คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 454 พี่เป่า
“แสร้งเกียจคร้านให้มันน้อยๆ หน่อย ก็แค่ไม่พอใจภาพวังวสันต์เท่านั้น” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงจะไม่รู้ความหมายของนางได้อย่างไร นี่เป็นคนที่มีชีวิตอยู่มาตั้งหลายหมื่นปีแล้วนะ เข้าใจแผนการเจ้าเล่ห์เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้เป็นอย่างดี
จินเฟยเหยาทำหน้าหนาตอบว่า “เอาแบบนี้ ให้ข้าเลือกอีกชิ้น ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของท่าน วางไว้ก็สะสมฝุ่น”
“ไม่ได้ ถ้าเขากลับมาไม่เห็นสิ่งของแล้วออกจากบ้านไปอีกจะทำอย่างไร” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงปฏิเสธ ไม่เหลือที่ให้เจรจาเลยสักนิด
“เขาไปนานเพียงใดแล้ว?” จินเฟยเหยาสงสัยว่าบุรุษผู้นี้คงตายไปแล้วหรือลืมเจ้าแม่ต้นไม้โดยสิ้นเชิงไม่กลับมาอีก
เอ่ยถึงสามีของตนเอง เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงก็แสดงสีหน้ามีความสุขทันที “ไปได้ห้าพันกว่าปีแล้ว ไม่ถือว่านานนัก”
จินเฟยเหยามองนางอย่างตกตะลึงสุดขีด ไปตั้งห้าพันปีแล้ว ยายนี่ถึงกับยังรออยู่ที่นี่ หากตนเองไม่ปลุกนาง นางยังกะจะนอนหลับต่ออีก จะหลับหนึ่งแสนสองแสนกว่าปีเลยหรือ
“เฮ้อ…อย่างนั้นไม่หยิบสิ่งของของเขา นำสิ่งของของท่านให้ข้าหน่อยก็พอ” จินเฟยเหยาไม่ยินยอมกลับไปมือเปล่าแบบนี้ สิ่งของดีๆ เต็มห้อง ต้องได้อะไรไปสักหน่อย
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมองนางแล้วอยากจะหัวเราะ ตื่นขึ้นมาครั้งนี้ถึงกับเจอคนหน้าหนาขนาดนี้ อีกทั้งยังรู้สึกว่านางวอนโดนอัดอย่างยิ่ง ตอนรังแกนางเห็นนางคิดจะต่อต้านก็ต่อต้านไม่ได้ เดี๋ยวก็พูดจาเหลวไหลประจบประแจงเดี๋ยวก็พูดจาวอนโดนอัดอีก น่าสนุกจริงๆ
มิสู้หยอกนางเล่นอีกดีกว่า ว่างจนเบื่อหน่ายอยู่พอดี เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงครุ่นคิดในใจ มองจินเฟยเหยาแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ามีสิ่งล้ำค่าชิ้นหนึ่งจะมอบให้เจ้า”
“สิ่งล้ำค่าอะไร?” พอจินเฟยเหยาได้ยินก็สนใจ เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ ต้องมีสิ่งของดีๆ ไม่น้อยแน่ ขอเพียงรั่วไหลออกมาจากในซอกนิ้วหน่อยก็เพียงพอให้ตนเองใช้แล้ว
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงหรี่ตา ลากชุดกระโปรงยาวที่ราวกับใบไม้เตรียมเดินขึ้นไปบนพื้นดิน “ตามข้ามา ย่อมมีของดีให้เจ้า”
“ท่านไปจากที่นี่ไม่ได้มิใช่หรือ?” จินเฟยเหยาเห็นนางออกไปก็รีบถาม
แม้แต่พวกราชันเฟยเทียนก็ตกใจ ออกไปก็จะตายเอานะ ถ้าโลกเทพกูซู่แห้งเหี่ยว ทุกคนมิใช่ต้องสูญเสียสถานที่ที่อยู่มาตั้งแต่เล็กจนโตหรือ
