คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 453 ภาพกระตุ้นอารมณ์
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมองนางแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก “หาเขา? ข้าเป็นใคร จะออกไปหาเขาได้อย่างไร เขากลับมาหาข้าก็ต้องดูว่าข้าอารมณ์ดีหรือไม่ด้วย อารมณ์ไม่ดีข้าก็ไม่คิดจะสนใจเขา!”
“แบบนี้ไม่ใช่วิธีที่ดี ถ้าท่านนอนหลับอีกเผ่าปิศาจพวกนี้จะทำอย่างไร? ตอนนี้โลกภายนอกวุ่นวายมาก ถ้าท่านหลับอีกแล้วเผ่ามนุษย์ทำมิดีมิร้ายหรือสังหารจุดตะเกียงสวรรค์[1] เช่นนั้นจะทำอย่างไร” จินเฟยเหยามองนางด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของผู้อื่นจะสูงกว่าขั้นว่างเปล่าก็ยังหลอกลวงนางดังเดิม
แต่คิดถึงตรงนี้นางพลันไม่เข้าใจอยู่บ้าง สูงกว่าขั้นว่างเปล่าคือขั้นผสานร่าง เจ้าพวกนั้นอยู่ที่โลกตู้เทียนมิใช่หรือ อย่างไรพลังบำเพ็ญนี้รู้แต่ว่าสูงส่ง แต่ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าแม่ต้นไม้ที่สูงส่งเพียงนั้นกลับรั้งอยู่ที่นี่ อีกทั้งดูแล้วไม่เห็นมีสายฟ้าผ่าลงมา นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงได้ยินคำพูดของนางก็รู้ว่าคนผู้นี้โลกทัศน์แคบ “เผ่ามนุษย์มาสังหารข้าทำไม ถ้าสังหารข้าโลกเทพกูซู่แห่งนี้ก็จะไม่คงอยู่ ข้าเป็นต้นไม้ หรือว่าพวกเขาจะฟันเอาข้าไปเผาไฟ? ก่อนข้าหลับลึก เผ่ามนุษย์และเผ่ามารที่มาที่นี่ เห็นข้าก็ยังเคารพข้าสามส่วน”
ทันใดนั้น จินเฟยเหยาก็ได้สติคืนมา ยายนี่เป็นต้นไม้ ขอเพียงต้นไม้ไม่ถูกคนทำลายก็จะคงอยู่ตลอดไป มีชีวิตอยู่จนชั่วฟ้าดินสลาย เทียบกับพวกเต่าแล้วยังมีชีวิตได้นานกว่า เนื่องจากนางไม่ใช่คนในสามเผ่า ไม่ใช่แม้แต่เผ่าปิศาจ ร่างจริงคือวัตถุแห่งฟ้าดิน ดังนั้นจึงไม่ต้องไปโลกตู้เทียน ถ้าพูดแบบนี้ ยายนี่ก็คือสัตว์ประหลาดเฒ่าสินะ ถ้าไม่อายุหมื่นปีก็ต้องอายุหลายพันปี
นางสงสัยเรื่องนี้อย่างยิ่งจึงเอ่ยถาม “เจ้าแม่ต้นไม้ ท่านอายุเท่าไรแล้ว?”
