คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 459 ราชินี
จินเฟยเหยามองนางแล้วยิ้มเย็นชา จากนั้นหันหน้าไปบอกหวาหวั่นซี “ไป พวกเราไม่พัก
แล้ว น้ำค้างทองร้อยขจัดก็ไม่ต้องการ เจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ”
ว่าแล้วคนทั้งสองก็ลุกขึ้นผลักหลิวสี่ที่ยืนอยู่ตรงประดูออกคิดจะไปจากหอเหอยวน จินเฟย
เหยายังเค้นประโยคหนึ่งลอดไรฟันออกมา “หนึ่งร้อยศิลาวิญญาณชั้นยอด เห็นข้าเป็นคนโง่หรือ
ยื!”
ครู่หนึ่งหลิวสี่ก็กลับมา หลังเข้าประดูนางก็นำยาแก้พิษออกมา เห็นสีหน้าของคนทั้งสอง
ไม่มีร่องรอยถูกพิษ แต่นางไม่ได้ถามมาก ผู้บำเพ็ญเขียนระดับสูงพวกนี้คงไม่คิดจะให้คนอื่นรู้
ความลับของตนเอง ดังนั้นนางจึงบอกราคาของน้ำค้างทองร้อยขจัด “ท่านเขียน ข้าสอบถามเรื่อง
น้ำค้างทองร้อยขจัดแล้ว ราคาหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณชั้นยอด ไม่ทราบว่าท่านเขียนต้องการให้
หลอมสร้างหรือไม่?”
“เท่าไรนะ?” จินเฟยเหยามองนางอย่างประหลาดใจ เดิมที่นึกว่าต่อให้แพงอย่างมากที่สุดก็
หนึ่งถึงสองศิลาวิญญาณชั้นยอด นี่มันราคาสูงเทียมฟ้าแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ยาแก้พิษ
ไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้คนทะลุคอขวดเลื่อนขั้นเสียหน่อย
หลิวสี่เอ่ยอย่างยิ้มแย้มดังเดิม “หนึ่งร้อยศิลาวิญญาณชั้นยอด เนื่องจากมีหญ้าวิญญาณ
หลายชนิดหายากมาก หลายสิบปีก็ยังไม่ได้สักต้น ดังนั้นราคาจึงสูงหน่อย”
“นี่พวกเจ้าขึ้นราคาตามใจชอบหรือ” จินเฟยเหยาซักสีหน้าใส่นาง นี่พวกเขาจงใจ
เห็นได้ชัดว่าคิดจะทำร้ายคน
“ท่านเขียนล้อเล่นแล้ว นี่ไม่ใช่การบังคับซื้อขาย ถ้าตกลงราคาไม่ได้ ถึงไม่ค้าขายกันก็ยัง
เป็นสหายกันได้” หลิวสี่เอ่ยยิ้มๆ ถ้าตกลงค้าขายครั้งนี้ได้ ส่วนแบ่งที่ตนเองได้รับก็ไม่ใช่จำนวน
น้อยๆ
คิดไม่ถึงว่าคนทั้งสองที่รีบร้อนต้องการยาแก้พิษ ดอนนี้ตกลงราคาไม่สำเร็จก็จะจากไป
ทันที หลิวลื่อดสงสัยไม่ได้ หรือว่าพวกเขาไม่ได้รอขจัดพิษ? พิษที่ต้องใช้น้ำค้างทองร้อยขจัด
เป็นพิษที่สามารถทำให้คนตายได้ทุกเมื่อ จะจากไปอย่างสงบนิ่งได้อย่างไร?
จินเฟยเหยาย่อมรู้ว่าถ้าไม่ขจัดพิษั่งจือคงทนไม่ไหว ทว่าหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณชั้นยอด
ถึงขายนางไปนางก็ไม่มีให้ นางจึงวางแผนจะจากไปก่อน จากนั้นค่อยเข้ามาดอนกลางคืนกวาด
คลังสมบัติของพวกเขาให้เกลี้ยง ให้ศิลาวิญญาณเจ้ากลับไม่ต้องการ เช่นนั้นก็อย่าคิดจะได้ไปแม้
แต่ก้อนเดียว!