“ข้าว่าในสมองพวกเจ้าคงเลี้ยงปลาได้[1]แล้ว ที่นี่เป็นแค่ใต้ต้นไม้ บนต้นไม้ก็เป็นอาณาเขตของข้า ใครจะอยู่ในถ้ำต้นไม้อันมืดมิดทั้งวัน หากไม่ใช่คนตายใครจะทนไหว เหล่าเหนียงก็ต้องอุดอู้อยากออกไปเดินเล่นรับลมบ้าง!” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ใช้สายตาเชือดเฉือนทุกคนหลายครั้งอย่างดุร้าย
จินเฟยเหยามุมปากกระตุก ได้แต่พาคนเดินตามหลังนางขึ้นไปบนพื้นดิน
ไห่หลันอินเดินรั้งท้ายสุดก้มหน้าไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ นอกจากคนหนังหน้าหนาอย่างจินเฟยเหยาแล้ว ไม่ว่าใครก็ทนบอกว่าตนเองจะฝึกเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่ต่อหน้าทุกคนไม่ได้ อีกทั้งยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่มีคู่บำเพ็ญก็เตรียมคิดจะหาบุรุษแล้ว นางเดินรั้งท้ายแบบไม่มีหน้าพบเจอคนเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
มาถึงด้านนอก เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงยืนอยู่บนร่างที่เป็นกิ่ง บนร่างแผ่กลิ่นอายที่ทำให้คนรู้สึกสดชื่นออกมา พวกสถานที่ซึ่งเคยถูกฟ้าผ่าเริ่มฟื้นตัว ใบไม้ที่สูญเสียไปก็เริ่มงอกออกมา สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือต้นไม้วิญญาณจริงที่ไม่เคยออกดอกก็เริ่มผลิดอกที่มีสีสันสิบกว่าชนิด
ดอกแต่ละ็ญพวงบนกิ่งจะมีดอกไม้สีเดี่ยวๆ ไม่ซ้ำแบบ แต่กลับงอกออกมาบนกิ่งเดียวกัน ไม่ถึงครึ่งชั่วยามทั่วทั้งโลกเทพกูซู่ก็กลายเป็นมหาสมุทรดอกไม้ เมื่อสายลมพัดผ่านโลกเทพกูซู่ก็จะมีพิรุณบุปผาเจ็ดสีโปรยปรายลงมา ทัศนียภาพเรียกได้ว่างดงามและมากมายจนชมดูไม่หวาดไม่ไหว
บรรดาเผ่าปิศาจเห็นโลกเทพกูซู่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ในใจก็เกิดความรู้สึกหลากหลายปะปนกัน ที่แท้โฉมหน้าเดิมของบ้านเกิดตนเองเป็นเช่นนี้ เนื่องจากบุรุษผู้หนึ่งจึงทำให้โลกเทพกูซู่ที่งดงามถึงเพียงนี้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ธรรมดา ช่างปู้ยี่ปู้ยำสิ่งของจริงๆ
“งดงามมาก นี่จึงเป็นโลกเทพกูซู่ที่แท้จริงสินะ” จินเฟยเหยาเอ่ยชมเชยหลายประโยค สายตาวาดหวังมองบนร่างเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงอย่างร้อนแรง
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงไหนเลยจะไม่รู้ว่านางกำลังรอคอย ใช้มือลูบกิ่งไม้แล้วเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ต้องรีบร้อน อีกสักครู่สิ่งล้ำค่าก็มา”
ระหว่างที่พูดในกองดอกไม้บนกิ่งเริ่มมีบอลแสงวิบวับปรากฏขึ้น บอลที่กระพริบแสงแต่ละอันงอกบนต้นไม้ แบ่งเป็นสีสันแตกต่างกันเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง
เมื่อบอลแสงโตจนมีขนาดเท่าศีรษะคนพลันแตกออกดังปัง คนตัวเล็กๆ มีปีกโปร่งใสเหาะออกมาจากด้านใน พวกนางแต่ละคนสูงแค่ฝ่ามือ บนร่างไม่มีเสื้อผ้า กลับมีลวดลายแต่ละสีอย่างแปลกประหลาด ระหว่างที่บิน บนปีกยังมีละอองดาวจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมา งดงามน่ารักอย่างยิ่ง