“อายุเท่าไร? จำได้ไม่ชัดเจน น่าจะหมื่นสองหมื่นปีแล้ว” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงครุ่นคิด ชั่วขณะถึงกับคิดไม่ออกว่าตนเองอายุเท่าไรจึงพูดออกมาคร่าวๆ
“นี่ก็ใช่แล้ว!” จินเฟยเหยาตบต้นขาฉาดหนึ่งเอ่ยด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน “ท่านไม่คิดดูบ้างว่า ท่านอายุตั้งหนึ่งหมื่นสองหมื่นปีแล้ว สามีของท่านต้องไม่ใช่ต้นไม้แน่ถูกหรือไม่ ถ้าเขายังไม่มาหาท่านก็หลับต่อ เขามิแก่ตายหรือ ถึงตอนนั้นใครจะมาหาท่าน ถึงคิดจะมาหาก็เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ท่านไม่ไปหาด้วยตนเองก็สามารถส่งคนไปหาเขาได้ เตือนสติเขาให้มาหาท่าน”
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงกระพริบตา คำพูดนี้ดูเหมือนจะถูกต้อง ตนเองไม่แก่ตายทว่าคนผู้นั้นไม่แน่นัก ตอนเขาจากไปในยามนั้นยังเป็นเพียงขั้นแปลงจิต ถ้าไม่ได้เหาะขึ้นสวรรค์ก็ไม่แน่ว่าจะแก่ตายแล้ว! สนใจแต่ทำให้เขามีโทสะจนลืมเรื่องวันเวลาไม่ปราณีคนไปเลย
จินเฟยเหยาเห็นนางหวั่นไหวอยู่บ้างก็เอ่ยอย่างหยาบโลน “ถ้าเทพเจ้าแม่ต้นไม้ไม่ถือสา ข้าจะช่วยไปหาดีหรือไม่ ท่านไปจากที่นี่ไม่ได้นี่นา ข้าช่วยท่านตามหาเขา ปกติข้าท่องเที่ยวหาประสบการณ์ไปทั่ว ชอบออกไปข้างนอกมากที่สุด ต้องช่วยท่านสอบถามถึงเขาได้แน่ ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร ท่านแค่รอคนรักกลับมาที่นี่ก็พอ เขากลับมาแล้วท่านค่อยแสร้งนอนหลับก็ยังไม่สาย”
พวกราชันเฟยเทียนไม่เข้าใจ เหตุใดจินเฟยเหยาจึงเป็นฝ่ายทำเรื่องเช่นนี้ ท่ามกลางผู้คนมากมาย บางทีคนผู้นั้นอาจจะตายไปนานแล้ว อีกทั้งนางไม่มีความจำเป็นต้องทำให้เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงตื่นให้ได้ แตกต่างจากพวกเขาที่หวังจะให้เทพของตนเองฟื้นตื่นไม่ใช่นอนหลับเพื่อบุรุษปริศนาคนหนึ่ง ทำให้พลังเทพทั้งหมดหยุดลง
นางคิดจะทำอะไรกันแน่ ดูไม่ออกโดยสิ้นเชิง
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมองพินิจจินเฟยเหยาอย่างละเอียด จากนั้นเท้าสะเอวเอ่ยวาจา “เจ้ากลับเฉลียวฉลาดนัก ว่ามา เจ้าพูดมามากมายขนาดนี้ต้องการผลประโยชน์อะไร?”
ดียิ่งนัก อยู่มานานมีไหวพริบดี ไม่ต้องบอกชัดเจนก็รู้ จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ “ท่านเทพเกรงใจไปแล้ว ข้าเห็นว่าที่นี่มีสิ่งของไม่น้อย ข้าอยากได้ค่าวิ่งเต้นนิดหน่อยก็พอ”
เวลานี้ราชันเฟยเทียนอยากจะด่าทอคนอย่างยิ่ง วุ่นวายอยู่นานนางถึงกับต้องการของล้ำค่าในวงแสงเหล่านั้น ทั้งยังนำบุรุษของเจ้าแม่ต้นไม้มาพูดอยู่ครึ่งค่อนวัน คนผู้นี้ช่าง! ราชันเฟยเทียนไม่รู้ว่าจะบรรยายนางว่าอย่างไรดี แม้แต่คำเรียกขานก็เปลี่ยนจากเจ้าแม่ต้นไม้เป็นเทพเจ้าแม่ต้นไม้ ตอนนี้เรียกตรงๆ ว่าท่านเทพแล้ว!