เห็นพวกนางคิดจะไปจริงๆ หลิวสี่จึงกล่าวว่า “ท่านเขียนทั้งสองโปรดหยุดก่อน พวกเรา
เจรจากันได้”
ถาม
จินเฟยเหยาหัวเราะเย็นชา “ไม่มีอะไรต้องเจรจา ถึงพวกเจ้าลดราคาครึ่งหนึ่ง ข้าก็ให้ไม่ได้
น้ำค้างทองร้อยขจัดอะไรกัน พวกเจ้าเก็บไว้กินแทนข้าวเถอะ”
“ท่านเขียน ไม่ต้องจ่ายศิลาวิญญาณก็ได้” หลิวสี่ทนคำเสียดสีของนางและตอบด้วยใบ
หน้ายิ้มประจบ
จินเฟยเหยาเลิกคิ้วไม่ส่งเสียง เพียงมองนางด้วยสายตาเย็นชา
หลิวสี่รีบฉวยโอกาสเอ่ย “ถ้าท่านเขียนยอมทำงานฟรีอยู่ที่นี่หลายวันจะมอบน้ำค้างทอง
ร้อยขจัดให้ทันที ไม่เพียงน้ำค้างทองร้อยขจัดที่ไม่ต้องจ่ายศิลาวิญญาณ แม้แต่อาหาร ที่พัก และ
ยาแก้พิษก็ไม่เก็บศิลาวิญญาณสักก้อน”
“เจ้าพูดอีกทีสิ” จินเฟยเหยาพลันคว้ามือของหลิวสี่แล้วลากมาทันที จ้องมองนางพลางเอ่ย
“อา!” หลิวสี่กรีดร้องโหยหวน สีหน้าขีดขาวเหงื่อท่วมศีรษะ ข้อมือของนางถูกจินเฟยเหยา
บีบแตกละเอียดหมด ข้อมือถูกบีบจนเป็นก้อน
หลิวสี่รีบตะโกนว่า “ท่านเขียน ขายศิลปะไม่ขายตัว แค่เป็นป้ายร้าน!”
“พูดต่อไป” จินเฟยเหยาไม่ปล่อยมือ หรีตามองนางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “สามารถเลือกเองได้
แค่ไปนั่งในโรงน้ำชาก็พอ รูปโฉมของเขียนท่านนี้น่าตกตะลึงเหมือนเทพธิดา นอกจากจินคุนเอ๋อร์
ของเราแล้วก็ไม่มีใครเทียบได้ แค่ขอยืมใช้หลายวัน ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนแขก แค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็
พอ จริงๆ นะ! ท่านเขียนอย่ามีโทสะ พวกเราไม่มีเจตนาล่วงเกินจริงๆ” นอกจากข้อมือถูกบีบแตก
หลิวสียังรู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารในรอยยิ้มบางๆ ของอีกฝ่าย ตนเองเหมือนอาหารที่ถูกวางใส่จาน
ปล่อยให้คนตรงหน้ากินได้ตามสบาย
“ท่านเขียนอย่ามีโทสะ เห็นแก่หน้าข้า อย่าเอาเรื่องบ่าวรับใช้คนหนึ่งเลย” ด้านหลังพลันมี
เสียงบุรุษดังมา จินเฟยเหยาเบือนหน้าไปมอง ไม่รู้ว่าสุดระเบียงทางเดินมีบุรุษขั้นว่างเปล่าช่วง
กลางปรากฏตัวขึ้นเมื่อโด
ก้วน[1)หยกมังกรขาว ชุดอาคมสีเข้มกลับมีประกายแสงดารา จงใจแบะปกเสื้อออกให้เห็น
แผ่นอกเล็กน้อย รูปโฉมไม่ได้หล่อเหลาเป็นพิเศษ ดูแต่หน้าตาโยนไว้ริมถนนก็อาจจะกลืนไปใน
ฝูงธน ทว่าทั่วร่างกลับแผ่กลิ่นอายของผู้มีอำนาจเหนือกว่า แม้หน้าตาไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่ทำให้
