่สุด”
“นี่เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเอง ข้าไม่ช่วยเจ้า” หลายวันนี้หวาหวั่นซีหลอมวัตถุดิบเป็นของเหลววิญญาณ เหน็ดเหนื่อยจนใกล้จะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว กินกู่หลิงซินไปนับไม่ถ้วน ทำเอาร่างกายไม่ได ด้พักผ่อน
ถึงภายหลังจะมีไห่หลันอินช่วยเหลือ ทว่าร่างกายที่บาดเจ็บครึ่งหนึ่งจะมีประโยชน์สักแค่ไหนเชียว เผ่าปิศาจมีตั้งมากมาย ทว่าเพื่อตบตาว่าสิ่งที่ตนเองกางคือวงเวทระดับสูงจึงไม่เหมาะ ะจะให้เผ่าปิศาจมาช่วยเหลือ เรื่องทั้งหมดล้วนมีพวกนางไม่กี่คนทำให้เสร็จสิ้นตามลำพัง
ได้ยินว่าใช้ไม้ก็สามารถสร้างป้ายเปิดวงเวทได้ ราชันเฟยเทียนจึงรีบส่งคนไปฟันกิ่งไม้หยาบใหญ่มาและฟันพวกมันทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ เพียงแต่เนื่องจากปัญหาของระดั บขั้นและรสนิยม พวกเขาจึงไม่ได้แกะสลักลงบนนั้น
จินเฟยเหยาไม่สนใจว่าป้ายไม้จะดูดีหรือไม่ ขอเพียงสามารถเปิดการป้องกันได้ก็พอ ดังนั้นนางจึงนำป้ายไม้เหล่านี้มาใส่วงเวทเล็กๆ เปิดการป้องกันลงไปในนั้นโดยไม่มองดูสักนิด
ปริมาณสัตว์ปิศาจที่นี่มีถึงหลายหมื่นตัว แค่คนละชิ้นก็ทำให้จินเฟยเหยาเหน็ดเหนื่อยตายได้ หลังจากทำออกมาสิบกว่าชิ้น นางมอบป้ายไม้ให้พวกราชันเฟยเทียนทดลองดู จากนั้นบอกวิธี สร้างป้ายไม้แก่พวกเขา ให้พวกเขาไปทำป้ายไม้กันเอง ส่วนนางกลับหลบอยู่ด้านข้าง นับขนนกที่ได้จากราชันเฟยเทียนอย่างมีความสุข
ทว่าในเวลานี้เอง ผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ก็มาถึงด้านนอกโลกเทพกูซู่ ขอเพียงมีผลประโยชน์ก็มีคนยอมเสี่ยงอันตราย
…………………………………………………….
[1] ซือจุน เป็นคำเรียกด้วยความเคารพ