“ที่แท้เจ้าหมายตาสิ่งของเหล่านั้น ถ้าเป็นของข้าเจ้าอยากได้ก็นำไป ทว่าของเหล่านี้เป็นของที่ระลึกที่สามีข้าทิ้งไว้ที่นี่ให้ข้าคะนึงหา เอาอย่างนี้ พวกเจ้าเลือกเถอะ แต่ห้ามหยิบมาก หนึ่งคนหนึ่งชิ้นก็ไม่น้อยแล้ว” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงสะบัดมือเหมือนโยนขยะและรับปากจินเฟยเหยา
จินเฟยเหยาดีใจจนออกนอกหน้า คิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะสำเร็จ ถึงคนละชิ้นจะน้อยไปหน่อย แต่สิ่งของพวกนี้ดูแล้วไม่เลวทีเดียว ดีกว่าไม่มีมากนัก ดังนั้นนางจึงนับคนของตนเอง ทั้งหมดสามคนรวมพั่งจื่อด้วยสามารถเลือกได้สี่ชิ้น “ทุกคนรีบเลือก เลือกสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด สิ่งของไม่ล้ำค่าก็หยิบได้”
ไห่หลันอินมองจินเฟยเหยาอย่างงุนงงอยู่บ้าง เอ่ยพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ข้าก็เลือกได้ด้วย?”
“ใช่ เจ้าก็เลือกได้ จำไว้เลือกอันที่มีค่า” จินเฟยเหยาพยักหน้า ได้เปรียบแล้วจะไม่เอาเปรียบได้อย่างไร ให้ไห่หลันอินช่วยนางเลือกชิ้นที่สามารถแบ่งขายได้ ถึงเวลาค่อยแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้นางก็พอ
ไห่หลันอินกัดริมฝีปากเดินตรงไปหาเคล็ดวิชาที่นางจ้องมองอยู่ตลอดเวลาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน เห็นนางมีเป้าหมายแล้ว จินเฟยเหยาจึงเรียกหวาหวั่นซีและพั่งจื่อจากนั้นเริ่มเลือกสิ่งของ
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงหรี่ตามองพวกเขาอย่างยิ้มแย้ม ปล่อยให้พวกเขาเลือกไปเลือกมาในวงแสง
เนื่องจากมองดูมานานหลายวันแล้ว ไห่หลันอินยื่นมือไปหยิบกระดาษที่ทำจากวัสดุแปลกประหลาดชิ้นนั้น มือสัมผัสวงแสงกลับไม่ถูกส่งตัวออกไป สามารถหยิบสิ่งนี้ได้อย่างราบรื่น นางมองเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงอย่างซาบซึ้งใจ จากนั้นหยิบเคล็ดวิชาด้านในวางบนมือ
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมองนางแวบหนึ่ง สีหน้าชะงัก แต่ไม่ได้ห้ามไห่หลันอิน ส่วนไห่หลันอินกอดเคล็ดวิชาไว้กับอกราวกับสิ่งล้ำค่า คุกเข่าลงเบื้องหน้าเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง ขอบคุณความใจกว้างของนาง
เวลานี้พั่งจื่อก็หมายตาสิ่งของชิ้นหนึ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นยอด มันรู้สึกว่าตนเองสมควรหาสิ่งของมาป้องกันหนังท้องอันใหญ่โตเสียหน่อย เผยพุงออกมาภายนอกทั้งวันอันตรายอย่างยิ่ง ทว่าพอมันยื่นมือออกไปสัมผัสวงแสงก็ถูกส่งตัวออกไปในพริบตา
จินเฟยเหยาตะลึงงัน มองทางเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงอย่างสงสัย ส่วนเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงก็มองนาง อ้าปากเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “หนึ่งชิ้น พวกเจ้าเลือกเสร็จแล้ว”
“อะไรนะ! ไหนท่านบอกว่าหนึ่งคนหนึ่งชิ้น” จินเฟยเหยาเบิกตาจ้องมองนาง เมื่อครู่พูดว่าหนึ่งคนหนึ่งชิ้นชัดๆ ตอนนี้กลายเป็นชิ้นเดียวได้อย่างไร
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเลิกคิ้วเอ่ยอย่างเล่นแง่ “ข้าบอกว่าพวกเจ้าหยิบมากไม่ได้ ถ้าคนละชิ้นก็เยอะสิ ดังนั้นเลือกชิ้นเดียว เจ้าให้คนของเจ้าเลือกเองนะ ส่วนสิ่งที่เลือกออกมาคือชิ้นนี้ เลือกสิ่งของได้ดียิ่ง สิ่งอื่นๆ ย่อมนำไปไม่ได้”
จินเฟยเหยามองนางแบบใบ้กิน ถึงกับมีคนที่เล่นแง่ขนาดนี้ “เมื่อครู่ท่านไม่ได้พูดให้ชัดเจน นี่ไม่นับ!”
