คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 467 แพะรับบาป
นางนั่งลงได้ไม่นาน โถงเต้นรำก็ปรากฏบ่าวรับใช้ของหอเหอฮวนกลุ่มใหญ่ พวกเขาพุ่งตัวมาอย่างเดือดดาลและเริ่มไต่สวนคนอย่างละเอียด ทั้งยังบอกทุกคนว่าอย่าเดินเพ่นพ่าน กลับไปนั่งที่ของตนเอง จะกลับห้องก็ได้แต่ไปจากหอเหอฮวนไม่ได้ชั่วคราว
ทุกคนไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในหอเหอฮวนมาก่อน ทุกคนต่างสงสัย ส่วนผู้รับใช้กำลังสอบถามทุกคนว่าเคยเห็นสัตว์ภูติขนสีดำสูงสองฝ่ามือมีเขาโง้งคู่หนึ่งหรือเคยเห็นผู้บำเพ็ญเซียนที่มีสัตว์ภูติเช่นนี้หรือไม่
สัตว์ภูติขนสีดำเขาโง้งมีอยู่ถมไป ทว่าตัวขนาดสองฝ่ามือกลับทำให้ทุกคนรู้สึกลำบากใจ สัตว์ภูติตัวเล็กขนาดนี้ นั่นคือลูกสัตว์มิใช่หรือ ลูกสัตว์เล็กๆ แบบนี้ใครจะพามา ดังนั้นคนที่ถูกถามแทบทั้งหมดล้วนส่ายศีรษะ ถึงมีคนให้ข้อมูลก็เป็นสัตว์ภูติขนาดใหญ่
จินเฟยเหยาก็มองบ่าวรับใช้ด้วยสีหน้าสงสัย นางรับประทานอาหารอยู่ที่นี่ทั้งวัน ผู้รับใช้แทบทั้งหมดต่างจำนางได้ว่านางเป็นตัวกินจุ ดังนั้นหลังจากถามพอเป็นพิธีก็ไปถามคนอื่น
การร่ายรำบนเวทีหยุดลง บรรยากาศตึงเครียดเกินไปทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากกลับห้องหรือไปหาเซียนสตรีที่งดงาม จินเฟยเหยาก็ลุกขึ้น จงใจวิ่งไปสอบถามบ่าวรับใช้ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ถึงจะรำคาญนาง แต่เห็นแก่ที่นางพลังบำเพ็ญเพียรสูงไม่เหมาะจะล่วงเกิน ผู้รับใช้คนนี้จึงฝืนใจเอ่ยว่า “มีคนปล้นสิ่งของในหอเหอฮวน ตอนนี้ปะปนอยู่ในลูกค้าดังนั้นทุกคนจึงไปจากหอเหอฮวนไม่ได้”
“โอ้ มีความกล้าไม่เบาจริงๆ ถึงกับกล้าทำเรื่องเช่นนี้ เพียงแต่จะตรวจสอบอย่างไร ไล่คนทั้งหมดไปตรวจสอบในห้องหรือ?” จินเฟยเหยาถามอีก นางอยากรู้ว่าก้าวต่อไปจะทำอะไร ตนเองยังมีเรื่องต้องทำเผื่อมาตรวจสอบห้องแล้วหาตนเองไม่พบ
ผู้รับใช้คนนี้ส่ายศีรษะเอ่ยว่า “ยังไม่รู้ ตอนนี้แค่ให้ทุกคนไม่ไปจากเรือ อย่างอื่นต้องแจ้งให้เจ้าหอตัดสินใจ แต่ท่านเซียนโปรดอย่าเดินเพ่นพ่าน ทางที่ดีกลับห้องไป”
“แบบนี้เอง ได้ อีกสักครู่ข้าจะกลับไป” จินเฟยเหยาพยักหน้าหงึกๆ อย่างรู้แจ้งแล้วปล่อยตัวผู้รับใช้คนนี้ไป นางก็เดินตามกลุ่มคนออกไปข้างนอก หลังออกมาก็ไปที่พักของตนเอง
ทุกคนล้วนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา มีการคาดเดาทุกชนิด ศัตรูหรือเผ่าปิศาจเป็นคนทำ มีคนพูดไปสารพัดสารพัน อีกทั้งบางคนยังรู้สึกอันตรายอย่างบอกไม่ถูกเพราะออกจากหอเหอฮวนไม่ได้ เดิมทีเมื่อสามารถจากไปได้ตามสบายกลับไม่อยากจากไปเลยสักนิด ทว่าตอนนี้พอไม่ให้ไปกลับทำให้คนเกิดอยากจะไป