“เอ๋?” จินเฟยเหยาส่งเสียงร้องอย่างสงสัย เจ้าตัวนี้ทำให้นางนึกถึงคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ข้างกายเหรินเซวียนจือ ถึงจะคล้ายกันทว่ากลับแตกต่าง ตัวเบื้องหน้างามหรูกว่าอีกทั้งยังให้ความรู้สึกเหนือธรรมดา
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงยื่นมือ คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีลวดลายสีเขียววาดทั่วร่างและมีเส้นผมสีเขียวทั้งศีรษะเช่นกันบินมาร่อนลงนั่งบนนิ้วมือของนาง ละอองดาวสีเขียวเล็กๆ บนปีกยังร่วงหล่นอย่างต่อเนื่อง คิดจะให้คนมองข้ามก็เป็นไปไม่ได้
“นี่คือภูติวิญญาณจริง เป็นภูติที่ถือกำเนิดจากในต้นไม้วิญญาณจริง เรียกได้ว่าเป็นลูกของข้า พวกนางไม่ใช่สัตว์ปิศาจ เป็นแค่พืช อายุขัยยาวนานเหมือนต้นไม้วิญญาณจริง ขอมอบภูติวิญญาณจริงตัวนี้ให้เจ้า เจ้านำไปเถอะ” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงยื่นนิ้วมา ภูติวิญญาณจริงตัวนี้ก็รับคำสั่ง บินไปอยู่ข้างกายจินเฟยเหยาอย่างเชื่อฟัง บินวนรอบนางสองรอบก่อน จากนั้นจึงร่อนลงบนฝ่ามือที่นางยื่นออกมา
จินเฟยเหยา หวาหวั่นซี และพั่งจื่อมองภูติในมือพร้อมกันโดยบังเอิญ ภูติตัวเล็กและประณีต เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่งอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าน่ารักเหลือแสน ท่าทางเย่อหยิ่งนั้นคงได้รับผลกระทบมาจากเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเสียแปดส่วน ไม่ต้องสนใจก็ได้
ภูติน้อยเงยหน้าขึ้นกวาดตาคนทั้งสามที่ล้อมนางอยู่ สายตามองบนร่างพั่งจื่อเหมือนสนใจมุกล้ำค่าบนหัวของมัน นางเหาะขึ้นกะทันหันและร่อนลงบนหัวพั่งจื่อ มองพินิจมุกสีสันสดใสบนหัวอย่างละเอียราวกับรู้สึกว่าสิ่งที่งดงามเช่นนี้จึงคู่ควรกับตนเอง นางจึงนั่งอยู่บนศีรษะของพั่งจื่ออย่างเบิกบาน
“เจ้าบ้าพั่งจื่อ” จินเฟยเหยาด่าทออย่างไม่ยินยอม อย่าเห็นว่าพั่งจื่อมักจะทำเรื่องสัปดน ตอนนี้มันหน้าตาขาวประดุจหยกบนหัวมีมุกล้ำค่าเจ็ดสี เมื่อก่อนมันมีสีหน้าซื่อสัตย์จริงใจ ตอนนี้หลังจากบรรลุขั้นเก้ามีความคิดอ่านมากขึ้นจึงเปลี่ยนจากใบหน้าซื่อสัตย์เป็นน่ารัก แสร้งทำท่าทางน่ารักทั้งวันทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีที่พบเจอมันเกิดความรู้สึกรักใคร่ ทำเอาจินเฟยเหยาสงสัยว่ามันฝึกเวทเสน่ห์กบหรือไม่
ภูติตัวนี้งดงามนั้นงดงามอยู่ แต่ตนเองจะต้องการเจ้านี่ไปทำไม ข้างกายมีคนกินข้าวฟรีเพิ่มมามากพอแล้ว ตนเองไม่ได้เปิดมูลนิธิเสียหน่อย ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงถามเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง “ท่านเทพ ภูตินี้งดงามนั้นงดงามอยู่ ทว่ามีประโยชน์ใด?”