“เหล่าเหนียงบอกว่าชิ้นเดียวก็ชิ้นเดียวสิ เจ้าไม่ยอมรับหรือ? เรื่องที่เจ้าหลอกข้า ข้าก็ใจกว้างไม่คิดบัญชีกับเจ้าแล้ว” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเปลี่ยนน้ำเสียง เริ่มมีโทสะขึ้นมาอีก
พูดคุยด้วยเหตุผลกับคนผู้นี้ไม่ได้เลย มิน่าเล่าบุรุษจึงหนี คนแบบนี้ยากจะทนไหวจริงๆ จินเฟยเหยาบริภาษในใจ สายตามองไห่หลันอินที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จากนั้นนางก็ยื่นมือออกมา “เอามา ข้าดูหน่อยว่าเป็นเคล็ดวิชาอะไร”
เรื่องราวเปลี่ยนแปลงกะทันหันเกินไป ไห่หลันอินกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง หลังจากลังเลจึงมอบเคล็ดวิชาในมือให้จินเฟยเหยาอย่างลำบากใจ
จินเฟยเหยารู้สึกว่าอย่างไรเคล็ดวิชานี้ก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง เรียนได้นิดหน่อยก็ถือว่าไม่ขาดทุนนัก ทว่าพอนางก้มหน้าลงมอง สีหน้าพลันขาวซีดทันที “นี่มันของบ้าบออะไร!” บนกระดาษที่ทำจากวัสดุแปลกประหลาดใบนี้วาดบุรุษสตรีกำลังพัวพันกัน เป็นภาพวังวสันต์[2]แท้ๆ
“เจ้าหยิบภาพวังวสันต์ทำไม?” นางมองไห่หลันอินด้วยสีหน้าว่างเปล่า มือสั่นกระดาษใบนี้
ไห่หลันอินถูกนางถามจนใบหน้าและหูแดงก่ำ พึมพำอยู่นานก็พูดเหตุผลออกมาไม่ได้
จินเฟยเหยาเห็นท่าทางอ้ำๆ อึ้งๆ ของนางก็เดือดดาล “ที่นี่มีสิ่งของตั้งมากมาย ทำไมเจ้าต้องเลือกภาพวังวสันต์ ถ้าเจ้าอยากดูข้าจะหามาให้เจ้าดู ทางนั้นก็มีบุรุษยืนอยู่ฝูงหนึ่งมิใช่หรือ เจ้าอยากดูก็ไปหาพวกเขา!” ระหว่างที่พูด นางก็ชี้ไปทางเผ่าปิศาจยี่สิบกว่าคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง
สีหน้าของพวกราชันเฟยเทียนเขียวคล้ำ พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร!
“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้คิดจะดู” ไห่หลันอินรีบแก้ตัว แต่นางกลับอ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่ออกอยู่ตรงนั้นอีก นางก็คิดไม่ถึง เมื่อครู่ตกลงกันไว้ว่าหนึ่งคนหนึ่งชิ้นชัดๆ ดังนั้นจึงเลือกสิ่งที่ตนเองอยากได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ ทั้งยังต่อหน้าคนจำนวนมาก จินเฟยเหยามีโทสะแล้ว นี่จะทำอย่างไรดี!