คนดูแคลนเกินไป
เขายิ้มบางๆ กอดอกพึงกำแหงระเบียงทางเดิน ถึงกำลังพูดจาขอร้อง ทว่าอานุภาพกดดัน
กลับบ่งบอกชัด เจ้าไม่ปล่อยก็ต้องปล่อย
จินเฟยเหยามองเขาอย่างสงบนิ่ง จากนั้นปล่อยข้อมือหลิวสี่ หลิวสี่รีบกุมมือถอย
ไปด้านหลัง ผู้บำเพ็ญเขียนขั้นแปลงจิตคิดจะสังหารตนเองให้ตายเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ยกมือ
“ข้าคือเจ้าของหอเหอยวน ได้ยินว่าท่านเขียนต้องการน้ำค้างทองร้อยขจัด?” คนผู้นี้
กวาดดามองหลิวสี่ หลิวสีรู้ความผิดถอยออกไปทันที บนทางเดินระเบียงจึงเหลือเพียงพวกเขา
สามคน
“ใช่ แต่เจ้าฉวยโอกาสปล้นชิงตอนไฟไหม้ โก่งราคาสูงเกินไปข้าซื้อไม่ไหว ทำไม ดอนนี้
ขนาดจะจากไปก็ไม่ได้แล้วหรือ?” จินเฟยเหยาเอียงศีรษะมองเขาพลางนวดมือ
เจ้าหอเหอยวนพลิกมือนำขวดแก้วโปร่งใสสูงเท่านิ้วมือออกมา ด้านในบรรจุของเหลว
สีอำพันครึ่งขวด เขาใช้สองนิ้วถือคอขวดเขย่า จากนั้นกล่าวว่า “ข้าชอบความตรงไปตรงมา ข้า
จะบอกอย่างชัดเจน ท่านเขียนด้านหลังเจ้าต้องทำงานที่นี่หนึ่งปี แน่นอนว่าอย่างที่หลิวสี่บอก
ขายศิลปะไม่ขายตัว แค่นั่งในโรงน้ำชาก็พอ แล้วข้าจะให้น้ำค้างทองร้อยขจัดแก่เจ้า เจ้าไม่ต้อง
เสียค่าใช้จ่ายที่นี่สักนิด อีกหนึ่งปีพวกเจ้าก็จากไปได้ตามสะดวก เป็นอย่างไร?”
“แน่นอนว่าถ้าพวกเจ้าไม่ยินยอมก็จากไปได้ทุกเมื่อ ข้าไม่เคยบังคับสตรีให้ทำเรื่องที่
ไม่อยากทำ” เจ้าหอเขย่าขวดราวกับไม่มีเรื่องราวใดอีกครั้ง
“ไม่ต้องแล้ว พวกเราไป” จินเฟยเหยาไม่เคยครุ่นคิดถึงปัญหานี้เลยสักนิด เนื่องจากคนที่
พวกเขาต้องการคือหวาหวั่นขีไม่ใช่ตนเอง ถ้าต้องการนาง นางตอบรับก็ไม่มีอะไรไม่ได้ ทว่าคนที่
เขาต้องการคือหวาหวั่นขี นางตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้
“เดี๋ยวก่อน” หวาหวั่นชีพลันเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “เฟยเหยา พวกเราตอบตกลงเถอะ ถึงอย่างไร
ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าไม่อยากเห็นเสี่ยวหวั่นเสียใจ นางร้องไห้ไม่หยุดสักทีทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิด
อย่างยิ่ง”
“ในเมื่อเจ้าพูดถึงขนาดนั้นก็ตกลงตามนี้ ก่อนหน้านี้เจ้ารู้สึกว่าพวกเราจ่ายศิลาวิญญาณ
ไม่ไหว ดังนั้นจึงจงใจเผยโฉมล่วงหน้า3” จินเฟยเหยามองนางแวบหนึ่ง หวาหวั่นขีแย้มยิ้มไม่เอ่ย
วาจา