“ปกติติดตามอยู่ข้างกายไม่รู้สึกว่ามีมาดอย่างยิ่งหรือ สามารถเพิ่มหน้าตาให้เจ้าได้ไม่น้อย” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง ไม่ได้มีโทสะชั่วคราว
จินเฟยเหยาเบ้ปากชี้ไปยังภูติที่นั่งอยู่บนหัวพั่งจื่อไม่ลงมาแล้วเอ่ยว่า “ท่านเทพ ดูมันสิ อยู่กับพั่งจื่อไม่ยอมจากไป จะช่วยเพิ่มหน้าตาให้ข้าได้อย่างไร? อีกทั้งข้าจะพานางไปทำไม ทิ้งไว้ที่นี่นางจะมีชีวิตที่ดีกว่า”
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงไม่ได้ต่อคำพูดนาง ทว่าเริ่มเอ่ยพึมพำกับตนเอง “หลังจากขั้นแปลงจิต มียาจำนวนน้อยมากที่สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรได้ ส่วนมากสิ่งที่เพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรอย่างได้ผลคือผลไม้แห่งฟ้าดิน ถึงเป็นยาหลายชนิดนั้น หญ้าวิญญาณที่จำเป็นก็พิเศษมาก หาได้ยากยิ่ง ทว่าภูติตัวนี้สามารถช่วยค้นหาผลไม้แห่งฟ้าดินและหญ้าวิญญาณพวกนี้ได้ เจ้าว่ามีประโยชน์หรือไม่?”
“หืม?” เวลานี้จินเฟยเหยามองภูติอีกครั้ง ไม่ได้รู้สึกงดงามแต่ใช้จริงไม่ได้อย่างเมื่อครู่แล้ว ตอนนี้ในใจตื่นเต้นยินดีอย่างบ้าคลั่ง สิ่งนี้คือของล้ำค่า!
“มีประโยชน์ๆ สิ่งนี้ดี ดีกว่าอย่างอื่น” นางผงกศีรษะอย่างดีใจจนออกนอกหน้า ภูติผู้เย่อหยิ่งก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงสามารถค้นหาหญ้าวิญญาณและผลแห่งฟ้าดินได้ก็พอ
“หลังจากนางไปจากต้นไม้วิญญาณจริง ต้องใช้หญ้าวิญญาณเลี้ยงดู แต่ไม่ค่อยเลือกกินเท่าไร ตอนหาหญ้าวิญญาณได้ก็ป้อนนางหน่อย นางเลื่อนขั้นไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ และไม่พูดภาษามนุษย์ ทว่าสัตว์ภูติของเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว ให้มันฟังแล้วแปลก็พอ สิ่งที่พูดก็มีแค่พวกมีหญ้าวิญญาณหรือพบข่าวคราวของผลไม้แห่งฟ้าดิน จะไม่พูดคำพูดอื่นๆ” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงที่หรี่ตาจับจ้องภูติอยู่ตลอดแย้มยิ้มได้ชั่วร้ายอยู่บ้าง
จินเฟยเหยาพอใจภูติตัวนี้อย่างยิ่ง ถึงอาวุธวิเศษจะดี แต่นี่คือภูติที่สามารถช่วยค้นหาหญ้าวิญญาณได้นะ หญ้าวิญญาณและผลไม้วิญญาณเป็นของดี บางครั้งถึงใช้ศิลาวิญญาณก็ไม่แน่ว่าจะซื้อได้ ถึงอย่างไรครั้งนี้ต้องร่ำรวยแน่แล้ว
นางพอใจสิ่งของจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแฉ่ง “เทพเจ้าแม่ต้นไม้ ท่านวางใจ ข้าต้องช่วยตามหาสามีกลับมาได้แน่ ท่านบอกชื่อแซ่ของเขาให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ ยังมีลักษณะพิเศษภายนอก จะดีที่สุดถ้ารู้ว่าเขาเป็นคนของสำนักใด เผ่าพันธุ์ก็ต้องย้อนนึกสักหน่อย เรื่องนี้สำคัญมาก”