เดิมทีก็วุ่นวายอยู่แล้ว จึงมีผู้บำเพ็ญเซียนไม่พอใจที่จำกัดอิสระของพวกเขาเริ่มบ่นว่าและอาละวาด คนจำนวนไม่น้อยเอะอะเอ็ดตะโรให้เปิดการป้องกันให้พวกเขาจากไป ไม่อยากไปชัดๆ ยังไปทะเลาะกับผู้รับใช้อีก หอเหอฮวนเสียงดังเอะอะยิ่งขึ้น
หวาหวั่นซีนั่งอยู่ในห้องอันหรูหราช่วยรินสุราให้ผู้อาวุโสขั้นว่างเปล่าช่วงปลายที่หน้าตาเหมือนเหรินเซวียนจือเป็นพิเศษ ทว่าคนผู้นั้นมักจะหรี่ตามองนาง นางเหลือบตามองบุรุษผู้งามล้ำจนน่าตะลึงตรงที่นั่งตำแหน่งแรกของเหรินอิ๋น
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยพบสยงเทียนคุน ทว่าได้ยินคำบอกเล่าของจินเฟยเหยาก็รู้ว่าคนผู้นี้คือสยงเทียนคุนที่มีชื่อปลอมว่าจินคุนเอ๋อร์ ถึงจะสวมชุดหรูหราหน้าตางดงามจนชวนตะลึงแต่กลับมีสีหน้าไม่พอใจ หวาหวั่นซีเดาออกว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่พอใจ แต่การแสดงออกเห็นได้ชัดเกินไป นั่งวอนโดนอัดอยู่ด้านขวาอย่างเย่อหยิ่ง
นี่คือความคิดของนาง ทว่าเหรินอิ๋นกลับไม่คิดเช่นนี้ ท่าทางไม่สนใจใครของสยงเทียนคุนทำให้เขาซึ่งไปยังที่ใดบุรุษและสตรีล้วนพุ่งเข้าใส่เหมือนฝูงผึ้งเพียงเพื่อให้เขาเหลือบแลสักแวบรู้สึกสนใจ แค่มีนิสัยหยิ่งผยองถึงไม่ยินยอมก็ยังต้องนั่งรอความโปรดปรานจากตนเองอยู่ตรงนั้นแต่โดยดี
อีกสักครู่จะทำให้เขาหมดความเย่อหยิ่ง ดูใบหน้าที่มีเลือดฝาดนั่นสิ สิ่งที่เหรินอิ๋นชอบที่สุดคือบุรุษและสตรีที่ไม่มีประสบการณ์ ยามเล่นสนุกขึ้นมาความรู้สึกเขินอายของอีกฝ่ายทำให้คนอยากจะหยุดก็หยุดไม่ได้
เขามองสยงเทียนคุนแล้วยิ้มลามกอยู่ครู่หนึ่งจึงหันมามองสตรีที่แย้มยิ้มอย่างเฉยชาอยู่ด้านข้าง รู้สึกได้ถึงความไม่จริงแท้เล็กน้อย นอกจากงามจนเหมือนภาพมายาและงามล้ำกว่าจินคุนเอ๋อร์หลายส่วนก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ ร่างของนางไม่มีกลิ่นของสตรีธรรมดา กลิ่นเนื้อจางๆ ชนิดนั้นถึงใช้แป้งหนาเตอะก็กลบไม่อยู่
ทว่าสตรีผู้นี้กลับไม่มีกลิ่นชนิดนี้ บนร่างมีเพียงกลิ่นหอมดอกไม้จางๆ ทั้งตัวเหมือนมนุษย์ปลอมอันงามประณีต แต่พอมองดูอย่างละเอียด ใช้การรับรู้กวาดดูก็รู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณบนร่างนาง ยังมีโลหิตสดไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังและความมีชีวิตชีวาที่เผยออกมาจากแววตาล้วนพิสูจน์ว่านางคือมนุษย์
เหรินอิ๋นไม่คิดมาก ถึงอย่างไรคืนนี้สองคนนี้ก็ต้องเป็นของเขา ที่แท้จะชิงหยวนหยางหรือจะหยวนอินก่อนดีนะ…แต่ดูแล้วแยกไม่ออกว่าใช่สาวงามพรหมจรรย์ที่มีหยวนอินหรือไม่?