จินเฟยเหยาเห็นลักษณะการยิ้มของนางจึงรู้ว่ายายนี่จงใจ หรือไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้เพื่อ
รั้งนางไว้ ราคาจะยิ่งสูงขึ้น! แต่ลองคิดดู ถึงจะถูกลงครึ่งหนึ่ง ตนเองก็จ่ายไม่ไหว
จินเฟยเหยาจนปัญญาลูบศีรษะกล่าวกับเจ้าหอ “พวกเรารับปากแล้ว นำน้ำค้างทองร้อย
ขจัดมา”
เจ้าหอยิ้มบางๆ โยนน้ำค้างทองร้อยขจัดไปให้จากนั้นหมุนตัวจากไป
จินเฟยเหยาใช้มือคว้าในความว่างเปล่าดูดน้ำค้างทองร้อยขจัดมาไว้ในมือ เรื่องราวไม่อาจ
ล่าช้า พวกนางกลับไปที่ห้องและปิดประดู จินเฟยเหยานำทั่งจื่อออกมาจากถุงสัตว์ภูติ บีบปาก
ของมันให้อ้าแล้วเทน้ำค้างทองร้อยขจัดลงไป
หนึ่งเดือนต่อมา จินเฟยเหยาเดินเล่นอยู่ในหอเหอยวนอย่างเบื่อหน่ายสุดขีด หลังทั่งจือกิน
น้ำค้างทองร้อยขจัด ใช้เวลาเพียงสามวันก็กำจัดพิษในร่างหมด สิ่งนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถขจัด
พิษที่ร้ายกาจได้อย่างง่ายดาย ของดีย่อมราคาแพง หวาหวั่นขีไปทำงานให้หอเหอยวนเพื่อยาตัวนี้
แล้ว
เมื่อครู่นางยังเดินผ่านห้องที่หอเหอยวนสร้างให้หวาหวั่นซีโดยเฉพาะ ในห้องเสียงดัง
อึกทึก มีเสียงร้องโหยหวนของบุรุษดังมาไม่ขาดสาย จินเฟยเหยาแนบหน้าดูตรงหน้าต่างเล็กน้อย
ก็รีบวิ่งหนี
นั่นคือราชินีเชียวนะ! หวาหวั่นซีมีชื่อเสียงในหอเหออวนแล้ว ผู้บำเพ็ญเขียนที่
มีความชื่นชอบพิเศษล้วนชอบมาหานาง เนื่องจากนางลงมืออำมหิด ทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงเข้า
ห้องนาง ดอนออกมาล้วนถูกหามออกมา แค่คนที่จินเฟยเหยาเคยเห็น ขนาดสารรูปยังดูไม่ออก
อีกนิดเดียวก็จะตายแล้ว หากมิใช่ได้รับคำสั่งจากหอเหอยวนก็เป็นไปได้ว่าหวาหวั่นซีจะทุบดี
คนดาย
“จริงๆ เลย ถ้ารู้แต่แรกว่าทำงานแบบนี้ข้าก็ไป ทุบตีคนระบายโทสะตามใจชอบได้เป็นงาน
ระบายอารมณ์ที่ดีจริงๆ บุรุษพวกนี้ประสาทหรือเปล่า เหตุโดจึงชอบถูกสาวงามทุบดี?” จินเฟย
เหยาส่ายศีรษะ ไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง แต่นางไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ห้องครัวของหอเหอยวนเป็น
สถานที่ขึ่งนางชอบไปที่สุด
พั่งจื่อยังพักรักษาตัว หวาหวั่นขีทุบตีคนอย่างเบิกบานใจทุกวัน เหลือนางคนเดียวที่
ไม่มีอะไรทำ อีกทั้งเจ้าหอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่หอเหอยวนของพวกนาง ดังนั้นนางจึง
ไม่คิดจะประหยัดเงินให้เจ้าหอ