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงมองพิรุณบุปผากลางนภา หวนนึกถึงบุรุษที่ทำให้นางทั้งรักทั้งแค้นผู้นั้น ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยเรียบเรื่อย “เขาเป็นเผ่ามนุษย์ หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม สามารถร่ายกลอนวาดภาพเป่าเซียว[2]ดีดฉิน[3] อ่อนโยนสง่างามทั้งยังมีรอยยิ้มบางๆ น่าสนิทสนมอย่างยิ่ง คุณสมบัติก็เป็นอันดับต้นๆ ในโลกหล้าและดีต่อข้าอย่างยิ่ง”
“คนผู้นี้สมบูรณ์แบบเกินไปหน่อยนะ ชื่อว่าอะไร มีสำนักหรือไม่?” พอจินเฟยเหยาได้ยิน เป็นสินค้าชั้นหนึ่งในชั้นหนึ่งที่ใครๆ ต่างก็แย่งชิงจริงๆ ถ้าไม่โดดเด่นขนาดนี้คงไม่ถูกเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงหมายตาแน่
“ชื่อ?” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงยิ้มหวาน “เขาเรียกข้าว่าหลิงเอ๋อร์ ข้าเรียกเขาว่าพี่เป่า เขาไม่มีสำนักเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระ”
“แซ่เป่า มีชื่อเต็มหรือไม่?” จินเฟยเหยารู้สึกว่าแซ่นี้ไม่เลวจริงๆ คนที่โดดเด่นแบบนี้ ชื่อว่าเป่า[4]ก็ไม่เกินเลยนัก
เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงแย้มยิ้มส่ายศีรษะ “ไม่ใช่แซ่เป่า เขาแซ่เซียว ชื่อเซียวเป่า ข้าเรียกเขาว่าพี่เป่า เขาไม่มีสำนัก”
“แซ่เซียวหรือ ข้ากลับรู้จักอยู่คนหนึ่ง แต่ต้องไม่ใช่คนที่ท่านตามหาแน่ คนผู้นี้มีงานอดิเรกแย่ๆ และสัปดนผิดปกติ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนที่ท่านเอ่ยถึงเลยสักนิด” พอได้ยินว่าแซ่เซียวจินเฟยเหยาพลันนึกถึงพี่กระจก เจ้าหมอนั่นก็ดูเหมือนจะแซ่เซียว
“แน่นอน สามีของข้าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้จะคบหากับคนเช่นเจ้าได้อย่างไร” เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงเลิกคิ้วเอ่ยอย่างภาคภูมิ
จินเฟยเหยาหมดวาจาคร้านจะโต้เถียงนาง ไม่แน่ว่าที่จริงเป็นคนหยาบผู้หนึ่ง เพียงแต่ด้วยความรักในสายตาของคนรัก ดังนั้นจึงเห็นว่าสมบูรณ์แบบ
จากนั้นเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงก็เอ่ยอีกว่า “เขาเป็นอัจฉริยะด้านวงเวท ฝีมือกางวงเวทไร้ผู้เทียบเทียม ขณะอยู่ขั้นแปลงจิตแม้แต่คนขั้นว่างเปล่าก็ไม่กล้าเข้าใกล้อาณาเขตของเขา เกรงว่าจะเข้าไปในวงเวทของเขาโดยบังเอิญ”
ประโยคนี้ทำให้จินเฟยเหยาตกใจสุดขีด พูดอยู่ตั้งนาน คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพี่กระจกจริงๆ อัจฉริยะด้านวงเวทแซ่เซียว นอกจากพี่กระจกแล้วจะมีใคร! เพียงแต่คนที่บอกในตอนแรกว่าอ่อนโยนสง่างาม น่าสนิทสนม ดีดฉินวาดภาพเขียนอักษรได้เป็นใครกัน!
………………………………………
[1] ในสมองเลี้ยงปลาได้ เป็นคำพูดที่เป็นขั้นกว่าของคำว่าสมองมีน้ำเข้า หมายถึง น้ำเข้ามากพอจนเลี้ยงปลาได้ ส่วนคำว่าสมองมีน้ำเข้า หมายถึง ปัญญาอ่อน งี่เง่า
[2] เซียว คือ ขลุ่ยแนวตั้ง
[3] ฉิน คือ พิณเจ็ดสาย
[4] เป่า แปลว่า ล้ำค่า วิเศษ