เขากำลังคิดจะยื่นมือไปดึงหวาหวั่นซีมายืนยัน หวาหวั่นซีกลับหันกายไปยกผลไม้วิญญาณจากผู้รับใช้ทางด้านข้างหลบรอดมือของเขาไปได้พอดี เขากำลังคิดจะใช้มือโอบกอดเจ้าหอเหอฮวนกลับเอ่ยปาก “พี่เหรินคงพอใจคนในครั้งนี้สินะ”
เหรินอิ๋นรั้งมือกลับแล้วเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “สหายเซียนเซี่ย คนในครั้งนี้ดีกว่าหลายครั้งก่อน เจ้าช่างใส่ใจนัก คนอื่นๆ ไม่ต้องแล้ว คืนนี้เหลือสองคนนี้ไว้ก็พอ”
“พี่เหรินพอใจก็ดี มา ดื่มอีกจอก” เซี่ยลี่เอ่ยยิ้มๆ ชูจอกหยกในมือขึ้น การร่วมมือกับเผ่าปิศาจต้องให้เหรินอิ๋นไปเป็นคนกลาง ขอเพียงเขาพอใจเรื่องราวในครั้งนี้ก็ง่ายขึ้น
ดื่มสุราหมดจอก คนทั้งสองต่างพึงพอใจอย่างยิ่ง ขณะกำลังเตรียมจะดื่มอีกจอก สื่อหรูก็วิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน เขากระซิบบอกข้างหูเซี่ยลี่เรื่องคลังสมบัติถูกปล้น หลังจากเล่าจบก็รีบถอยหลังสองก้าวและยืนอยู่ด้านข้างอย่างระแวดระวัง
สีหน้าของเซี่ยลี่เปลี่ยนเป็นปั้นยากถลึงตาใส่สื่อหรูอย่างเดือดดาล อยากจะฟาดเจ้าตัวไร้ประโยชน์นี่ให้ตายจริงๆ แต่ตอนนี้เขากำลังรับรองเหรินอิ๋นอยู่จึงไม่เหมาะจะจัดการคนต่อหน้าเหรินอิ๋นจึงกัดฟันอดทนไว้
สื่อหรูเห็นเขาสะกดเพลิงโทสะก็โล่งอก การมารายงานทำถูกต้องจริงๆ เจ้าหอจะไม่ต่อสู้ใหญ่โตต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ ถ้าปกติก็ไม่แน่ว่าจะทำเรื่องใดลงไป
“พี่เหริน ที่นี่เกิดปัญหาเล็กน้อยต้องไปดูหน่อย ท่านนั่งก่อนสักครู่ ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวมา” เซี่ยลี่ลุกขึ้น เอ่ยพลางประสานมือคารวะเหรินอิ๋น
“ไม่เป็นไร พี่เซี่ยไปจัดการเถอะ” เหรินอิ๋นโบกมือ ขอเพียงมีคนงามอยู่ตรงนี้เซี่ยลี่จะอยู่หรือไม่ก็ได้ทั้งนั้น
หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้นกวาดตามองเซี่ยลี่ เดาว่าจินเฟยเหยาอาจจะลงมือแล้วและกำลังหลบหนีอยู่ แต่ตอนนี้นางกับสยงเทียนคุนมีอันตรายอย่างยิ่ง เจ้าปิศาจราคะที่ชื่อเหรินอิ๋นคงไม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป คืนนี้คงสนุกแน่
สยงเทียนคุนก็เห็นความผิดปกติเหล่านี้และพยายามควบคุมปฏิกิริยาของตนเองอย่างสุดกำลัง เฟยเหยาไม่บอกตนเองก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว นี่จะทำอย่างไรดี นางมีคนช่วยเหลือหรือไม่ หรือตอนนี้ไปซ่อนตัวที่ใดตามลำพังแล้ว
ในสมองของเขาสับสนวุ่นวาย ขอเพียงเกี่ยวกับเสี่ยวจิน เขาจะรู้สึกว่าตนเองสูญเสียความเยือกเย็นในยามปกติไป อวิ๋นเหล่า[1]เคยเห็นเสี่ยวจินครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเคยเสนอว่าให้ตนเองสังหารเสี่ยวจินหรือครอบครองนาง ไม่เช่นนั้นถ้าถูกศัตรูใช้ประโยชน์จะไม่เป็นผลดีต่อตนเอง
ถึงในใจเขาจะสับสนวุ่นวายกลับไม่แสดงออกบนใบหน้า ทว่าจินเฟยเหยาที่เขานึกถึงในสมองยามนี้กำลังถูกคนล้อมปราบจนไร้หนทางหลบหนีและซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งอย่างน่าสงสาร สมองของเขาปั่นป่วน อยากจะพุ่งตัวออกไปจินเฟยเหยาออกมาจากหายนะทันที