นางไม่สนใจไปหอคณิกา สิ่งเดียวที่รู้สึกสนใจคือการกิน ดังนั้นจึงนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวอัน
หรูหราทั้งวัน หมุนเวียนกินอาหารที่เปี่ยมด้วยปราณวิญญาณของหอเหอยวนวันละครั้ง วันหนึ่ง
สามร้อยสี่ร้อยจานทำเอาห้องครัวบ่นอุบอย่างไม่พอใจ
กินเสร็จแต่ละครั้ง เมื่อเดินผ่านห้องหลอมยานางยังแวะเข้าไปสั่งยาช่วยย่อย แน่นอนว่ายา
ที่ต้องการล้วนถูกนางเก็บไป ขอเพียงเอาเปรียบได้นางก็จะเอาเปรียบ ขาดเพียงขนกระถางต้นไม้
แคระทั้งหมดไปเท่านั้น
แต่กินทั้งวันก็น่าเบื่อ นางจึงมองป้ายสีแดงเหล่านี้ ถึงไม่ไปหอคณิกาก็หาสาวน้อยที่งดงาม
มาเป็นเพื่อนรับประทานอาหารได้หลายนาง ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องจ่ายศิลาวิญญาณ
ทว่าสาวน้อยถูกนางหัวพันจนเกินพอแล้ว แต่ละครั้งต้องดูนางดื่มกินเป็นการใหญ่แบบไม่มี
มารยาทในการรับประทานอาหาร ทั้งยังไม่ได้ผลประโยชน์เลยสักนิด เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหอจะให้
ศิลาวิญญาณค่าอยู่เป็นเพื่อนสตรีผู้นี้แก่พวกนาง ไม่ได้รางวัลยังต้องรินสุรายกน้ำชาให้นางอีก
สุดท้ายก็เหลือเพียงเศษอาหารและจานสกปรกเต็มโต๊ะ น่าชังแทบตายแล้ว
เห็นนางมาอีก สาวงามป้ายแดงเหล่านี้ล้วนส่งคนออกมาบอกว่าตนเองอยู่เป็นเพื่อนแขกไม่
มีเวลาว่าง ปล่อยให้นางตากลมอยู่ข้างนอก
จินเฟยเหยาลูกปิดประตูใส่หน้า ในใจเกิดเพลิงโทสะ นางเหลียวข้ายแลขวาดัดสินใจไปหา
บุรุษรูปงามมาเป็นเพื่อนตนเองรับประทานอาหาร นางจึงวิ่งตรงไปยังตึกที่ไม่เคยไปมาก่อน ที่นั่น
ล้วนคลาคล่ำไปด้วยบุรุษรูปงาม เป็นสถานที่ขึ่งผู้บำเพ็ญเขียนสตรีชื่นชอบที่สุด
นางเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้นพลางเอ่ยอย่างรื่นเริง “บุรุษรูปงามทั้งหลาย รีบออกมา
เป็นเพื่อนข้ากินข้าว” สิ้นเสียง ใบหน้านางก็แข็งค้าง
มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สีแดงตรงแท่นสูงในห้องโถงใหญ่ คนที่แวดล้อมรอบกายเขา
มิใช่ผู้บำเพ็ญเขียนสตรีทว่าเป็นกลุ่มผู้บำเพ็ญเขียนบุรุษ เขากำลังมองบุรุษรอบด้านอย่างสูงส่ง
เย็นชา ใบหน้ามีความหยิ่งผยองและดูแคลน
“เข้าใจผิดไปหรือไม่!” จินเฟยเหยาจุปาก ไม่รู้สมควรพูดว่าอะไรดี
บุรุษผู้นั้นมองคนด้านล่างอย่างเรียบเฉยเย็นชา พลันพบว่าตรงประตูมีผู้บำเพ็ญเขียนสตรี
คนหนึ่งยืนโง่งมอยู่ หลังจากเขาเห็นชัดเจนว่าคนผู้นั้นเป็นโคร ใบหน้าของเขาก็แดงเลือก
[1] ก้วน คือ เครื่องประดับ ใช้มัดผม