“เจ้าไม่ต้องถามแล้ว นี่เป็นเคล็ดวิชาฉบับหนึ่งจริงๆ เพียงแต่เป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงยืนเอ่ยอย่างยิ้มแย้มอยู่ด้านข้าง
“บำเพ็ญคู่?” จินเฟยเหยามองดูเคล็ดวิชาในมืออย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากภาพวังวสันต์แล้ว ด้านข้างยังมีคาถา ทว่านางไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามไห่หลันอินอย่างแปลกใจ “ตอนนี้เจ้าตัวคนเดียวนะ เจ้าต้องการเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่ไปฝึกกับใคร?”
ไห่หลันอินเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ต่อไปค่อยหาคนมาฝึก”
“ต่อไปค่อยหา เจ้าช่างคิดการณ์ไกลจริงๆ” จินเฟยเหยาหมดวาจาโดยสิ้นเชิง ถือภาพวังวสันต์ในมือครุ่นคิดว่าจะเปลี่ยนเป็นสิ่งของอื่นจากเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงได้หรือไม่
เวลานี้เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงกลับบอกว่า “เจ้าก็อย่าใจแคบนักเลย แค่เคล็ดวิชาชิ้นหนึ่งเท่านั้น ข้าไม่เปลี่ยนให้ เจ้าอย่าดูแคลนเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่ฉบับนี้เชียว ขอเพียงฝึกมัน พลังบำเพ็ญเพียรจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถใช้คำว่าน่าตกใจมาบรรยายได้ ถ้าเจ้าฝึกแล้ว วันหนึ่งฝึกสามสิบครั้ง ข้ารับประกันว่าไม่เกินสองร้อยปีก็สามารถเลื่อนเป็นขั้นว่างเปล่าได้”
“ฝึกวันละสามสิบครั้ง? ถึงข้าฝึกได้ บุรุษคงทนไม่ไหว” จินเฟยเหยาตอบอย่างไม่สบอารมณ์ มารราคะเหรินเซวียนจือคืนหนึ่งยังได้แค่ยี่สิบครั้ง ถึงนางลงแรงหน่อยทำให้ได้สามสิบครั้งก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปหาเจ้าหมอนั่น
ทันใดนั้น นางก็ตระหนักได้ถึงปัญหาหนึ่งจึงเหล่มองไห่หลันอิน ยายนี่คงไม่ได้ยอมจ่ายค่าตอบแทนสูงๆ เพื่อแก้แค้นหรอกนะ นางครุ่นคิดแล้วคืนเคล็ดวิชาในมือให้ไห่หลันอิน “เจ้านำไปเถอะ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งนี้”
ไห่หลันอินกัดริมฝีปากแน่นรับเคล็ดวิชามาเงียบๆ ขนาดศีรษะก็ขัดเขินที่จะเงยขึ้น จากนั้นจินเฟยเหยาก็นั่งลงบนพื้น ล้วงหูเอ่ยว่า “จู่ๆ ก็ขี้เกียจออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์แล้ว พักอยู่ที่นี่สักหลายสิบหลายร้อยปีก่อนดีกว่า”
………………………………………..
[1] จุดตะเกียงสวรรค์ เป็นการทรมานชนิดหนึ่งในมมัยโบราณ นำนักโทษมาเปลือยกาย ใช้ผ้ากระสอบห่อ แล้วเทน้ำมันรดให้ชุ่ม พอเข้าสู่ยามราตรี ก็มัดห้อยหัวลงเอาขาชี้ฟ้ากับท่อนไม้ยาว แล้วจุดไฟจากตรงเท้า
[2] ภาพวังวสันต์ หรือ ภาพชุนกง คือ สภาพอีโรติก หรือ ลามก