ทั้งสองคนคิดถึงคนคนเดียวกันแต่สิ่งที่คิดกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งไม่ร้อนใจเลยสักนิด รู้สึกว่าจินเฟยเหยาไม่ทรมานคนอื่นก็นับว่าดีแล้ว ถึงเจ้าหอขั้นว่างเปล่าไปนางก็มีวิธีป้องกันตัว ส่วนอีกคนทนไม่ไหวแล้ว คิดถึงจินเฟยเหยาแต่ในทางอเนจอนาถ ทำเหมือนนางเป็นสาวน้อยตัวเล็กๆ ไร้อาวุธที่ถูกคนรังแกเป็นอย่างเดียว
เซี่ยลี่พาสื่อหรูเดินออกไปแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชา “หลี่มู่กับจางจิ่งเฉิงล่ะ มีสามคนเฝ้าคลังสมบัติก็เฝ้าไว้ไม่อยู่ พวกเจ้ายังจะมีประโยชน์อะไร”
“จางจิ่งเฉิงพาคนออกไปจับสัตว์ภูติตัวนั้นแล้ว ตอนข้ารุดมาหลี่มู่ยังอยู่ที่คลังสมบัติ” สื่อหรูรีบตอบ
“ไปดู ข้าอยากจะเห็นนัก สัตว์ภูติสูงเท่าสองฝ่ามืออะไรสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้!” เซี่ยลี่ไม่เชื่อเลยสักนิด เขาไม่เคยเห็นสัตว์ภูติแบบนี้มาก่อน แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้ทิ้งว่ามีคนควบคุมอยู่เบื้องหลังใช้วิธีนี้มาจัดการกับตนเองโดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นคงไม่ฉวยโอกาสลงมือตอนเหรินอิ๋นมา ถึงอย่างไรก็มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าเพิ่มมาหนึ่งคน ลงมือในเวลานี้ยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้น
เมื่อเซี่ยลี่มาถึงหน้าคลังสมบัติ พบว่าที่นี่มีผู้รับใช้จำนวนมากแต่กลับไม่เห็นเงาของหลี่มู่ เขาอดตวาดเลียงเกรี้ยวไม่ได้ “หลี่มู่ไปไหน!”
“รายงานเจ้าหอ เมื่อครู่ผู้ดูแลหลี่ดูเหมือนจะไปห้องตนเอง” มีผู้รับใช้ที่เห็นหลี่มู่เอ่ยตอบ
“ตอนนี้กลับไปทำไม! ไปเรียกเขามาหาข้าทันที จางจิ่งเฉิงเล่า จับสัตว์ภูติตัวนั้นได้หรือยัง!” ใบหน้าของเซี่ยลี่เย็นชาจนใกล้จะผนึกเป็นน้ำแข็ง มองพินิจรอบห้องสมบัติอย่างอึมครึม
ทันใดนั้น เขาก็เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ข้าจำกัดการป้องกันคลังสมบัติไว้ สิ่งมีชีวิตเข้าไปไม่ได้ นอกจากบนร่างพกป้ายหยกเปิดการป้องกัน และป้ายหยกนี้มีเพียงพวกเจ้าสามคนและข้าเท่านั้นที่มี ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าบอกจริงว่าสัตว์ภูติตัวนั้นมุดออกมาจากคลังสมบัติ นั่นคือมีคนใส่ป้ายหยกไว้บนตัวมัน”
ในเวลานี้เอง จางจิ่งเฉิงรุดมาอย่างเร่งร้อน เห็นเซี่ยลี่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าอัปลักษณ์ก็รีบเอ่ยว่า “เจ้าหอ ข้าส่งคนไปปิดการป้องกันของเรือทั้งลำแล้ว ไม่ว่าใครก็ออกไปไม่ได้ ขอเพียงมันหนีไม่ได้ก็สามารถจับเจ้านายของมันได้”
“หลี่มู่เล่า!” เซี่ยลี่ไม่สนใจเขาทว่าถามถึงหลี่มู่อีก
ทุกคนมองหน้ากัน ยามนี้จึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง หลี่มู่คงไม่ได้หนีไปแล้วนะ!
ผู้รับใช้ที่ไปตามหลี่มู่ที่ห้องก็วิ่งกลับมา “เจ้าหอ ผู้ดูแลหลี่ไม่อยู่ในห้อง ในห้องยุ่งเหยิง สิ่งของหายไปหมดแล้ว”
เซี่ยลี่สีหน้าเคร่งขรึม ร่างพลันพร่าเลือนต่อหน้าทุกคนแล้วปรากฏตัวขึ้นนอกหอเหอฮวนในพริบตา เขายืนเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นพุ่งทะยานไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งก็เห็นในมือเขาหิ้วคนผู้หนึ่งกลับมา เป็นหลี่มู่ที่หลบหนีไปก่อนเปิดการป้องกัน
………………………………………..
[1] เหล่า ใช้เรียกผู้อาวุโสตามหลังแซ่ อวิ๋นเหล่าคือชายชราแซ่อวิ๋น